พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่98 ฟางเส้นสุดท้ายของอนุหลิว
บทที่98 ฟางเส้นสุดท้ายของอนุหลิว
“จิ่งหมิงเพียงร้อนใจอยากช่วยข้า จึงต้องตกลงสู่กับดักที่ฮูหยินเป็นผู้วางไว้อย่างแนบเนียน ส่วนข้า…กลับไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยวาจาใดสักคำ…”
อนุหลิวหลับตาลงด้วยความละอายใจ ก่อนจะลืมตาขึ้นอย่างฉับพลันอีกครา แล้วหันไปตั้งคำถามกับฮูหยินเมิ่ง สตรีที่เมื่อก่อนนางไม่เคยกล้าจะขัดขืนแม้เพียงครึ่งคำ
“เขาเพียงอยากช่วยข้า เขาผิดอันใดกัน? เมื่อก่อนข้าเคยอ้อนวอนขอให้เจ้ารับเขาไปเลี้ยงดูไว้ข้างกาย มอบหนทางรอดที่ดีกว่านี้ให้แก่เขา ทว่าเป็นเจ้าที่ไม่ยอมเอง บัดนี้ยังคิดสังหารเขาให้สิ้นซากอีก ฮูหยินเมิ่ง เจ้าเป็นภูตผีร้ายที่คลานออกมาจากขุมนรก หรือเป็นอสรพิษมากพิษกลับชาติมาเกิดกันแน่?! เจ้าบอกข้ามา! ตอบข้ามาสิ!”
ยิ่งอนุหลิวเร่งร้อนกล่าว น้ำเสียงของนางก็ยิ่งสั่นสะท้านเพราะโทสะที่พลุ่งพล่าน ทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงรุนแรงจนแทบควบคุมไว้ไม่อยู่
ฮูหยินเมิ่งถูกคำกล่าวหาแทงตรงเข้ากลางใจเช่นนี้ สีหน้าก็ยิ่งซีดเผือด ทว่านางกลับกำหมัดแน่น และในชั่วพริบตานั้น สีหน้าของนางก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นตื่นตะลึง ประหนึ่งตนกำลังถูกกล่าวหาใส่ร้ายด้วยคำเท็จใหญ่หลวง
“เหลวไหล! ช่างเหลวไหลสิ้นดี!” เสียงของฮูหยินเมิ่งสั่นระริก ประหนึ่งกำลังพยายามฝืนข่มอารมณ์ไว้อย่างที่สุด “อนุหลิว ความเจ็บปวดจากการสูญเสียบุตรนั้น ตัวข้าเองย่อมเข้าใจลึกซึ้งดี แต่บัดนี้เจ้ากลับสติเลือนราง ถึงขั้นกุเรื่องสร้างคำโป้ปดอำมหิตเช่นนี้ขึ้นมาเพื่อใส่ร้ายข้าเชียวรึ! เรื่องนี้…เจ้าช่างแต่งได้สมจริงยิ่งนัก หากมิใช่เพราะข้ารู้แก่ใจดีว่าตนบริสุทธิ์ ยามนี้แม้แต่ตัวข้าเองคงแทบหลงเชื่อคำกล่าวหารุนแรงนี้ของเจ้าแล้ว!”
นางสูดลมหายใจเข้าลึกเฮือกหนึ่ง ราวกับกำลังพยายามสงบจิตสงบใจจากความโมโหเดือดดาลที่ถูกปรักปรำ
ห้ามลนลาน!
ห้ามลนลานเด็ดขาด!!
แม้สถานการณ์จะคับขันอยู่บ้าง แต่ก็มิใช่ว่าจะไร้หนทางพลิกกลับ! ขอเพียงกัดฟันยืนกรานไม่ยอมรับผิด อนุหลิวซึ่งไร้หลักฐานมามัดตัวนาง เช่นนั้นก็มิแน่ว่านางจะไร้โอกาสพลิกกระดานหมากกลับมาได้!
ความคิดของฮูหยินเมิ่งหมุนแล่นฉับไว นางหันไปทางเมิ่งชินรุ่ย แววตาเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและใสซื่อเปิดเผย
“ท่านพี่! น้องหลิวสูญเสียจิ่งหมิงไป จิตใจจึงได้ฟั่นเฟือนเต็มที! เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงความบริสุทธิ์ของข้า ทั้งยังเกี่ยวพันถึงเกียรติชื่อเสียงของจวนเมิ่ง ท่านจะฟังเพียงวาจาเสียสติของนางฝ่ายเดียว แล้วด่วนตัดสินได้อย่างไรกันเล่า?! ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องราวในวันนั้น ข้าเองก็ได้เคยเรียนท่านพี่ไปหมดทุกประการแล้ว!”
นางขยับเปลี่ยนท่าคุกเข่าเล็กน้อย เพิ่มขับให้ตนเองดูจริงใจมากยิ่งขึ้น “วันนั้นข้าไปหาน้องหลิวที่เรือนของนางเพื่อพูดคุยกันจริงๆ แต่เพิ่งจะเดินไปใกล้ประตูเรือน ก็เห็นจิ่งหมิงวิ่งพรวดออกมาจากด้านในก่อนแล้ว ข้ายังไม่ทันได้ร้องเรียกเขาให้หยุดเพื่อถามไถ่ให้กระจ่างเสียด้วยซ้ำ เขาก็วิ่งหายลับไปเสียก่อนแล้ว! ข้าในตอนนั้น ภายในใจเต็มไปด้วยความสงสัย จึงรีบเข้าไปในห้องและพบว่าน้องหลิวล้มลงสลบไสลอยู่กับพื้น ข้าจึงเข้าใจได้ในทันทีว่าต้องเป็นเพราะจิ่งหมิงเห็นน้องหลิวหมดสติไป จึงร้อนใจจนเสียขวัญ แล้ววิ่งออกไปตามหมอด้วยตนเอง!”
“ตอนนั้นข้าเองก็ร้อนใจไม่แพ้กัน! จึงรีบสั่งให้ผู้ดูแลที่ไว้ใจได้ไปเชิญหมอจากหอหวนชุนมาในทันที ในใจยังคิดว่าเขาจะได้พาจิ่งหมิงกลับมาด้วยกัน ปล่อยให้ไปข้างนอกแบบนั้นอาจเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นได้… แต่ผู้ใดจะคาดคิดเล่า…” นางสะอื้นจนเสียงพูดขาดห้วงไป “บ้านเมืองทุกวันนี้กลับไม่สงบสุข เด็กคนนั้นเพียงก้าวเท้าออกจากประตูจวนไปแค่ครั้งเดียว ก็… ก็ไม่มีวันได้กลับเข้ามาอีกแล้ว!”
นางยกแขนเสื้อขึ้นปิดหน้า หัวไหล่ทั้งสองข้างสั่นสะท้าน ปล่อยเสียงสะอื้นคล้ายอัดอั้นไว้นานออกมาอย่างสุดจะกลั้น
“ท่านพี่… เรื่องของจิ่งหมิงนั้น มีหรือที่ข้าจะไม่นึกเสียใจ? หากย้อนกลับไปได้อีกครา ไม่ว่าต้องกล่าวสิ่งใด ข้าก็จะต้องขวางเขาไว้เป็นแน่ จะไม่ยอมให้เขาก้าวพ้นประตูจวนออกไปแม้เพียงครึ่งก้าว! ยามดึกสงัดเมื่อสะดุ้งตื่นจากห้วงนิทรา ข้ายังได้ยินเสียงเขาร่ำร้องขอความช่วยเหลือจากข้า จนข้าถึงกับต้องตื่นมาร่ำไห้ทุกค่ำคืน เด็กน้อยผู้น่าสงสารของข้า…”
นางทั้งทุบอกทั้งกระทืบเท้า ร่ำไห้รุนแรงราวกับคนใกล้เสียสติ
เมื่อเมิ่งชินรุ่ยได้ฟังดังนั้น คิ้วทั้งสองจึงค่อยๆขมวดเข้าหากันอย่างช้าๆ สายตากวาดมองสลับไปมาระหว่างฮูหยินเมิ่งกับอนุหลิว ก่อนจะตกสู่ความเงียบงันอีกครา
ศึกครานี้กลับมาตึงเครียดขึ้นอีกครา ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมปล่อยอีกฝ่ายไป แต่ทว่าก็ยังไม่อาจปักใจเอาผิดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้อย่างเด็ดขาด
ในยามที่บรรยากาศกำลังอึดอัดกดดันถึงขีดสุดนั้น เมิ่งซีโจวก็แสร้งทำเป็นมาถึงล่าช้า ก้าวเท้าเข้าประตูมาอย่างไม่รีบร้อนนัก พลางเอ่ยขึ้นว่า
“ท่านพ่อ ท่านช่างเดินฉับไวรวดเร็วยิ่งนัก เพียงชั่วประเดี๋ยวก็หายลับไปเสียแล้ว ลูกมิรู้ว่าท่านไปที่ใด ระหว่างทางจึงได้แต่สอบถามบ่าวไพร่ดู จึงค่อยรู้ว่าท่านมาที่นี่”
กล่าวจบ นางจึงหันไปมองคนอื่นๆที่อยู่ในห้อง ครั้นเห็นใบหน้าของฮูหยินเมิ่งบวมแดงอย่างหนัก อีกทั้งยังเต็มไปด้วยคราบน้ำตาเช่นนั้น สีหน้าของนางก็พลันฉายทั้งความตระหนกตกใจทั้งความเจ็บปวดใจออกมาให้เห็น
“ท่านแม่… เหตุใดท่านจึงมีสภาพเช่นนี้ได้? เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?”
นางก้าวเข้าไปใกล้อีกฝ่ายมากขึ้นทุกที แต่ฮูหยินเมิ่งกลับเบือนหน้าหนีด้วยความชิงชัง ไม่ต้องการให้เมิ่งซีโจวได้เห็นสภาพอันน่าเวทนาและอัปยศเช่นนี้ของตนเอง
แทบมิต้องคาดเดาก็รู้แล้วว่า เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้ ล้วนต้องเป็นเมิ่งซีโจวที่คอยโหมกระพืออยู่เบื้องหลังแน่ หาไม่แล้ว เพียงอาศัยจิตใจอ่อนปวกเปียกประหนึ่งลูกแกะน้อยของอนุหลิว มีหรือที่นางจะสามารถพลิกพ้นจากฝ่ามือของตนไปได้?!
ทว่าในขณะที่ฮูหยินเมิ่งเอียงหน้าหนีนั้น เมิ่งซีโจวกลับยื่นมือออกไปด้วยท่าทีห่วงใยพอเหมาะ เดิมทีนางเพียงคิดจะวางมือลงบนพวงแก้มของอีกฝ่ายคล้ายปลอบประโลม แต่ผู้ใดจะรู้เล่าว่า ฮูหยินเมิ่งกลับหันหน้าหนีฉับพลัน ทำให้ใบหน้าของนางกระแทกเข้ากับฝ่ามือของเมิ่งซีโจวอย่างแรง!
“เพียะ—”
เสียงคล้ายตบดังลั่นขึ้นอย่างไรสัญญาณ ท่ามกลางห้องที่เงียบสงัดประหนึ่งสุสาน เสียงนั้นจึงยิ่งกังวานใสและชัดเจน!
กาลเวลาประหนึ่งแข็งค้างอยู่ ณ ห้วงขณะนั้น
เดิมทีใบหน้าของฮูหยินเมิ่งก็ยังแดงบวมไม่หาย บัดนี้กลับถูกประเคนฝ่ามืออีกฉาดหนึ่งเข้าไป ร่างทั้งร่างของนางพลันแข็งทื่อ จ้องมองเมิ่งซีโจวอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
นาง… นี่นางถูกเมิ่งซีโจวตบหน้าฉาดหนึ่งจริงรึ?!
ยิ่งไปกว่านั้น… ยังเป็นนางที่โน้มใบหน้าเข้าไปรับเองเสียด้วย?!
ช่างเหลวไหลสิ้นดี!
เมิ่งซีโจวรีบชักมือกลับด้วยท่าทางตื่นตระหนก “ท่านแม่โปรดอภัย ลูกหาได้มีเจตนาไม่! ลูกไม่รู้จริงๆว่าท่านแม่จะหันหน้าหนีเช่นนั้น จึงพลั้งมือกลายเป็นตบท่านไปฉาดหนึ่ง ลูกสมควรตายแล้ว!”