พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่96 บุรุษโง่สมองหมูเช่นเขา ล่วงรู้เรื่องนี้จากที่ใด? (1)
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่96 บุรุษโง่สมองหมูเช่นเขา ล่วงรู้เรื่องนี้จากที่ใด? (1)
บทที่96 บุรุษโง่สมองหมูเช่นเขา ล่วงรู้เรื่องนี้จากที่ใด? (1)
เมิ่งชินรุ่ยกระหน่ำฟาดฝ่ามือใส่แก้มซ้ายขวาถึงสองฉาดติดกัน ทำให้ใบหน้าของฮูหยินเมิ่งพลันบวมเป่งเป็นก้อนแดงช้ำขึ้นทันใด ดวงตาคู่งามจึงถูกบีบจนดูเล็กลงไปหลายส่วน เห็นแล้วชวนให้รู้สึกว่าน่าขันอยู่บ้าง
ฮูหยินเมิ่งฝืนข่มกลั้นความเจ็บปวดแสบร้อนบนพวงแก้มทั้งสองข้าง ตลอดจนความอัปยศครั้งใหญ่หลวงนี้ไว้ ก่อนจะกัดฟันเอ่ยอธิบายต่อ
“ท่านพี่… ท่านเข้าใจผิดไปแล้วจริงๆ…”
แต่ก่อนเมิ่งชินรุ่ยเพียงคิดว่าหญิงผู้นี้มีลูกไม้อยู่บ้างเท่านั้น แต่มิเคยรู้มาก่อนเลยว่า นางจะดื้อด้านยืนกรานแก้ตัวได้ถึงเพียงนี้ ต่อให้ฟ้าจะถล่มลงมา นางก็คงจะยังใช้ปากค้ำมันเอาไว้ให้จงได้เป็นแน่!
ภายใต้โทสะที่กำลังเดือดดาลพลุ่งพล่าน แผ่นอกของเขาราวถูกศิลาหนักนับพันชั่งกดทับเอาไว้ ทำให้ยามนี้อึดอัดเสียจนแทบหายใจหายคอไม่ออก กระทั่งลมหายใจยังติดขัดอยู่หลายส่วน
“เข้าใจผิดรึ? ดี! เช่นนั้นเจ้าก็บอกข้ามา ว่านี่มันเป็นความเข้าใจผิดบ้าบออันใดกัน?”
เขายกมือขึ้นชี้นิ้วออกไปด้านนอกประตู
“เช่นนั้นเจ้าก็ไปพาจิ่งหมิงมาปรากฏตัวต่อหน้าข้าเดี๋ยวนี้ ให้เขามายืนอยู่ต่อหน้าข้าด้วยร่างกายที่ครบสมบูรณ์ แล้วให้เขาอธิบายแทนเจ้าว่า ทั้งหมดล้วนเป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิด! มารดาเช่นเจ้าหาได้คิดร้ายต่อเขาเลยสักนิด!”
“เมิ่งจิ่งหมิง…”
ในใจของฮูหยินเมิ่งพลันตกตะลึงและประหวั่นพรั่นพรึงอย่างที่สุด มือทั้งสองพลันบีบกำชายกระโปรงไว้แน่นหนึบ แรงบีบหนักหน่วงเสียจนเล็บจิกลึกลงไปถึงเนื้อบนต้นขาของนางโดยตรง
ทุกถ้อยวาจาที่เมิ่งชินรุ่ยเอ่ยออกมาแต่ละคำนั้น กลับยิ่งทำให้นางรู้สึกว่า เสียงอื้ออึงในหูได้ดังเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วน! ทั้งยังมีเสียงหัวใจที่เต้นแรงโครมครามราวกลองศึกคอยประดังซ้ำอีก ทำให้นางยิ่งมิอาจจะสงบจิตใจที่ว้าวุ่นนี้ลงได้!
นางครุ่นคิดจนสุดปัญญาก็ไม่อาจเข้าใจ — บุรุษโง่สมองหมูป่าเช่นเมิ่งชินรุ่ยผู้นี้ ไปล่วงรู้เรื่องพวกนี้มาจากที่ใดกัน?
การที่นางกล้าลงมือ ย่อมประกอบด้วยเหตุผลสองประการ
ประการหนึ่ง นางมั่นใจในวิธีการของตนยิ่งนัก มั่นใจว่าตนนั้นสามารถกระทำเรื่องนี้ได้อย่างแนบเนียนไร้ช่องโหว่ เก็บล้างต้นสายปลายเหตุได้อย่างสะอาดหมดจด จนทำให้เมิ่งจิ่งหมิงประหนึ่งระเหยหายไปจากโลกมนุษย์
อีกประการหนึ่ง ก็คืออุปนิสัยที่ฝังลึกอยู่ในกมลสันดานของเมิ่งชินรุ่ยเอง ที่ทั้งเป็นบุรุษเย็นชาทั้งยังไร้เยื่อใยอย่างแท้จริง
บุรุษผู้นี้ ในสายตาของเขามองเห็นเพียงผลได้ผลเสียที่จะเข้าหาตนเองเท่านั้น บุตรธิดาทั้งหลายภายในจวนนั้น สำหรับเขาแล้วก็เป็นเพียงหมากที่จะนำไปใช้ผูกสัมพันธ์ผ่านการแต่งงาน เพื่อค้ำจุนอำนาจของเขาในภายภาคหน้าเท่านั้น
เขาไม่เคยใส่ใจความเป็นอยู่ในแต่ละวันของผู้ใดเลย ไม่ว่าจะหนาวหรือร้อน สุขหรือทุกข์ ยินดีหรือโศกเศร้า แม้แต่ท่าที ‘บิดาผู้เข้มงวด’ ที่พึงแสดงต่อภายนอก เขายังคร้านจะเสแสร้งทำเสียด้วยซ้ำ ในยามปกติ เขาก็เพียงโยนภารกิจบางอย่างที่ดูประหนึ่งสำคัญยิ่ง หากแท้จริงกลับว่างเปล่าไร้เนื้อหาให้บุตรธิดาทำ หรือไม่นานๆครั้งจึงค่อยพาออกไปเปิดหูเปิดตาเข้างานสังคมบ้าง เพียงเท่านี้ ก็นับว่าเขาได้ทำหน้าที่อบรมเลี้ยงดูบุตรธิดาครบถ้วนแล้ว
สิ่งที่เขาห่วงใยมาแต่ไหนแต่ไร หาใช่ตัวบุตรธิดาเหล่านี้ไม่ หากแต่เป็นคุณค่าที่คนเหล่านี้จะสามารถมอบให้แก่เขา และแก่จวนโหวในวันหน้าเสียมากกว่า
การตายของเมิ่งจิ่งหมิงนั้น แม้แต่อนุหลิวผู้เป็นมารดาแท้ๆก็ยังไม่ล่วงรู้เลยสักนิด และต่อให้นางจะระแคะระคายได้บ้าง ก็ล้วนแต่เป็นการคาดเดาเอาเองเท่านั้น แล้วจะมีหลักฐานอันใดให้นางกล้าปรักปรำฮูหยินเอกผู้นี้ ว่าเป็นคนลงมือสังหารบุตรอนุได้เล่า เพราะหากนางกล้าเอ่ยวาจาส่งเดชจริง เกรงว่ามีเพียงแต่จะต้องตายเร็วขึ้นเท่านั้น
ในระยะแรกที่เมิ่งจิ่งหมิงหายสาบสูญไป เมิ่งชินรุ่ยก็เผยอาการกระวนกระวายออกมาหลายส่วนจริงๆ ถึงขั้นส่งคนออกไปตามหาทั่วทุกสารทิศ ดูผิวเผินแล้วช่างคล้ายกับมีความรักใคร่ผูกพันระหว่างบิดากับบุตรชายลึกซึ้งยิ่งนัก
ทว่า ความร้อนอกร้อนใจว้าวุ่นนั้น ก็ประหนึ่งห่าฝนในช่วงยามบ่ายของคิมหันต์ฤดู ที่โปรยปรายลงมาแล้วหยุดไปอย่างฉับพลันเท่านั้น เพียงไม่กี่วัน เขาก็เผยอาการอิดโรยและหงุดหงิดรำคาญใจออกมาให้เห็น การตามหาภายหลังแม้มิได้หยุดลง ทว่าก็เป็นไปอย่างขอไปทีเท่านั้น ท่าทีของเขาราวกับได้ปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปตามลิขิตสวรรค์
ในสายตาของเขา หากหาเมิ่งจิ่งหมิงพบ นั่นคือวาสนา แต่หากหาไม่พบ ก็เป็นเพราะเขาบุญน้อยไร้วาสนาจำต้องเป็นไปตามกรรมเท่านั้นเอง
ฮูหยินเมิ่งเฝ้ามองอยู่ด้านข้างด้วยสายตาเย็นเยียบ พลางหัวเราะเย้ยหยันอยู่ในใจไม่หยุด
นี่ล่ะ เมิ่งชินรุ่ย บุรุษผู้เห็นแก่ตัวและผลประโยชน์ที่ตนจะได้รับเท่านั้น
ทว่าเรื่องนี้ก็นับว่าปิดฉากไปแล้ว เหตุใดจู่ๆเรื่องเก่าจึงได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดอีก ทั้งยังทำประหนึ่งมั่นอกมั่นใจยิ่งนักว่า นางก็คือฆาตกรผู้ลงมือสงสารเล่า?
เดิมทีฮูหยินเมิ่งยังแอบคิดว่า การที่ไม่อาจใช้เรื่องนี้ฉุดเมิ่งซีโจวให้หายนะไปตามเมิ่งจิ่งหมิงได้ ก็นับเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างมากแล้ว แต่ไฉนจู่ๆจึงได้ย้อนกลับมากัดกินตัวนางเองเสียได้เล่า?!
มือที่ฮูหยินเมิ่งใช้หยิกต้นขาตนเองนั้น ยิ่งเพิ่มแรงกดมากขึ้นทุกที ความเจ็บปวดชัดเจนแจ่มแจ้ง บีบบังคับให้นางต้องสงบใจลง
ยามนี้นางจะเอาแต่นิ่งเงียบไม่ได้ เพราะการเงียบเท่ากับยอมรับ ซึ่งหมายถึงการรับสารภาพ!
นางมั่นใจว่าเรื่องของเมิ่งจิ่งหมิงนั้น นางจัดการทุกอย่างได้รัดกุมมากพอแล้ว ไม่มีทางที่ผู้ใดจะหาหลักฐานมาจับนางได้อย่างเด็ดขาด!
บางทีอีกฝ่ายอาจเพียงใช้เรื่องเลื่อนลอยไร้มูลนี้ มาหลอกล่อนางเท่านั้นเอง!
แม้โทสะเดือดดาลของเมิ่งชินรุ่ยในครั้งนี้จะดูไม่คล้ายเสแสร้งแกล้งทำเลย… แต่ตราบใดที่ยังไม่อับจนจริงๆ ก็จงอย่าได้เสียขบวนเสียเชิงไปก่อนเป็นอันขาด
ฮูหยินเมิ่งตั้งกายตรง น้ำตาไหลพรั่งพรูออกมาจากสองตา ประหนึ่งได้รับความคับแค้นอยุติธรรมใหญ่หลวงนัก “ท่านพี่.. ท่านกำลังกล่าวอันใดกันแน่! จิ่งหมิงนั้น ล้วนเป็นข้าที่คอยเฝ้ามองเขาเติบใหญ่มาด้วยสองตาตนเอง ครั้นเขาหายสาบสูญไปอย่างกะทันหัน คนทั้งจวนตลอดเหนือจรดใต้ มีผู้ใดเล่าที่จะเจ็บปวดรวดร้าวใจยิ่งกว่าข้า? ข้าทั้งร้อนใจและเป็นห่วงเขายิ่งกว่าใครๆ! หากนึกย้อนกลับไปครานั้น… เป็นข้า… ฮึกๆ… เป็นข้าที่ห่วงใยเขาที่สุดแล้ว!”
ซิ่วหลานที่อยู่ด้านข้าง รีบเอ่ยเสียงสะอื้นผสมโรงอย่างร้อนรน
“ใช่เจ้าค่ะนายท่าน ช่วงนั้นบ่าวเห็นกับตาว่า ไม่มีคืนไหนที่ฮูหยินจะข่มตาหลับลงได้เลย ทั้งกลางวันก็จิตใจร้อนรนจนแทบกลืนอาหารไม่ลง ฮูหยินเฝ้าตรากตรำตามหาคุณชายรองจนซูบผอมไปมาก… แล้วเหตุใดนายท่านจึงได้มีความคิดต่อฮูหยินเช่นนี้? นายท่านมิรู้บ้างหรือว่า ฮูหยินจะต้องทนหนาวเหน็บหัวใจมากเพียงใด!”
ลมหายใจอันกระชั้นถี่ของเมิ่งชินรุ่ยพลันค่อยๆผ่อนลงเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าถ้อยวาจาของพวกนางเริ่มได้ผลถึงสองส่วนบ้างแล้ว
ฮูหยินเมิ่งจับความหวั่นไหวในใจของผู้เป็นสามีได้ ในใจพลันแอบยินดีอยู่ลึกๆ เดิมทีคิดจะฉวยจังหวะนี้รุกไล่ต่อให้ได้ชัย แต่กลับไม่คิดเลยว่า อนุหลิวที่เมื่อครู่ยังนั่งคุกเข่าหมดเรี่ยวหมดแรง แม้แต่จะตั้งกายให้ตรงยังทำไม่ได้ บัดนี้กลับฝืนประคองร่างคลานเข่าอย่างยากลำบากไปหาเมิ่งชินรุ่ย
“ท่านพี่… ท่านพี่… ฮือออ…”
เสียงของนางแหบแห้งจนแทบขาดห้วง แล้วน้ำตาบนใบหน้าก็ไหลพรั่งพรูออกมาเป็นสาย นางค้อมศรีษะก้มหน้าลง ปล่อยหยดน้ำตาให้ร่วงลงมาเป็นสายขณะคลาน ก่อนจะถูกชายกระโปรงของนางลากทับกลบไว้
คราบน้ำที่ร่วงหล่นลงบนพื้น คล้ายรอยโลหิตที่ถูกลากยาวออกมา ชวนให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกสะท้อนใจจนมิอาจทนมองตรงๆได้