พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 594 ส่งตัว (1)
ท้องฟ้ายังคงเป็นสีเทา เฉิงเจียวเหนียงก็ถูกปลุกให้ตื่นแล้ว
“ไม่ได้บอกว่ารับตัวเจ้าสาวตอนบ่ายหรือ” นางเอ่ยถามขณะ
สวมเสื้อคลุมที่ใส่เป็นประจำ ยื่นมือออกไปหยิบธนูที่แขวนอยู่ในห้อง
“โธ่ นายหญิง” สาวใช้ตะโกน ยื่นมือมาแย่งธนูไป “ไม่ได้ให้
นายหญิงตื่นเช้าเพื่อฝึกยิงธนูเสียหน่อยเจ้าคะ”
ปั้น
ฉินวิ่งวุ่นอยู่ในห้อง
“จะรอช่างแต่หน้าทำผมมาค่อยอาบน้ำทีเดียวหรือจะอาบให้
สะอาดก่อนเลยดี” นางพึมพำขึ้น พลันหันไปถามว่าเครื่องประดับ
ต่างๆ วางเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วหรือยัง
“ยังไม่ได้วางเตรียมไว้หรอก ห้องแค่นี้เอง เดินสองสามก้าวก็
หยิบถึงแล้ว” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ยตอบ แล้วจึงเดินช้าๆ ไปนั่งลง
ตรงหน้ากระจก
“ปั้นฉิน เจ้าไม่ต้องตื่นเต้นขนาดนั้นหรอก ไม่ได้หลับมาทั้งคืน
เจ้าแต่งหน้าแต่งตาตัวเองให้เรียบร้อยเสียดีกว่า” สาวใช้คนหนึ่งเอ่ยขึ้น
ปั้น
ฉินเพิ่งรู้สึกตัว ยกมือขึ้นมาปิดบังใบหน้า
“อย่าให้ขายหน้านายหญิง” นางรีบวิ่งไปด้านนอก ไม่ทันมอง
ทางจนเกือบสะดุดล้ม ทำเอาสาวใช้อีกสองคนกรีดร้องตกใจ
แม่นางหวงเดินเข้ามา ตกใจสะดุ้งเช่นกัน
“ปั้นฉินเหตุใดถึงตื่นเต้นขนาดนี้” นางเอ่ยพลางหัวเราะ
“วันสำ คัญเช่นนี้” สาวใช้เอ่ย “วันที่นายหญิงใหญ่แต่งงานรู้สึก
อย่างไรหรือเจ้าคะ”
“เอ่อ ตอนนั้นนะหรือ” แม่นางหวงนึกย้อนถึงอดีต “มัวแต่
ตื่นเต้นจนในหัวว่างเปล่าไปหมด จำ ได้แค่ว่าท่านแม่ยัดผลไม้ใส่มือ
ให้ข้ากิน แต่ข้ากลับกำไว้ในมือแน่น จนถึงบ้านเจ้าบ่าวก็ยังไม่ได้กิน”
สาวใช้พากันหัวเราะร่า
เฉิงเจียวเหนียงเองก็ฉีกยิ้มขึ้น
ตอนนั้นนะหรือ…
ทั้ง
ในและนอกบ้านมีแต่คนจากในวังที่มาคอยรับใช้ บ้าน
ตระกูลเฉิงตอนนั้นตกแต่งไม่เหมือนกำลังจะส่งตัวลูกสาวเข้าพิธีสมรส เหมือนกำลังเตรียมรับสะใภ้เสียมากกว่า
ตอนนั้นนางตื่นเต้นจนหัวใจเต้นรัว ขยำแผ่นโสมที่พี่สะใภ้ให้
นางกินจนเละคามือ สุดท้ายวนรอบเมืองอยู่ครึ่งวันถึงได้เข้าไปทำพิธี
ในวัง เหนื่อยจนแทบจะเป็นลม แต่หยางซ่านสังเกตเห็นว่านาง
ผิดปกติ จึงแอบยัดแผ่นโสมของตัวเองให้นาง
‘…ดูสิ ยังดีที่ข้ารู้ว่าเจ้าขี้ลืม รู้ว่าเจ้าต้องเตรียมมาไม่ครบแน่…’
เขาหันมายิ้มให้นางด้วยความภูมิใจ
‘… จับดาบได้ จับธนูยิงม้าได้ จะทนหิวหน่อยมิได้หรือ’
ที่จริงภายหลังนางคิดว่าตอนนั้นตัวเองไม่ได้หิว เพียงแค่
ตื่นเต้นเท่านั้น
เสียงหัวเราะดังขึ้นข้างหู ขัดขวางความคิดเหม่อลอยของนาง
“ดูสิ นายหญิงก็ตื่นเต้นเหมือนกันใช่ไหม” สาวใช้เอ่ย
ถามพลางหัวเราะ แล้วจึงคุกเข่าลงตรงหน้า วางรองเท้าคู่ใหม่ให้นาง
ใส่
“ไม่ต้องตื่นเต้น ที่จริงตอนหลังข้าเสียใจมาก จะว่าไปวันนี้เป็น
วันที่สบายที่สุดเลยนะ ทุกคนพากันวิ่งวุ่นทำธุระให้เจ้า เจ้าไม่ต้องสนใจอะไรเลย วันแบบนี้ชีวิตหนึ่งมีแค่วันเดียวเท่านั้นแหละ
เจ้าควรจะดื่มด่ำมันเสีย” แม่นางหวงเอ่ยพลางหัวเราะ
ขณะที่คนฝั่งนี้กำลังพูดคุยกัน สาวใช้ก็วิ่งเข้ามาจากด้านนอก
ประกาศว่าฮูหยินเฉินมาถึงแล้ว แม่นางหวงจึงรีบออกไป
ภายในห้องคึกคักขึ้นยิ่งกว่าเดิม เฉิงเจียวเหนียงนั่งอยู่หน้า
กระจก มีช่างแต่งหน้าทำผมให้ นั่งฟังฮูหยินและสาวใช้รอบด้านพูด
คำมงคลไม่ขาดสาย
เมื่อฟ้าสว่าง ทุกอย่างก็ตระเตรียมเสร็จเรียบร้อย นางต้องนั่ง
อยู่ข้างในรอคอยให้คนที่ตำหนักจิ้นอันจวิ้นอ๋องมารับตัวไป
“ท่านพี่ แบบนี้ดูแปลกเสียจริง” เฉินตันเหนียงเอ่ยพลาง
หัวเราะ
เฉิงเจียวเหนียงพยักหน้า
ก็แปลกไม่น้อย ใบหน้านางถูกแต่งแต้มเติมสีจนจัดจ้าน
ไม่เหมือนงานในคราวก่อน
“ไม่พูดพล่อยๆ สิ” แม่นางเฉินสิบแปดเอ่ย “เวลาแต่งงานเขาก็
แต่งหน้ากันแบบนี้แหละ”“ท่านพี่แบบนี้ไม่แปลกหรอก แต่ท่านพี่เจียวเหนียงดูแปลก
เหลือเกิน” เฉินตันเหนียงเอ่ยพลางหัวเราะ
“เอาละ งานเลี้ยงด้านนอกเริ่มแล้ว ทุกคนออกไปเถิด” บ่าว
ของฮูหยินเฉินเอ่ยเรียก
“ต้องให้ข้าอยู่เป็นเพื่อนไหม” แม่นางเฉินสิบแปดเอ่ยถาม
เฉิงเจียวเหนียงส่ายหน้า
“ก็จริง ถ้าข้าอยู่เป็นเพื่อนเจ้าคงไม่ชิน” แม่นางเฉินสิบแปดเอ่ย
พลางหัวเราะ “ไว้กินข้าวเสร็จพวกข้าค่อยมาคุยเป็นเพื่อน”
คนพวกนี้ส่วนมากเป็นคนที่ฮูหยินเฉินเชิญมา ถึงแม้พวกนาง
จะเคารพนับถือแม่นางเฉิงมานาน แต่ถ้าจะให้พูดคุยหัวเราะเหมือน
หญิงสาวคนอื่น ทุกคนก็ยังคงทำไม่ได้
มีคนมาพูดคุยหัวเราะด้วยมันช่างไม่คุ้นเคยจริงๆ
“ขอบใจพวกเจ้ามาก” เฉิงเจียวเหนียงหันมองพวกนาง ลุกขึ้น
คำนับ
“โธ่ ไม่ต้องหรอก” แม่นางเฉินสิบแปดฉีกยิ้มเอ่ยขึ้น พลันลาก
เฉินตันเหนียงซึ่งทำท่าไม่อยากจากไปออกไปคนในห้องกระจายตัวกันไป ความเงียบสงบจึงกลับคืน
มาอีกครั้ง
“นายหญิง หิวหรือไม่เจ้าคะ” ปั้นฉินเอ่ยถาม
“ต่อให้หิวก็อย่ากินเลย นานมากเลยนะ ถ้าเกิดปวดท้องขึ้น
มาจะทำอย่างไร อดทนหน่อยเถิด” สาวใช้เอ่ย
“แต่ว่ามันนานมากเลยนะ ตอนเช้านายหญิงยังไม่ได้กินอะไร
เลย กว่าจะคำนับฟ้าดินก็ใกล้ค่ำแล้ว” ปั้นฉินเอ่ยขึ้นสีหน้าเป็นกังวล
เฉิงเจียวเหนียงฉีกยิ้ม ส่ายหน้า
“ไม่นานมากหรอก” นางเอ่ย
ถึงแม้จะถูกกำชับไม่ให้รบกวนการพักฟื้นของจิ้นอันจวิ้นอ๋อง
แต่ด้านนอกห้องก็ยังมีเสียงพูดคุยหัวเราะลอยมา
“กี่โมงกี่ยามแล้ว”
มุ้งถูกเปิดออก เสียงจิ้นอันจวิ้นอ๋องลอยออกมา
นางกำนัลสองคนรีบตอบคำถาม
เมื่อได้ยินเสียงพูดคุยจากฝั่งนี้ ขันทีซึ่งอยู่ด้านนอกก็รีบเดิน
เข้ามา“ใกล้เวลาแล้วมิใช่หรือ เหตุใดยังไม่ไปกันเล่า” จิ้นอันจวิ้นอ๋อง
เอ่ย
ขันทีหัวเราะ
“จวิ้นอ๋องไม่ต้องรีบร้อนไป” เขาเอ่ย “จากที่นี่ไปบ้านตระกูล
เฉิงเราใช้เส้นทางลัด ไปกลับครู่เดียวเท่านั้น”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องตะลึงงัน
“ใช้เส้นทางลัดหรือ” เขาเอ่ยถาม
งานแต่งต้องการความคึกคัก ฝ่ายชายต้องโอ้อวด
ความยิ่งใหญ่ ฝ่ายหญิงต้องโอ้อวดสินเดิมของเจ้าสาว โดยเฉพาะ
ยามนี้เวลาหญิงสาวในเมืองหลวงแต่งงานมักมีคนออกมาร่วมส่งตัว
กันมากมายเพื่อแสดงให้เห็นน้ำใจของตระกูลตนเอง ทุกคนที่
มีหน้ามีตาต่างอยากออกมาเดินวนกันรอบเมือง อย่างน้อยก็ต้องได้
เดินตีกลองผ่านถนนใหญ่กลางเมืองหลวงอันคึกคัก
ใช้เส้นทางลัดหรือ นี่เป็นโจรหรือว่าลี้ภัยกันหรือ นี่ไปรับตัวเจ้า
สาวหรือไปรับโจรกันแน่
“ไทเฮาทรงกำชับมา” ขันทีกระซิบบอกจิ้นอันจวิ้นอ๋องขานรับพลันนอนพิงลงไปช้าๆ สายตาจับจ้องอยู่
บนชุดมงคลสมรสของตน
เสียงโหวกเหวกโวยวายดังมากจากข้างนอกเป็นระยะ
“มาแล้ว มาแล้ว”
เด็กๆ พากันตะโกนวิ่งเข้ามาก่อน
ปั้น
ฉินซึ่งยืนอยู่ใต้โถงบันไดจึงถอนหายใจ
“ในที่สุดก็มาแล้ว เหตุใดช้าเช่นนี้” นางเอ่ย
นางเกือบจะคิดว่าพวกเขาไม่มาแล้วเสียอีก หรือคิดว่าวันนี้
เป็นเพียงความฝันของนาง
“นายหญิง รีบปิดหน้าเร็ว” นางหันหลังเดินเข้าไปในห้องเอ่ย
ขึ้น
ผ้าคลุมหน้าสีแดงสดปิดลง บดบังใบหน้าเฉิงเจียวเหนียง และ
บดบังวิสัยทัศน์ของนางไปพร้อมกัน
แสงแดดลอดผ่านผ้าคุลมหน้าเข้ามา เฉิงเจียวเหนียงเห็นแต่
ผ้าสีแดงสดตรงหน้า นางจำ ต้องหลับตาลง มือที่วางอยู่ตรงหน้า
กำหมัดขึ้นมา“นายหญิง ไม่ต้องตื่นเต้นนะเจ้าคะ” เสียงแผ่วเบาของสาวใช้
ดังขึ้นที่ข้างหู
จากนั้นเสียงของปั้นฉินก็ดังขึ้น
“ข้าบอกแล้วว่านายหญิงจะต้องตื่นเต้น… พวกเจ้ายังมาพูดมั่ว
อีก…”
“แต่ก่อนหน้านี้นายหญิงไม่ตื่นเต้นสักนิดนี่ ดูยังไงก็ผ่อนคลาย
เหมือนตัวเองไม่ข้องเกี่ยวกับเรื่องนี้”
“นั่นก็เพราะยังไม่ถึงเวลาอย่างไรเล่า”
เฉิงเจียวเหนียงคลายมือออก
นางไม่ได้ตื่นเต้น นางแค่ไม่ชอบสีแดงแบบนี้ โดยเฉพาะเมื่อ
สิ่งที่นางมองเห็นมีเพียงผืนผ้าสีแดงตรงหน้าเท่านั้น
มันเหมือนตอนที่ตระกูลเฉิงของพวกนางถูกฆ่าล้างตระกูล…
เหมือนสีแดงสดที่สาดไปทั่วบริเวณในความฝันของนาง…
“เหตุใดถึงช้าเช่นนี้”
โจวฝูมองคนที่เดินเข้ามาต้อนรับเจ้าสาว เอ่ยถามสีหน้าบูดบึ้ง
ผู้มาเยือนฉีกยิ้มขึ้น“จะมาเร็วไปเหตุใด”
“ไม่ต้องยกน้ำชากับผู้ใหญ่ด้วยซ้ำ ”
“มาแล้วก็ค่อยไป มาเร็วก็ไปเร็ว”
คำพูดไร้สาระลอยมาพร้อมกับเสียงหัวเราะร่า
ฟ่านเจียงหลินมีสีหน้าไม่พอใจ
“พอได้แล้ว เร็วๆ หน่อยก็แล้วกัน อย่าให้เลยฤกษ์มงคล” ขันที
เอ่ยเสียงแหลม สีหน้าไม่สบอารมณ์ “งานวันนี้เป็นงานมงคล
ถ้าพลาดฤกษ์มงคลไปก็เท่ากับเสียแรงเปล่า”
นี่ไม่ให้เกียรติกันสักนิดเลย
ผู้คนรอบด้านสีหน้าเปลี่ยนไป หลายคนรีบหลบออกไป
โจวฝูมองคนพวกนี้แวบหนึ่ง แล้วจึงหันหลังเดินเข้าไปข้างใน
“ท่านชายหกส่งตัวเจ้าสาว”
เสียงผู้ดำเนินพิธีดังขึ้น โจวฝูแบกเฉิงเจียวเหนียงขึ้นหลัง
นี่คือการสัมผัสใกล้ชิดที่สุดระหว่างเขากับนาง เป็นครั้งแรก
และครั้งสุดท้ายโจวฝูก้าวเดินช้าๆ ทีละก้าว ทีละก้าว ข้ามผ่านประตู เดินลง
บันได
“ถ้าหากว่า…” เขากระซิบขึ้นอย่างอดไม่ได้
เสียงประทัดดังขึ้นตอนนั้นพอดี และในที่สุดเสียงกลองก็ดังขึ้น
ในที่สุดก็เริ่มมีบรรยากาศเหมือนพิธีส่งตัวเจ้าสาวเสียที
“ท่านพี่จะพูดอะไรหรือ”
ท่ามกลางเสียงดังวุ่นวาย โจวฝูได้ยินเสียงนางดังขึ้นจาก
ด้านหลัง เสียงไม่ดังแต่กลับแจ่มชัดเหลือเกิน
“ไม่มีอะไร” โจวฝูเอ่ย
คนด้านหลังจึงไม่พูดอะไรต่อ
โจวฝูเงยหน้ามองประตูใหญ่ซึ่งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ความวุ่นวาย
รอบด้านค่อยๆ จางหายไป หนทางข้างหน้าดูเหมือนเดี๋ยวไกลเดี๋ยว
ใกล้
ถ้าสามารถเดินแบบนี้ต่อไปได้เรื่อยๆ ก็คงดี
ถนนด้านหน้าบ้านตระกูลเฉิงมีผู้คนเบียดเสียดกันเนืองแน่นตั้ง
นานแล้ว หากกองบัญชาการปัญจทิศรักษานครไม่ควบคุมไว้ ฝูงชนก็คงแน่นจบขยับไม่ได้
“ออกมาแล้ว ออกมาแล้ว”
เมื่อเห็นเจ้าสาวถูกชายหนุ่มร่างกายสูงใหญ่แบกออกมา ผู้คน
ก็พากันกรูเข้ามาข้างหน้า บรรยากาศบนถนนคึกคักขึ้นยิ่งกว่าเดิม
แต่คนเหล่านี้ไม่เหมือนคนที่มาดูพิธีส่งตัวเจ้าสาวทั่วไป ผู้คน
จำ นวนมากต่างถือขวดหรือไหอยู่ในมือ
“มีเหล้าไหม มีเหล้าไหม”
เสียงเอ่ยถามดังขึ้นจากตรงโน้นทีตรงนี้ที
แต่เมื่อเจ้าสาวเข้าไปนั่งบนเกี้ยว ผู้คนที่มาส่งตัวและรับตัวเจ้า
สาวขึ้นนั่งบนรถม้า แม่นมกับสาวใช้ยืนเรียงแถวกันขนาบสองข้าง
ของเกี้ยว ทหารม้าด้านหน้าเริ่มเปิดทาง พลทหารด้านหลังเริ่มยก
สินเดิมของเจ้าสาวขึ้น พวกเขาก็พบว่าทุกอย่างไม่ต่างจากพิธีสมรส
ทั่วไปเลย
“ไม่มีอีกแล้วเหรอ”
เสียงร้องเสียดายดังก้องขึ้นทั่วบริเวณ“อะไรกัน ตอนพี่ชายบุญธรรมตายยังจัดงานใหญ่โตขนาดนั้น
…”
“… ใช่ กระทั่งตอนเดินขบวนต้อนรับขุนนางใหม่นางก็ยังหมัก
เหล้าเลยมิใช่หรือ…”
“…เหตุใดพอเป็นเรื่องตัวเอง เรื่องพี่ชายแท้ๆ ของตัวเอง กลับ
ไม่มีอะไรเลย…”
แต่บางคนก็ยังมีความหวัง
“ไม่แน่อาจจะมีบนถนนใหญ่ก็ได้”
“ใช่ ใช่ ที่เรือนนางฟ้า”
ผู้คนจึงพากันวิ่งไปทางถนนใหญ่ซึ่งเป็นถนนที่คึกคักที่สุด แต่
เมื่อวิ่งไปได้ครึ่งทางก็พบว่าบางอย่างผิดปกติ
“เอ๊ะ แปลกนัก”
พวกเขาตะโกนอย่างตกใจ ชี้นิ้วไปที่ขบวนส่งตัวเจ้าสาว
“เหตุใดถึงเดินไปทางตรอกเล็กๆ ”
โจวฝูซึ่งนั่งอยู่บนหลังม้าจ้องมองคนและม้าด้านหน้า สีหน้าอัน
เย็นชาเผยรอยยิ้มขมขื่นออกมานี่ไม่ให้เกียรติกันแม้แต่น้อยจริงๆ
คนอื่นๆ ในขบวนส่งเจ้าสาวก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ
สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เหล่าสาวใช้และแม่นมกระซิบคุยกันอย่า
งอดไม่ได้
“นี่มาผิดทางหรือเปล่า”
ฮูหยินเฉินกลัวว่าจะมีอะไรผิดพลาด นางจึงทำหน้าที่ฮูหยิน
เฉวียนฝูส่งตัวเจ้าสาวด้วยตัวเอง นางคอยสังเกตเหตุการณ์
ด้านนอกอยู่ตลอด เมื่อเห็นว่าเป็นเช่นนี้จึงรีบเปิดม่านรถม้าออกมา
เอ่ยถาม
“หลี่ว์กั๋วฮูหยิน” ขันทีที่อยู่ข้างๆ อมยิ้มเอ่ยขึ้น “ฝ่าบาททรง
ประชวร จวิ้นอ๋องเองก็ทรงประชวร ไทเฮาจึงสั่งให้ทำพิธีอย่าง
เรียบง่าย”
เอาไทเฮามาอ้าง ฮูหยินเฉินจึงพูดอะไรต่อไม่ได้ จำ ต้องฝืนยิ้ม
นิ่งเงียบไป หันมองตรอกแคบๆ ด้านหน้า ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ
ช่วยไม่ได้ ราชวงศ์ชี้ชัดแล้วว่าจะไม่ให้หน้าเจ้าสาว
สีหน้าปั้นฉินซึ่งเดินอยู่ข้างเกี้ยวซีดเซียว ดวงตาแดงก่ำ“ข้าเข้าใจแล้วว่าเหตุใดนายหญิงถึงพูดอย่างนั้น” นางพึมพำ
“พูดอะไรหรือ” สาวใช้กระซิบถาม
“ไม่นานมากหรอก” ปั้นฉินพึมพำ
จะไม่มีการเดินแห่รอบเมือง ไม่มีการส่งตัวอย่างคึกคัก มีเพียง
รีบพิธีทำให้จบไปไวๆ ดังนั้นรออีกไม่นานก็จะได้ส่งตัว ได้กินข้าว ได้
พักผ่อนแล้ว
นางมองไปด้านหน้า เสียงปี่เสียงกลองที่นักดนตรีแห่งวังหลวง
เป่าและตีออกมาฟังดูอ่อนแรงและซึมซา