พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่97 บุรุษโง่สมองหมูเช่นเขา ล่วงรู้เรื่องนี้จากที่ใด? (2)
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่97 บุรุษโง่สมองหมูเช่นเขา ล่วงรู้เรื่องนี้จากที่ใด? (2)
บทที่97 บุรุษโง่สมองหมูเช่นเขา ล่วงรู้เรื่องนี้จากที่ใด? (2)
ทุกย่างที่อนุหลิวคืบคลานไปนั้นนับว่ายากเย็นอย่างที่สุด ทว่านางกลับมิกล้าหยุดแม้เพียงชั่วขณะ เพราะขอเพียงนางลังเลล่าช้าแม้สักนิด ก็อาจถูกฮูหยินเมิ่งบีบลำคอลากตัวกลับลงสู่ห้วงลึกอันมืดมิดไร้สิ้นสุดอีกคราเป็นแน่
และครั้งหน้า นางย่อมไม่มีวาสนาดีพอที่จะคลานออกมาได้อีกแล้ว
นางรู้แก่ใจดีว่า ที่เมิ่งชินรุ่ยมาถึงเรือนของฮูหยินเมิ่งอย่างกะทันหันเช่นนี้ ทั้งหมดจะต้องเป็นเพราะคุณหนูใหญ่ยื่นมือเข้าช่วยเหลืออย่างแน่นอน
นางจะต้องคว้าโอกาสครั้งนี้ไว้ให้มั่น ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยสิ่งใดก็ตาม
มิว่าอย่างไร… นางก็ไม่มีสิ่งใดให้สูญเสียอีกแล้ว!
นางคลานเข่าเข้าไปหยุดลงเบื้องหน้าเมิ่งชินรุ่ย เพราะรู้ดีแก่ใจว่าเขาไม่ชอบความสกปรก จึงมิได้เอื้อมมือออกไปฉวยจับชายอาภรณ์ของเขาไว้ หากแต่หมอบคลานห่างออกไปเพียงช่วงแขนเท่านั้น จากนั้นก็ร่ำไห้กล่าวด้วยน้ำเสียงสะอื้นและน้ำตานองหน้าว่า
“ท่านพี่… ท่านพี่! ข้าขอใช้ชีวิตของตนรับรอง… จิ่งหมิงของข้าถูกฮูหยินสังหารจริงๆ!ทั้งหมดล้วนเป็นความจริงเจ้าคะ! วันนั้นฮูหยินคิดว่าข้าสลบไสลสิ้นสติไปแล้ว จึงได้เริ่มดำเนินการตามแผนที่ตนวางไว้ หากแต่แท้จริงแล้วข้าหาได้หมดสติไม่ ซ้ำยังเห็นกับตาตนเองว่าจิ่งหมิงถูกคนพาตัวไป แต่เขากลับไม่สามารถขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้เลยสักนิด เป็นข้าที่ไร้ประโยชน์เอง!”
“หุบปาก! วันๆเจ้าก็เอาแต่พูดจาเพ้อเจ้อ! บัดนี้ยังกล้าพูดจาเหลวไหลสาดโคลนใส่ข้าอีกรึ!”
ฮูหยินเมิ่งยิ่งฟังก็ยิ่งใจหายวาบ ราวกับทั้งร่างถูกผลักตกลงสู่ธารน้ำแข็ง หนาวเย็นเยียบไปถึงขั้วกระดูก รีบโถมกายขึ้นไปด้านหน้า ใช้สองมือปิดปากของอนุหลิวไว้จนแน่น
อย่าได้พูดอีก! อย่าพูดอันใดอีกเด็ดขาด!
ทว่า เมิ่งชินรุ่ยกลับได้ยินทุกถ้อยวาจาชัดเจนเต็มสองหูแล้ว!
ยิ่งฟัง สีหน้าของเขาก็ยิ่งเขียวคล้ำมากกว่าเดิม คลื่นความผิดหวังภายในใจก็ยิ่งถาโถมรุนแรงถึงขีดสุด!
เรื่องที่ปกติฮูหยินเมิ่งมักชอบเย็นชาและกดขี่บรรดาอนุของเขาอย่างร้ายกาจนั้น เขามิใช่ว่าไม่รู้ เพียงแต่ก่อนหน้านี้คิดเสียว่าเป็นเล่ห์กลเล็กๆน้อยๆของสตรีในเรือนหลัง ที่ต้องการแย่งชิงความโปรดปรานจากตน จึงทำเป็นเปิดตาข้างหนึ่งปิดตาข้างหนึ่งเสียให้จบๆไป
แต่เขาไม่เคยคิดเลยจริงๆว่า นางจะมีจิตใจเหี้ยมโหดอำมหิตได้ถึงเพียงนี้! ถึงกับกล้าใช้วิธีการโหดเหี้ยมเช่นนี้กับเลือดเนื้อเชื้อไขแท้ๆของเขา! ลอบทำร้ายบุตรชายอนุผู้มิได้เป็นภัยคุกคามต่อตัวนางเลยแม้แต่น้อย!
ครั้นเห็นฮูหยินเมิ่งร้อนรนจนเสียสติ ถึงกับใช้ทั้งน้ำหนักตัวกดทับร่างอนุหลิวเอาไว้ มือทั้งสองยังปิดจมูกปิดปากอีกฝ่ายไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ท่วงท่าเหล่านั้นยิ่งสื่อชัดเจนว่า นางกำลังคิดจะปลิดลมหายใจของอนุหลิว หมายให้นางต้องตายอยู่ตรงนี้เดี๋ยวนี้นั่นเอง!
“ไสหัวออกไปเสีย!” เมิ่งชินรุ่ยเดือดดาลถึงขีดสุด ยกเท้าข้างหนึ่งขึ้นถีบใส่ร่างของฮูหยินเมิ่งอย่างแรง จนอีกฝ่ายถึงกับกระเด็นถลาไปด้านข้าง จากนั้นจึงหันไปกล่าวกับอนุหลิวว่า
“เจ้าพูดต่อ! เรื่องที่เจ้ารู้มา จงพูดมันออกมาให้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง อย่าได้ปิดบังข้าแม้แต่น้อย!”
อนุหลิวพลันถูกปล่อยให้เป็นอิสระอีกครา กระนั้นก็ส่งเสียงไอรุนแรงออกมาทันใด ก่อนจะหอบหายใจเฮือกใหญ่ไม่หยุด
ครั้นได้ยินคำสั่งของเมิ่งชินรุ่ย นางก็รีบพยักหน้า หลังจากพอรวบรวมเรี่ยวแรงและลมหายใจได้ นางจึงอ้าปากบอกเล่าสิ่งที่ตนรู้ต่อไป
“ที่ผ่านมา เป็นเพราะข้าขลาดเขลา เอาแต่คิดที่จะเอาตัวรอด เป็นข้าเองที่ผิด ไม่เข้าใจความหมายของคำว่าริมฝีปากสิ้น ฟันย่อมหนาว อีกทั้งยังไม่เข้าใจว่าคนบางจำพวกเมื่อลงมือแล้ว ย่อมต้องตัดรากถอนโคนให้สิ้น…”
อนุหลิวโศกเศร้าอย่างมากจนดูคล้ายกำลังเลื่อนลอยอยู่บ้าง
“ข้ารู้มาตลอดว่ายาบำรุงที่ฮูหยินให้ข้ากินนั้น มิใช่ของดีมีประโยชน์แต่อย่างใด กระนั้นก็มิกล้าขัดขืน จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อพิษที่สะสมในร่างมานานได้ปะทุขึ้น ข้าจึงล้มลงกับพื้น เจ็บปวดเสียจนแทบขาดใจ ในห้วงเวลาที่กำลังจะหมดสติอย่างสิ้นเชิงนั้นเอง กลับได้ยินเสียงฮูหยินเดินเข้ามาในเรือน และยังได้พูดคุยกับจิ่งหมิง!”
“นางปลอบจิ่งหมิงที่กำลังร้อนอกร้อนใจ บอกว่าข้าเพียงร่างกายอ่อนแอจนเป็นลมไปเท่านั้น แล้วสั่งให้เขาออกไปเชิญหมอมาดู ทั้งยังกำชับว่าต้องไปเชิญหมอจากหอหวนชุนเท่านั้น… ข้าพยายามอย่างสุดชีวิตที่จะเปล่งเสียงห้ามปรามเขาไว้ ทว่าสติของข้ากลับพร่าเลือนลงทุกขณะ ครั้นเมื่อข้าฟื้นขึ้นมาอีกครา จึงได้รู้ว่าจิ่งหมิงหายสาบสูญไปเสียแล้ว”
เมื่อบอกเล่าความจริงที่ฝังลึกอยู่ก้นบึ้งหัวใจออกมาได้ ในอกของอนุหลิวกลับบังเกิดความรู้สึกโล่งเบาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน!
ประหนึ่งได้ปลดเปลื้องโซ่ตรวนอันหนักอึ้งที่แบกไว้เนิ่นนานหลายปีลงสิ้นแล้ว!
ฮูหยินเมิ่งเพิ่งจะทำใจเชื่อได้อย่างแท้จริงก็ในยามนี้เอง ว่าอนุหลิวนั้น ‘ล่วงรู้’ เรื่องทุกอย่างมาโดยตลอด การที่นางเคยสำคัญตนว่าทำงานรัดกุมไร้ช่องโหว่ ประหนึ่งนภาทอผืนผ้าไร้ตะเข็บนั้น แท้จริงแล้วหาใช่เพราะปิดบังได้แนบเนียนไม่ หากเป็นเพียงเพราะอีกฝ่ายเห็นว่าแขนย่อมมิอาจขืนขาต้นใหญ่ จึงได้แต่ก้มหน้าก้มตารักษาตัวให้มีชีวิตรอดเท่านั้น…
อนุหลิวรู้ตัวดีว่า การจะเปิดโปงฮูหยินเมิ่งนั้น เป็นการตัดสินใจที่เรียกได้ว่าโอกาสตายมีถึงเก้าแต่รอดมีเพียงหนึ่ง ขอเพียงนางลงมือร้องเรียนขึ้นมาเมื่อใด ย่อมเท่ากับยืนอยู่คนละฟากกับฮูหยินเมิ่ง และประกาศตัวเป็นศัตรูกับนางโดยตรง และตราบใดที่เมิ่งชินรุ่ยยังไม่ปลดสตรีผู้นี้ออกจากตำแหน่งฮูหยินเอก ชีวิตของนางหลังจากนั้น ย่อมจะต้องอยู่อย่าง ‘เป็นไม่ต่างจากตาย’ ไปวันแล้ววันเล่าเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น โอกาสที่เมิ่งชินรุ่ยจะไม่เชื่อคำบอกเล่าของนางก็มีสูงยิ่ง นั่นเพราะฮูหยินเมิ่งมีบุตรธิดาในปกครองถึงสี่คน เป็นบุรุษสองและสตรีสอง ซ้ำบุตรีคนโตยังมีชะตาหงส์สถิต อนาคตข้างหน้าย่อมก้าวไกลไร้ขอบเขต บุตรชายคนโตนั้นก็มีเส้นทางขุนนางที่รุ่งโรจน์ ทั้งยังสง่างามเหนือผู้ใด แล้วยังจะมีผู้ใดเชื่อเล่า ว่านางจะยอมเหน็ดเหนื่อยลงมือทำเรื่องที่มิได้ประโยชน์อย่างการทำร้ายบุตรอนุผู้หนึ่ง ซึ่งไม่มีทางที่จะสั่นคลอนฐานะของนางได้เลย
ทว่าความจริงแล้ว ฮูหยินเมิ่งนั้นคับแคบใจเสียกว่าที่ผู้ใดจะคาดคิด ในสายตาของนาง ไม่เพียงมิอาจทนเม็ดทรายเพียงน้อยนิดได้ หากสิ่งใดหลุดพ้นจากการควบคุมของนาง นางย่อมไม่อาจทนให้มีอยู่ต่อได้เช่นกัน
หากเมิ่งจิ่งหมิงเป็นเพียงคนหัวทึบเหมือนอย่างเมิ่งชินรุ่ย มิอาจใช้การใหญ่ได้ เช่นนั้นก็แล้วไปเถิด แต่น่าเสียดายที่เขากลับเฉลียวฉลาด ทั้งยังว่านอนสอนง่าย ทั้งบุ๋นทั้งบู๊ล้วนเก่งครบถ้วน…
ฮูหยินเมิ่งไม่มีวันยอมให้เขามีชีวิตอยู่บนโลกนี้ต่อไปได้เป็นอันขาด
ในขณะที่ผู้อื่นกลับมองเพียงว่า ฮูหยินเมิ่งย่อมไม่มีทางผิดใจลูกปลาตัวเล็กๆเช่นเมิ่งจิ่งหมิงแน่ ยามปกตินางก็แสดงละครได้แนบเนียนนัก ดูแลเอาใจใส่เมิ่งจิ่งหมิงอย่างดียิ่ง ด้วยเหตุนี้จึงยิ่งมิมีผู้ใดเชื่อว่า สตรีที่ดูประหนึ่งอ่อนโยนมีคุณธรรมเช่นนี้ จะกล้าลงมือทำร้ายบุตรอนุได้ลงคอ
แต่เพราะมีเมิ่งซีโจวที่ตัดสินใจหนุนหลังและปูทางให้แก่เมิ่งจิ่งอี้ อีกทั้งฮ่องเต้เองก็ทรง ‘ปลูกดอกหลิวโดยไม่ตั้งใจ แต่กลับได้ร่มเงา’ จนบทบาทของเมิ่งจิ่งหมิงพลันโดดเด่นขึ้นมาถนัดตา ครานี้ฮูหยินเมิ่งจึงมิอาจปล่อยผ่านที่จะไม่จัดการกับเขาได้อีก!
หากเป็นเมื่อก่อน ขืนอนุหลิวเอ่ยเล่าความจริงที่ตนได้ประสบพบเห็นออกมา ย่อมมิต่างอันใดจากการเอาไข่กระแทกกับศิลาแกร่ง สุดท้ายย่อมต้องเผชิญกับจุดจบที่แหลกสลายเป็นผุยผงเท่านั้นเอง
ทว่าภายใต้สถานการณ์ในครานี้ กลับหาได้เป็นเหมือนกาลก่อนอีกแล้ว…