พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 593 เฉลิมฉลอง (2)
ความเมามายในคืนนั้นทำให้แผนที่จะรีบออกเดินทางแต่เช้า
ในวันรุ่งขึ้นกลายเป็นต้องออกเดินทางตอนเที่ยงแทน เขา
ออกเดินทางจากฝั่งเฉิงใต้ท่ามกลางผู้คนมากมายที่ออกมาส่ง เมื่อ
มาถึงฝั่งเฉิงเหนือก็เห็นผู้คนกำลังเก็บกวาดพื้นถนน ยกโต๊ะยกเก้าอี้
ออกมาวาง มีรถวิ่งผ่านไปผ่านมาไม่ขาดสาย ซุ้มฟางถูกตั้งขึ้นที่
มุมกำแพง มีคนกำลังซ่อมหม้อกับเตาไฟอยู่ในนั้น
“นี่คืออะไรหรือ” เฉากุ้ยเอ่ยถามด้วยความตกใจ
“ท่านเฉา พรุ่งนี้เป็นวันมงคลของนายหญิงเฉิง นายใหญ่เฉิง
จึงต้องการจัดงานเฉลิมฉลองสามวัน” คนที่มาดูความคึกคักบนถนน
คนหนึ่งเอ่ยขึ้น สีหน้าตื่นเต้น “เชิญพ่อครัวใหญ่จากหอเต๋อซิงมาเลย
ล่ะ คนในเมืองเจียงโจวมากินได้ทุกคน ไม่ต้องมีของขวัญ
ติดไม้ติดมือมาด้วย”
“แบบนั้นพ่อครัวไม่เหนื่อยตายเหรอ” เฉากุ้ยหัวเราะ“นายใหญ่เฉิงมอบเงินให้เต็มคันรถ ต่อให้เหนื่อยเขาก็ยอม”
อีกคนตะโกนบอก
ผู้คนรอบด้านหัวเราะร่า
เฉากุ้ยเองก็หัวเราะเช่นกัน
ดี ต้องคึกคักแบบนี้สิ ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ต่อหน้าก็ต้องคึกคัก
ด้วย
เขากระโดดขึ้นม้า ใช้แซ่ตีม้าให้วิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
ภายในบริเวณบ้านตระกูลเฉิงเองก็วุ่นวายไม่แพ้กับถนน
ด้านนอก เหล่าฮูหยินเฉิงนั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่ ถูกสาวน้อยสาวใหญ่
ที่นายใหญ่เฉิงไม่รู้ไปหามาจากไหนล้อมรอบไว้
“…เหล่าฮูหยินโชคดีเสียจริง…”
“…ไม่กี่วันก่อนข้าเพิ่งฝันเห็นดอกไม้เต็มทุ่ง แล้วก็มีเรื่อง
น่ายินดีขึ้นจริงๆ ด้วย…”
“…เหล่าฮูหยินได้มีหลานเขยเป็นถึงจวิ้นอ๋อง…”
เหล่าฮูหยินเฉิงถูกเยินยอจนใบหน้าแดงก่ำ แววตาเป็นประกาย
น้ำเสียงเวลาเอ่ยปากขึ้นก็ดังกังวาน“…ท่านปู่ของเด็กคนนี้เขารู้ตั้งนานแล้วว่านางไม่ใช่คนธรรมดา
…” นางเอ่ยเสียงดัง “…เขาค้นตำราอยู่นานสองนานเพื่อตั้งชื่อให้
นาง แต่สุดท้ายก็ยังไม่พอใจเสียที จนนางลงมาจุติแล้ว คลอดออก
แล้วก็ยังตั้งชื่อไม่ได้ จึงออกไปตามหาชื่อ สุดท้ายได้เจอกับภิกษุผู้
หนึ่งเดินผ่านมาพอดี ท่านเอ่ยปากออกมาคำหนึ่ง…”
เหล่าฮูหยินเฉิงพูดถึงตรงนี้ก็อึกอักไป
เด็กบ้านั่นชื่ออะไรนะ
“ฝั่ง” สาวใช้ข้างๆ รีบกระซิบบอก
“คำนั้นคือคำว่าฝั่ง” เหล่าฮูหยินเฉิงพูดต่อ หยีตาหัวเราะจน
แทบมองไม่เห็นตา “…ที่วิเศษกว่านั้นคือนายใหญ่ท่านก้มหน้าพึมพำ
บางอย่าง อยากจะเชิญภิกษุผู้นั้นมากินข้าวที่บ้าน แต่เมื่อเงยหน้าขึ้น
กลับไม่เห็นภิกษุผู้นั้นแล้ว…”
ฮูหยินรองเฉิงที่ยืนฟังอยู่นอกประตูถุยปากขึ้น
“จองหอง” นางกระซิบก่นด่า “พูดอย่างกับจะได้เป็นฮองเฮา
มาทำเป็นบอกว่ามีภิกษุตั้งชื่อให้ ตอนพวกเจ้าโยนนางลงส้วมไม่คิด
กลัวฟ้าสาบแช่งบ้างเหรอ”ฮูหยินรองเฉิงเดินออกจากบ้านมาอย่างไม่สบอารมณ์ หันมอง
บรรยากาศบนท้องถนน บ่นอุบอิบในใจไม่หยุด ได้ยินฝั่งนั้นตะโกน
บอกว่าข้าวมาแล้ว ฝั่งโน้นตะโกนบอกว่ากับข้าวมาแล้ว และยังมี
เหล้าอีกหลายไหที่กำลังลำเลียงลงมา
“เร่เข้ามา เร่เข้ามา ใครไม่ได้ถือเงินตัวเองในมือก็ขอให้เร่
เข้ามา”
บ้านตระกูลเฉิงในเมืองหลวงบัดนี้ก็คึกคักมากเช่นกัน
“มาแล้ว มาแล้ว”
สาวใช้สองสามคนตะโกนบอกพลางเปิดม่านออก
เฉิงเจียวเหนียงหันมาทางหน้าต่าง มองเสื้อผ้าและ
เครื่องประดับถูกยกเข้ามาด้านใน ชุดมงคลสมรสสีแดงสดปักลาย
ด้วยดิ้นไหมสีทองที่ยาวลากพื้นถูกยกเข้ามา
เด็กๆ เดินตามหลังชุดเข้ามา ยืนพิงประตู มองดูชุดอย่างสงสัย
แล้วจึงหันมองเฉิงเจียวเหนียง
ฮูหยินเฉินเดินเข้ามาด้านในพร้อมฮูหยินสองสามคนและสะใภ้
หันไปสำ รวจมองชุดมงคลสมรสพลันพูดชมเชยด้วยคำพูดมงคล“มานี่สิ ข้ามีอะไรจะพูดกับเจ้า” ฮูหยินเฉินดึงมือเฉิงเจียว
เหนียง แต่ยังไม่ทันนั่งลง ด้านนอกก็มีเสียงตะโกนขึ้นว่าฮูหยินถงมา
ถึงแล้ว ฮูหยินเฉินจึงรีบลุกขึ้น
“ไว้ตอนเย็นๆ ข้าค่อยมาบอกเจ้าก็แล้วกัน”
เมื่อฮูหยินเฉินเดินออกไป คนอื่นในห้องก็แยกย้ายกันไปทำธุระ
ทำให้ภายในห้องเงียบสงบอีกครั้ง
เฉิงเจียวเหนียงเดินอย่างเชื่องช้าหยุดอยู่ตรงหน้าชุดที่แขวนอยู่
มองดูชุดมงคลสมรสของตัวเอง ประตูและหน้าต่างห้องเปิดกว้าง รับ
แสงสว่างจากภายนอกเข้ามาอย่างเต็มที่ ทำให้ชุดแต่งงาน
เปล่งประกายระยิบระยับ
“สวยไหม”
คนด้านนอกเอ่ยถาม
เฉิงเจียวเหนียงหันไป เห็นเฉินตันเหนียงชะเง้อเข้ามาจาก
ด้านนอก
“สวย” นางฉีกยิ้มเอ่ยตอบ
เฉินตันเหนียงเดินเข้ามายืนดูชุด“ข้าก็ว่าสวย” นางเอ่ย พลางยื้อแขนเสื้อเฉิงเจียวเหนียงไปมา
“ท่านพี่ ลองใส่ดูหน่อยสิ”
เฉิงเจียวเหนียงฉีกยิ้ม หันมองชุดแล้วยื่นมือออกไป
ตอนโจวฝูก้าวเข้ามาในลานบ้าน เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นหญิง
สาวคนหนึ่งกำลังกางมือออกหมุนตัวอยู่ในห้องโถง ทำให้เขาตะลึง
นิ่งไป
สีแดง…
สีแดงสด สีแดงสดใส ปักลายดอกไม้ด้วยดิ้นทอง
เขาเคยเห็นงานแต่งงานมาก่อนบ้าง แต่วินาทีนี้เขารู้สึกเหมือน
เพิ่งเคยเห็นสีแดงเช่นนี้เป็นครั้งแรก
สีแดงที่งดงามเพียงนี้
เมื่อสวมใส่อยู่บนตัวหญิงสาวที่มักสามชุดเรียบง่ายสีทึมทึบ
แล้ว ก็เหมือนดั่งดอกโบตั๋นที่บานสะพรั่งในยามค่ำคืนอันมืดมิด
ยามสวมชุดเรียบง่ายนางดูโดดเด่นกว่าผู้ใด ยามสวมชุดงามที่
สวยโดดเด่น นางก็ยังคงงดงามเป็นประกาย
เป็นเพราะนางคนนี้เท่านั้น“ชุดงามยิ่งนัก! ”
เสียงเฉินตันเหนียงกำลังเดินวนดูเฉิงเจียวเหนียงดังมาจาก
ห้องโถง เฉิงเจียวเหนียงเผยยิ้มบางที่มุมปาก หันมองกระจกด้านข้าง
ทำท่าพินิจพิจารณา วาดฝัน และรอคอย…
ชุดแต่งงานของนางนั้นงามนัก…
“ท่านชายหกหรือ”
ฮูหยินเฉินตะโกนขึ้นจากด้านหลัง
โจวฝูหัวใจแทบหยุดเต้น ตัวแข็งทื่อ รีบหันหลังกลับราวกับ
ตัวเองเป็นโจร
“ชุดของเจ้าตระเตรียมเรียบร้อยหรือยัง เจ้าได้ลองหรือยัง”
ฮูหยินเฉินหัวเราะเอ่ยถาม
โจวฝูเป็นพี่ชายที่ต้องส่งตัวนาง จึงมีชุดมงคลเตรียมไว้เช่นกัน
พ่อแม่ของเขาไม่อยู่ แม่นางหวงจึงจัดการให้แล้ว
โจวฝูก้มหน้าขานรับ หันกลับไป
ฮูหยินเฉินจึงหันไปมองภายในห้อง ขมวดคิ้วขึ้นทันใด“โธ่ เด็กสองคนนั้น ใครให้พวกเจ้าสวมใส่ตอนนี้ นี่ทำเป็นเล่น
หรือ ตันเหนียง ปล่อยมือออกเสีย เกิดมีรอยสกปรกขึ้นมาพรุ่งนี้
จะทำอย่างไร”
เมื่อฟ้าเริ่มมืด ผู้คนภายในบ้านก็กระจัดกระจายหายไป คืน
ความสงบสุขกลับมาเช่นเคย
แต่สาวใช้และปั้นฉินยังคงยุ่งวุ่นอยู่ในห้อง นั่งตรวจตรานับ
กล่องของและหอบผ้าต่างๆ สำ รวจดูครั้งแล้วครั้งเล่าว่าจัดเตรียม
ครบแล้วหรือไม่
“จะมีอะไรได้อีก ไม่ต้องสนใจหรอก” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ยขึ้น
ขณะมองดูสองคนที่อยู่ในสภาพตื่นตระหนก
บัดนี้เฉิงเจียวเหนียงคือคนที่ว่างที่สุดในบ้าน หลังจาก
อาบน้ำอาบท่าแล้ว ก็นั่งให้สาวใช้เช็ดผมยาวของนาง พลางหยิบ
หนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมา
“ขอเพียงคนยังอยู่ ก็มีพร้อมทุกอย่างแล้ว”
นางเอ่ยพลางจ้องมองหนังสือในมือ
“เช่นหนังสือเล่มนี้ ไม่เอาไปด้วยก็ไม่เป็นไร ค่อยไปซื้อใหม่…”ยังไม่ทันพูดจบ สาวใช้ก็เดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ ยื่นมือเข้าหยิบ
หนังสือไป
“ถ้าไม่พูดคงลืมไปแล้ว” นางเอ่ย พลันเก็บหนังสือทั้งหมดบน
โต๊ะ โบกมือเรียกให้ปั้นฉินเอาไปใส่ในกล่อง
เฉิงเจียวเหนียงฉีกยิ้ม
“ข้ายังอยากอ่านอยู่เลย” นางเอ่ย
“วันนี้ไม่ต้องอ่านแล้ว เป็นแบบนี้ทุกวันเลยนะ ลอง
เปลี่ยนบรรยากาศบ้างสักวันก็ได้กระมังเจ้าคะ” สาวใช้เอ่ย
“ถ้าอยากอ่านคืนพรุ่งนี้ก็ค่อยอ่านเจ้าค่ะ”
สาวใช้แอบเบิกตาโพลงอย่างอดไม่ได้
พรุ่งนี้เป็นวันส่งตัวเข้าเรือนหอเชียวนะ
แต่ว่า เจ้าบ่าวกระทั่งจะทำพิธีไหว้เทวดาฟ้าดินก็ยังทำไม่ได้
เข้าเรือนหอหรือ… นายหญิงคงมีเวลาเหลือเฟือ
แต่มันช่างน่าเสียดาย นั่นมันคืนส่งตัวเข้าเรือนหอเชียวนะ
สาวใช้ผู้น้อยก้มหน้าลูบคลำผมยาวดำของเฉิงเจียวเหนียง
พรุ่งนี้ผมยาวดำนี้ก็จะถูกมัดรวบเข้าไปในมงกุฎ กลายเป็นของภรรยาของคนอื่น
กลางคืนมืดครึ้ม เสียงแมลงในช่วงฤดูร้อนร้องดังก้องทั่ว
บริเวณ
“อาจิ่ง”
เสียงเรียกแผ่วเบาดังขึ้นจากด้านในมุ้ง
ขันทีที่นั่งงีบอยู่บนพื้นสะดุ้งตื่นทันที ยังไม่ทันลืมตาก็รีบ
คลานเข่าเข้าไป
“จวิ้นอ๋อง มีอะไรหรือ ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า หรือว่าจะดื่ม
น้ำ” เขายกมุ้งขึ้นชะโงกเข้าไปถาม
แสงไฟสลัวในยามค่ำคืนส่องผ่านม่านเข้าไปยิ่งดูมืดสลัวกว่า
เดิม คนบนเตียงกำหมัดทำท่าจะลุกขึ้นนั่ง
“หมอหลวงบอกแล้วว่าให้ลุกขึ้นมาบ้าง ” ขันทีรีบพยุงตัวพลาง
พูดรบเร้า แล้วจึงไถ่ถามด้วยความเป็นห่วงว่าเป็นเช่นไรบ้าง
“ข้าไม่เป็นไร” จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ย หยุดนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วจึงพูด
ต่อ “วันพรุ่งนี้แล้วหรือ”
ขันทีหัวเราะ“ใช่ วันพรุ่งนี้แล้วพ่ะย่ะค่ะ” เขาเอ่ย
ขันทีคุกเข่าลงด้านหน้าเตียง พลันชี้นิ้วแจกแจงฤกษ์ยามที่
สำ นักโหรหลวงคำนวณมาให้เขาฟัง ไม่ว่าจะเป็นฤกษ์ออกไปรับตัว
เจ้าสาว ฤกษ์พาเจ้าสาวลงจากรถม้า ฤกษ์กราบไหว้ฟ้าดิน
“… ขุนนางหย่งเสวียนรับตัวเจ้าสาวแทนท่าน องค์หญิงใหญ่
กับหลี่ฮั่นหลินขี่ม้าต้อนรับเจ้าสาว…”
ขันทีสาธยายต่อไป ทำให้จิ้นอันจวิ้นอ๋องอารมณ์สงบขึ้น เขา
สูดหายใจเข้าออกช้าลง แล้วก็ราวกับนึกออกไรออก
“แล้วชุดแต่งงาน…” เขาเอ่ย
ขันทีตกตะลึงเมื่อถูกขัดขึ้น
“ชุดแต่งงาน ขุนนางหย่งเสวียนก็จะใส่ของข้าหรือ” จิ้นอันจวิ้น
อ๋องเอ่ยถาม
ขันทีหัวเราะ ยื่นมือมาเปิดมุ้ง
“ฝ่าบาท ชุดของท่านอยู่ที่นี่” เขาเอ่ย “ขุนนางหย่งเสวียนไม่
ใส่หรอก ชุดแต่งงานเจ้าบ่าวใส่ได้คนเดียว”ภายใต้แสงสลัวยามค่ำคืน ชุดมงคลสมรสที่แขวนอยู่ข้างเตียง
กลมกลืนจนมองไม่ออกว่าสีอะไร
“เอาละ จวิ้นอ๋องวางใจเถิดพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีเอ่ยพลางหัวเราะ
“อย่าได้กังวลไป พวกนี้มันก็แค่พิธีกรรม การใช้ชีวิตร่วมกัน
หลังจากนี้ต่างหากที่สำ คัญ”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องขานรับ แล้วค่อยๆ หลับตาลง
หลับไปตื่นหนึ่งก็ถึงวันพรุ่งนี้แล้ว
วันนั้นก็จะมาถึงแล้ว