พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 593 เฉลิมฉลอง (1)
พวกบ่าวและสาวใช้พากันยกของลงจากรถม้าที่จอดอยู่ใน
บริเวณบ้าน เดินเทียวไปเทียวมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งแต่ของก็ยังไม่หมด
เสียที ฮูหยินรองเฉิงเองก็พูดสั่งการไม่ขาดปาก
เสียงฮูหยินใหญ่เฉิงกรีดร้องดังขึ้นมาจากในห้อง
“ใครอยากได้ของของนาง! ”
ฮูหยินใหญ่เฉิงยังคงร้องไห้ขณะเดินโซซัดโซเซออกมาจากห้อง
โยนกล่องสองสามใบออกมาอย่างแรง
เครื่องประดับเงินทองในกล่องร่วงออกมาหล่นลงบนพื้น
ส่งประกายระยิบระยับภายใต้แสงอาทิตย์
เหล่าสาวใช้และแม่นมกรูเข้าไปจะแย่งกันเก็บ แต่ไม่มีใครเร็ว
เท่าฮูหยินรองเฉิง
ฮูหยินใหญ่เฉิงร้องไห้ล้มตัวลงนั่งบนพื้น หลับตาทุบหน้าอก
ตัวเอง
“นี่จะซื้อชีวิตลูกชายข้างั้นหรือ”“จะซื้อชีวิตลูกชายข้างั้นหรือ”
ฮูหยินรองเฉิงเบะปาก รีบเก็บเครื่องประดับเหล่านั้นขึ้น
มาอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจสาวใช้ที่ยืนมองอยู่
“ซื้อชีวิตลูกชายท่านที่ไหนกัน ชายสี่เดินเข้าไปในซ่องเอง จน
ถูกนางโลมฆ่าตายต่างหาก เกี่ยวอะไรกับเจียวเหนียงของพวกข้า
อย่างไร” นางพึมพำขึ้น “แถมยังทำให้เจียวเหนียงของพวกข้าต้อง
โดนลูกหลงลำบากไปด้วย มิเช่นนั้นคงได้แต่งกับตระกูลจวิ้นอ๋องไป
เป็นพระชายาจวิ้นอ๋องอย่างสมเกียรติมากกว่านี้ บัดนี้กลับต้อง
รีบร้อนและฉุกละหุกเช่นนี้…”
พึมพำถึงตรงนี้ ฮูหยินรองเฉิงก็ร้อนใจขึ้นมา หันกลับไปมอง
ห้องหนังสือ จ้องฮูหยินใหญ่เฉิงที่กำลังร้องไห้ฟูมฟาย สาวใช้
ทั้ง
หลายพากันไปดูแลนาง เมื่อเก็บกล่องขึ้นเรียบร้อยแล้วจึงหันหลัง
เดินจากไป
สาวใช้สองคนในลานบ้านยืนอ้าปากค้าง
“ฮูหยินรอง…” พวกนางตะโกนขึ้นอย่างอดไม่ได้
ฮูหยินรองเฉิงหยุดฝีเท้าถลนตาใส่พวกนาง“ทำไม” นางเอ่ย กอดของในอ้อมอกไว้แน่น “นี่มันของที่เจียว
เหนียงของพวกข้าให้เชียวนะ”
แม่เลี้ยงอย่างนางจะเอาไปไม่ได้หรือ
สาวใช้ไม่รู้จะพูดอะไร ยืนมองฮูหยินรองเฉิงสาวเท้าเดินจากไป
ภายในห้องหนังสือ เมื่อได้ยินเสียงร่ำไห้ของฮูหยินใหญ่เฉิง
นายใหญ่เฉิงเองก็น้ำตาไหลริน
“นายท่าน ของพวกนี้ไม่ใช่ของที่นายหญิงให้เป็นการชดเชย”
เฉากุ้ยเอ่ย “มันคือ…”
นายใหญ่เฉิงยกมือขึ้นขัดเขา
“เจ้าไม่ต้องพูดมาก ข้ารู้” เขาเอ่ยขณะน้ำตาไหลรินอาบท่วม
หน้า “หากนางไร้หัวใจจริง คงไม่เร่งให้ข้าพาพวกเขากลับเจียงโจว
นางต้องเผชิญกับเหตุการณ์อันตรายและลำบากแค่ไหนใน
เมืองหลวง ตอนนี้ข้าเข้าใจดีแล้ว เพียงแค่เสียใจที่ข้าช่วยอะไรนาง
ไม่ได้”
เฉากุ้ยโค้งตัวคำนับ“ข้าขอบพระคุณนายใหญ่ที่เข้าใจ” เขาเอ่ย น้ำเสียง
สะอึกสะอื้น
“ชายสี่เขาถูกคนอื่นทำร้าย ไม่ได้ถูกเจียวเหนียงทำร้าย”
นายใหญ่เฉิงยกมือขึ้นปาดน้ำตา “เจียวเหนียงเคยปกป้องชีวิตเขาไว้
และยังปกป้องชื่อเสียงและอนาคตเขาไว้ด้วย แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้น
นี่คงเป็นเคราะห์กรรมของเขา สิ่งสำ คัญในตอนนี้คือเจียวเหนียงเอง
ก็ต้องทำใจให้ได้ อย่าได้เก็บงำ เรื่องนี้ไว้ในใจ”
เฉากุ้ยโค้งหัวคำนับ
“พวกนี้…” นายใหญ่เฉิงมองจดหมายตรงหน้า “นาง
จะแต่งงานแล้ว แต่รีบร้อนเพียงนี้ แปลว่าราชวงศ์ไม่ให้หน้านาง
แม้แต่น้อย แล้วจะส่งของพวกนี้กลับมาเพื่ออะไร พวกเจ้าเอาของ
พวกนี้ไปเป็นหน้าเป็นตาที่เมืองหลวงเถิด”
เฉากุ้ยส่ายหน้า
“นายหญิงไม่สนใจหน้าตาตนเองหรอกขอรับ” เขาเอ่ย “นาย
หญิงบอกว่าในเมื่อของเหล่านี้ควรเป็นของที่บ้าน ก็ควรให้มันอยู่ที่
บ้าน ทำหนังสือตีตราราชการเรียบร้อยแล้ว จะไม่นับว่าเป็นของที่บ้านได้อย่างไร นางเพียงให้ข้าส่งสินเดิมของเจ้าสาวที่ฮูหยินทิ้งไว้ไป
ให้นาง”
นายใหญ่เฉิงสีหน้ากลัดกลุ้ม
เมื่อพูดแล้วต้องทำ เมื่อทำแล้วต้องได้ผล นางไม่ได้พูดเล่น
และไม่ได้เล่นละครตบตาเพื่อคอยดูท่าที
“ได้” เขาสูดหายใจลึก พยักหน้า “เช่นนั้นก็ขอให้นางวางใจ
กิจการเหล่านี้ และความตั้งใจของนาง ข้าไม่มีทางทำให้เสียหาย
แน่นอน”
เฉากุ้ยขานรับ
“เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าต้องขอตัวออกเดินทางกลับเมืองหลวงแล้ว”
เขาเอ่ย
“พวกเจ้าจะตามไปกันหมดเลยหรือ” นายใหญ่เฉิงเอ่ยถาม
“มีกันไม่กี่คนเอง เจ้าเลือกคนที่บ้านไปอีกสิ”
“ไม่จำ เป็นหรอกขอรับ นายหญิงไม่เคยใช้คนเยอะอยู่แล้ว”
เฉากุ้ยเอ่ย
นางใช้แค่คนที่เฉียบแหลมเช่นข้าคนนี้
เขาอดภูมิใจไม่ได้
นายใหญ่เฉิงถอนหายใจหันมองด้านนอก
“กำหนดวันแต่งงานคือวันมะรืน เจ้าเองก็ไปไม่ทันพิธีสมรส
ของนางแล้ว” เขาเอ่ย “พวกข้าก็ไปไม่ทัน”
“นายหญิงบอกไว้แล้วว่าห้ามพวกท่านไปเด็ดขาด” เฉากุ้ยรีบ
เอ่ย
นายใหญ่เฉิงพยักหน้าสีหน้าเคร่งขรึม
“ข้ารู้ ข้าไม่ไปอยู่แล้ว และจะคอยกำชับจับตาดูพี่น้องใน
ตระกูล ไม่ให้ใครได้ออกจากเจียงโจว” เขาเอ่ย
ยังไม่ทันพูดจบ ก็ได้ยินเสียงเหล่าฮูหยินตะโกนอยู่ด้านนอก
“… ทำอะไรกัน ยังไม่รีบเตรียมรถม้าอีก… งานแต่งงานของ
เจียวเหนียงเชียวนะ… แต่งกับคนสูงส่งในราชวงศ์ จะไม่มีคนจาก
ครอบครัวเจ้าสาวไปได้อย่างไร…”
“ใช่แล้ว ท่านแม่ ผิดธรรมเนียมไปหมด”“เจ้ายังจะมาพูดอีก คนเป็นพ่ออย่างเจ้ารู้ดีอยู่แล้วว่านาง
จะแต่งงานกับจวิ้นอ๋อง ยังจะกลับมาทำไม! ”
“ท่านแม่ ก็เพราะพี่ใหญ่นะสิ! ”
เฉากุ้ยหันมองนายใหญ่เฉิงด้วยความสงสาร
“เช่นนั้นก็ต้องรบกวนนายท่านด้วย” เขาเอ่ยพลางลุกขึ้น
บอกลา
นายใหญ่เฉิงพยักหน้า เขาลุกขึ้นพลางเดินไปหาท่านแม่และ
น้องชายด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเศร้าสลด
ให้เงินทองและกิจการมามากมายขนาดนี้แล้ว หากยังไม่สา
มารถรักษาความปลอดภัยของตระกูลเฉิงได้ เขาก็ไม่ควรรับหน้าที่
นายใหญ่ของตระกูลนี้แล้ว
หลังออกจากฝั่งเฉิงเหนือ เฉากุ้ยแวะไปกำชับที่ร้านอีกครั้ง
กว่าจะกลับถึงฝั่งเฉิงใต้ฟ้าก็มืดแล้ว ฝั่งเฉิงใต้ในยามนี้มีเรือนหลัง
ใหม่เพิ่มขึ้นจำ นวนมาก พื้นถนนก็ได้รับการซ่อมบำรุง ไม่เหมือนเมื่อ
ก่อนที่ฝนตกทีไรก็มีน้ำสกปรกก็ไหลไปทั่วและมียุงบินชุม วันนี้มีคน
ออกมาคลายร้อนไม่น้อย เด็กๆ พากันวิ่งไล่กันสนุกสนาน“พ่อบ้านเฉา”
ผู้คนทักทายเขาตลอดทางไม่ขาดสาย แถมยังเรียกให้เขาไป
กินข้าวด้วยกัน
พ่อบ้านเฉาฉีกยิ้มเดินเข้าไป
“เฉิงผิง” เขาตะโกนเรียกพลางหันมองเฉิงผิงที่กำลังนั่ง
เล่าเรื่องอย่างออกรสอยู่ในวงล้อมของเด็กๆ ใต้ร่มไม้ใหญ่
เฉิงผิงหันมาโบกมือให้เขา
“ยุ่งอยู่ กำลังเล่าถึงจุดสำ คัญพอดี” เขาตะโกนเสียงดังตอบ
เฉากุ้ยจึงต้องเดินเข้าไปหา
“… เสียหายเพราะได้ประโยชน์ ได้ประโยชน์เพราะเสียหาย
เข้าเพราะถอยออก ถอยออกเพราะเข้าไป ความสุขเริ่มจาก
ความเศร้า ความเศร้าเกิดก่อนความสุข…”
เฉิงผิงพูดเสียงดัง
แต่เด็กๆ กลับโหวกเหวกโวยวายขึ้นมา
“ไม่ท่องคัมภีร์ ไม่ท่องคัมภีร์ เล่านิทาน เล่านิทาน”“เล่านิทานจบเรื่องหนึ่งก็ต้องท่องคัมภีร์บทหนึ่งสิ” เฉิงผิงเอ่ย
“พวกเจ้าอย่าโลภมาก นี่คือสิ่งที่ข้ากลั่นกรองมาจากการอ่านหนังสือ
อย่างยาวนานเชียวนะ ไม่ใช่ใครอยากฟังแล้วจะได้ฟังทุกคน ได้
ฟังแล้วมีประโยชน์มากนะ”
เฉากุ้ยส่ายหน้าหัวเราะ
“เฉิงผิง” เขาเอ่ย “เจ้าจะไม่เข้าเมืองหลวงกับข้าจริงหรือ”
เฉิงผิงส่ายหน้า
“ข้าหาเงินหนึ่งร้อยเหวินได้แล้ว มันมากพอแล้ว ถึงเวลาต้อง
เก็บตัวอ่านหนังสือ” เขาเอ่ย ฉีกยิ้มพลางโบกมือ “แต่ไม่ช้าก็เร็วเดี๋ยว
ข้าก็จะต้องเข้าเมืองหลวง ถึงเวลานั้นเราค่อยพบกัน”
เฉากุ้ยเบ้ปาก
“หนึ่งร้อยเหวินจะไปพอให้เก็บตัวได้อย่างไร ไม่กลัวหิวตาย
หรือไง” เขาพึมพำ หันมองเฉิงผิงที่กำลังเริ่มเล่านิทานให้เด็กๆ ฟัง
แล้วจึงหันหลังเดินจากไป
เมื่อก้าวเท้าเข้าบ้าน ถึงแม้เฉิงเจียวเหนียงจะไม่อยู่ที่นี่ แต่ไฟใน
ห้องโถงใหญ่ยังคงสว่างไสว บ่าวสองคนโค้งคำนับอย่างนอบน้อมเฉากุ้ยหันไปทางห้องโถงหลัก โค้งคำนับ แล้วจึงปล่อยให้บ่าว
อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ เมื่อสำ รับอาหารถูกจัดวาง เฉิงจี้ก็พาคน
เดินเข้ามา
“มีอะไรให้ช่วยอีกไหม” เฉิงจี้เอ่ยถาม
“ไม่มี ไม่ต้องเก็บของอะไร” เฉากุ้ยเอ่ย
พวกเฉิงจี้หันมองหน้ากัน ยื่นกล่องหนึ่งเข้ามา
“นี่คืออะไรหรือ” เฉากุ้ยเอ่ยถาม
“งานแต่งงานนายหญิง นี่เป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากพวกข้า”
เฉิงจี้เอ่ย
เฉากุ้ยขมวดคิ้ว
“ใครให้พวกเจ้าสิ้นเปลือง พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าการที่พวก
เจ้าอยู่ดีมีสุขคือความสุขที่สุดของนายหญิง” เขาเอ่ย
เฉิงจี้หัวเราะ พยักหน้า
“พวกข้ารู้ดี” เขาเอ่ย เปิดกล่องออก “ไม่ใช่เงินทองหรอก พวก
เข้าทำกระเบื้องประดับชายหลังคามาชิ้นหนึ่ง”
กระเบื้องประดับชายหลังคาหรือเฉากุ้ยชะเง้อมองด้วยความสงสัย เห็นด้านในกล่องมีกระเบื้อง
ชิ้นหนึ่งวางอยู่
“ลายบัว” เฉิงจี้เอ่ย “นี่คือตราสัญลักษณ์อันเก่าแก่ของ
บรรพบุรุษตระกูลเฉิง นายหญิงไม่ได้เติบโตที่บ้านตั้งแต่เด็ก บัดนี้
จะออกเรือน แม่นางไม่ขาดสิ่งของอันใด พวกข้าจึงให้ของชิ้นนี้ไว้เป็น
ที่ระลึก ให้นางรู้ว่าไม่ว่านางจะไปที่ไหน ตระกูลเฉิงก็จะเป็นบ้านของ
นางเสมอ”
เฉากุ้ยพยักหน้า
“ได้ พวกเจ้ามีน้ำใจเหลือเกิน” เขาเอ่ย “นายหญิงจะต้องดีใจ
เป็นแน่”
พวกเฉิงจี้ถอนหายใจหัวเราะอย่างเริงร่า
“เช่นนั้น มีของให้นายหญิงแล้ว ก็ถึงคราวที่พวกข้าจะมอบของ
ให้พ่อบ้านเฉาบ้าง” ชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้น พลันหยิบเหล้าไหหนึ่ง
ออกมาวางบนโต๊ะ “มา ไม่เมาไม่กลับ”
เฉากุ้ยหัวเราะร่า
“ได้ ไปเอาสำ รับแกล้มเหล้ามา ไม่เมาไม่กลับ”