พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่99 ฮูหยินเมิ่งถูกรุมสาม?! (1)
บทที่99 ฮูหยินเมิ่งถูกรุมสาม?! (1)
ฮูหยินเมิ่งได้ยินคำขออภัยอันเสแสร้งของเมิ่งซีโจวเข้า ก็ประหนึ่งราดน้ำมันลงบนกองเพลิง ทำให้โทสะภายในใจยิ่งทวีรุนแรงขึ้นมากกว่าเดิม
นางก่นด่าสาปแช่งอยู่ภายในใจไม่หยุด ทว่าก็ยังพอมีสติที่จะฉุดรั้งตนให้สงบจิตสงบใจลงได้บ้าง
สถานการณ์คับขันตรงหน้ายามนี้ยากจะคลี่คลาย การมาของเมิ่งซีโจวมีแต่จะทำให้เรื่องราวยิ่งสลับซับซ้อนมากกว่าเดิม… นางจำต้องตั้งหลักให้มั่น จะปล่อยให้อารมณ์ครอบงำจนทำเรื่องโง่เขลาออกไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด
นางจึงเมินเฉยมิได้ใส่ใจเมิ่งซีโจวอีก แล้วพยายามเหยียดแผ่นหลังให้ยืดตรง ก่อนจะหันไปทางเมิ่งชินรุ่ยแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงฮึกเหิมระคนโศกเศร้าว่า
“ท่านพี่ ข้า จี้เซิงปี่ ขอสาบานต่อฟ้าดิน ต่อบรรพชนผู้ล่วงลับทั้งหลาย หากข้าได้ทำร้ายจิ่งหมิงแม้เพียงน้อยนิด ขอให้ฟ้าผ่าธรณีสูบ! ขอให้ตายไร้ดินกลบหน้า!”
ครั้นได้ยินดังนั้น หัวใจของเมิ่งชินรุ่ยพลันสั่นสะท้านรุนแรง และอดที่จะรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาไม่ได้
เขารู้จักฮูหยินเมิ่งผู้นี้ดีกว่าใคร! นางเป็นผู้ที่หลีกเลี่ยงถ้อยคำอัปมงคลเหล่านี้ยิ่งนัก มิว่าจะเป็นคำไม่เป็นสิริมงคลแม้เพียงน้อยนิด หรือวาจาใดที่ไม่เป็นคุณแก่นาง นางล้วนไม่มีทางยอมกล่าวออกจากปากเป็นอันขาด
แต่บัดนี้ นางกลับยอมให้สัตย์สาบานหนักแน่นรุนแรง ชนิดที่ไม่เหลือทางให้ถอยหนีเช่นนี้… หรือว่าครานี้เขาจะเข้าใจนางผิดไปจริงๆ?
เมิ่งซีโจวเมื่อแรกได้ฟังก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย – นี่ฮูหยินเมิ่งคิดจะเดิมพันทุกสิ่งถึงเพียงนี้เชียวรึ?
จากนั้น ความคาดเดาอันหาญกล้าก็ผุดขึ้นภายในใจของนางทันที หรือบางที… เมิ่งจิ่งหมิงอาจจะยังมีชีวิตอยู่ก็เป็นได้
ทว่าด้วยนิสัยใจคอของฮูหยินเมิ่งแล้ว นางจะไว้ชีวิตเขาได้อย่างไรกัน? นั่นมิเท่ากับเปิดทางให้เกิดภัยต่อตัวนางในภายหลังหรอกรึ?
หรือบางที นางอาจกำลังวางแผนการที่ใหญ่กว่านั้นอยู่… หรือไม่ก็อาจถูกบีบคั้นจากแรงกดดันบางประการ?
ดูประหนึ่งว่าเรื่องราวจะยิ่งทวีความคลุมเครือ ชวนให้มิอาจมองคาดเดาได้แจ่มแจ้งจริงๆ
แต่ผู้ใดจะคาดคิดเล่าว่า เมื่ออนุหลิวได้ยินคำสาบานอาบยาพิษเช่นนั้นแล้ว นางกลับหาได้ถอยร่นแม้เพียงครึ่งส่วน เสียงของนางเปล่งดังตามมาติดๆ
“ด้วยฐานะอันต่ำต้อยของข้า ต่อให้ได้รับความโปรดปรานจากท่านพี่มากเพียงใด ก็ไม่มีวันกล้าล่วงเกินฮูหยินเอกอย่างเด็ดขาด ข้าไม่มีเหตุผลอันใดที่จะต้องใส่ร้ายฮูหยินเลย! บัดนี้จิ่งหมิงยังไม่รู้เป็นหรือตาย ขอท่านพี่ได้โปรดตรวจสอบให้กระจ่างด้วยเถิดเจ้าค่ะ!”
ครั้นกล่าวจบ อนุหลิวก็ก้มหมอบลงกับพื้น และไม่ยอมลุกขึ้นอีกเลย คล้ายตั้งใจรอฟังคำตัดสินของเมิ่งชินรุ่ยแต่เพียงผู้เดียว
เมิ่งชินรุ่ยถูกคนทั้งสองบีบคั้นจนไร้หนทางเลี่ยง ราวกับว่าขณะนี้เขาจำต้องตัดสินให้ได้แล้วว่า แท้จริงผู้ใดผิดและผู้ใดถูก
เขานิ่งงันไปชั่วครู่ สีหน้าประหนึ่งอยากจะเอ่ยวาจาแต่ก็ยังลังเลอยู่หลายส่วน ทว่าหลังจากนั้น กลับหันไปทางเมิ่งซีโจวอย่างกะทันหัน แล้วเอ่ยถามขึ้นว่า
“เจ้าคิดเห็นเช่นไร?”
เมิ่งซีโจวยิ้มบาง บนใบหน้าปรากฏแววคล้ายขออภัยหลายส่วน นางค้อมกายลงเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“ข้าในฐานะที่เป็นบุตรีของท่านแม่ อีกทั้งยังรู้เรื่องนี้ไม่รอบด้านนัก หากเอ่ยวาจาใดออกไป เกรงว่าจะเป็นการเอนเอียงเข้าข้างและดูไม่เป็นธรรมเจ้าค่ะ”
เมิ่งชินรุ่ยพยักหน้าเล็กน้อยด้วยความผิดหวัง
แต่เมิ่งซีโจวกลับลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยต่อว่า
“แต่… ตลอดหลายปีมานี้ อนุหลิวล้วนมีกิริยาสงบเสงี่ยมสำรวม มิเคยล้ำเส้นผู้ใดเลยแม้แต่น้อย ในสายตาของข้า นางก็นับเป็นคนที่รู้จักพอ คงไม่คิดอาศัยเรื่องนี้ก่อคลื่นลมเพื่อไต่เต้าขึ้นสูงกระมัง… หรือนี่อาจเป็นเพียงความเข้าใจผิดไปเองของอนุหลิว?”
เมิ่งชินรุ่ยนั่งลงบนเก้าอี้วงที่ทำจากไม้จื่อถานของฮูหยินเมิ่ง แล้วตกลงสู่ห้วงความคิดอีกครา
ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบงันและหนักอึ้ง อนุหลิวจึงได้เอ่ยขึ้นอีกครา ครั้งนี้น้ำเสียงของนางเด็ดเดี่ยวราวกับผู้ที่ตัดสินใจทุบหม้อข้าวจมเรือ ไม่เหลือทางถอยให้ตนเองแม้แต่น้อยแล้ว
“ท่านพี่… แท้จริงแล้ว ข้ายังมีหลักฐานอีกเจ้าค่ะ!”
มือของเมิ่งชินรุ่ยที่วางอยู่บนพนักเก้าอี้พลันออกแรงบีบแน่น เขาลืมตาขึ้นมองอีกฝ่ายแล้วกล่าวว่า
“โอ้? เช่นนั้นก็ลองพูดมา”
อนุหลิวสูดลมหายใจเข้าลึก คล้ายกำลังรวบรวมเรี่ยวแรงในกายทั้งหมด กว่าจะเอื้อนเอ่ยออกมาได้เวลาล่วงเลยไปครู่ใหญ่แล้ว
“หลายปีมานี้ ฮูหยินได้วางยาพิษชนิดออกฤทธิ์ช้าแขนงหนึ่งกับข้ามาตลอด วันนั้นที่ข้าหมดสติไป บางทีอาจเป็นเพราะพิษสะสมถึงระดับหนึ่งแล้ว หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะกินสิ่งใดบางอย่างร่วมกัน จึงได้กระตุ้นให้พิษในกายกำเริบ… ข้าขอร้องให้ท่านตรวจค้นเรือนของฮูหยิน บางทีอาจจะยังมีห่อยาพิษที่นางใช้ไม่หมดหลงเหลืออยู่!”
ในห้วงสมองของฮูหยินเมิ่ง พลันบังเกิดเสียงครืนดังขึ้นหนหนึ่ง แทบจะในฉับพลันนั้นเอง นางก็เข้าใจแล้วว่าอนุหลิวกำลังคิดที่จะกระทำการใด!
เดิมทีนางเป็นคนระมัดระวังตัวอย่างยิ่ง ยาพิษพวกนั้นล้วนให้หมอที่ไว้ใจได้ จัดปรุงให้ครั้งหนึ่งต่อครั้งอย่างเป็นความลับที่สุด แล้วนางก็นำมาใช้เพียงคราวเดียวเท่านั้น เป็นไปไม่ได้เด็ดขาดที่จะทิ้งร่องรอยหรือหลักฐานอันใดไว้ และยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่านางได้หยุดวางยาพิษชนิดนั้นไปนานแล้ว แม้จะตรวจค้นเช่นใด ในยามนี้จึงยากที่จะพบเจอในเรือนของนางได้!
เว้นเสียแต่ว่า… อนุหลิวกำลังเล่นละครฉากนี้ด้วยตนเอง! และนางก็เป็นคนซ่อนห่อยาไว้ในเรือนของตนด้วยตัวเอง!
“ไม่ได้เด็ดขาด!”
ยังไม่ทันที่ฮูหยินเมิ่งจะได้เอ่ยปาก เมิ่งซีโจวก็รีบร้อนเอ่ยห้ามปรามเอาไว้เสียก่อน สีหน้าความกังวลนั้นดูไม่คล้ายเสแสร้งเลยแม้แต่น้อย
“จะตรวจค้นเรือนของฮูหยินเอกได้อย่างไรกัน นี่มิเท่ากับเป็นการตบหน้าท่านแม่ของข้าหรอกรึ?”
อนุหลิวหัวเราะเสียงเย็นพลางโต้กลับไปว่า
“คุณหนูใหญ่กล่าวเองว่าคำพูดของตนย่อมเอนเอียง เห็นทีจะรู้ตัวดีนัก! แต่เมื่อครู่นี้ ก็เป็นท่านเองมิใช่รึที่ตบหน้ามารดาตนเองไปแล้ว? เพิ่มข้าเข้าไปอีกสักคน ก็ใช่ว่าจะเกินไปนัก!”
เมิ่งซีโจวแทบหัวเราะออกมาเสียงดัง คิดไม่ถึงเลยว่าอนุหลิวเองก็จะมีวาจาเฉียบคมถึงเพียงนี้!
จริงดังคำว่า เมื่อกระต่ายจนตรอกก็ยังรู้จักกัดคน
ทว่าใบหน้าของนางกลับแสร้งทำเป็นเดือดดาล จนแดงก่ำไปทั่วทั้งหน้า
“บังอาจ! ข้าเพียงพลั้งมือโดยมิได้ตั้งใจ ท่านแม่ยังไม่ถือสา เจ้ามีสิทธิ์อันใดมาสั่งสอนข้าเช่นนี้? ผู้ใดมอบความกล้าให้เจ้ากัน?”
ทั้งสองต่างทำท่าทางราวกับคมกระบี่ชักออกจากฝัก ประหนึ่งธนูขึ้นสายตึงเปรี๊ยะ คล้ายว่าอีกเพียงครู่เดียวก็จะปะทะคารมกันครั้งใหญ่แล้ว
ฮูหยินเมิ่งฟังแล้วใบหน้าถึงกับเขียวคล้ำ ร่างทั้งร่างสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ!
นางอุตส่าห์ลืมเรื่องถูกตบไปแล้วแท้ๆ แต่คนทั้งสองกลับยังจะพลิกแพลงถ้อยคำมาคอยย้ำเตือนนางไม่หยุดอีก!
วันนี้นางถูกบุรุษชาติชั่วสารเลวอย่างเมิ่งชินรุ่ยตบไปสองฉาด ซ้ำยังถูกเมิ่งซีโจวตบไปอีกหนึ่งฉาด หากมีการตรวจค้นเรือนขึ้นมาจริงๆ มิเท่ากับว่านางจะต้องรับฝ่ามือจากอนุหลิวเพิ่มอีกหนึ่งฉาดหรอกหรือ!