พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 595 พิธีมงคล
เสียงพลุที่ยังคงพุ่งพวยขึ้นบนฟ้าอย่างไม่มีท่าทีจะหยุด ในวันที่
ก้อนเมฆหนาตาปกคลุมแต่ก็มีแสงสีทองส่องลงมารำไร เหล่าผู้
คนในขบวนแห่งานแต่งที่กำลังทอดน่องอยู่บนท้องถนนต่างพากัน
เชยชมความงามของท้องฟ้า
“นึกว่าท้องฟ้าตอนวันที่ส่งพี่น้องเขาเม่าหยวนซานไปสวรรค์
นั้น
จะสวยที่สุดแล้วเสียอีก นึกไม่ถึงเลยว่าวันนี้สวยยิ่งกว่า!”
“แบบนี้ใช่ที่เขาเรียกกันว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้าหรือไม่นะ”
“น่าจะเรียกว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นมากกว่า”
ถนนหนแห่งเต็มไปด้วยคนมากหน้าหลายตา ทั้งหัวเราะทั้ง
ตะโกนปะปนกันไป เหล่าเด็กน้อยที่ขี่หลังผู้ใหญ่ต่างพากันชี้นิ้วขึ้นไป
ตรงจุดควันไฟบนฟ้า
สุดทางถนนถึงจะปรากฏให้เห็นโฉมหน้าคนที่จุดพลุ
เหล่าผู้ช่วยของตระกูลหลี่ซึ่งมีกิจการพลุนั้นกำลังยุ่งมือพัลวัน
หลี่เม่าที่สวมใส่ชุดยาวใหม่เอี่ยมชายตามองใครคนหนึ่งกับอีกหนึ่งอาชาไนยที่กำลังเดินเข้ามาทางนี้
“ใต้เท้าหลี่” มีคนในขบวนจู่ๆ ก็เอ่ยเรียกและตั้งคำถามขึ้น “พลุ
ไฟพวกนี้เป็นกิจการใหม่ของตระกูลท่านหรอกหรือ”
“ใช่แล้ว” หลี่เม่าตอบ
พลุประเภทที่สามารถมองเห็นได้ในตอนกลางวันก็ถือว่าเป็นสิ่ง
แปลกใหม่ ดูเหมือนว่าคงไม่ต้องรอให้พิธีสิ้นสุดก่อนก็คงมีคน
มารุมมาตุ้มที่ร้านค้าของเขาอย่างแน่นอน
ทว่า…
จู่ๆ ใครอีกคนหนึ่งนึกอะไรขึ้นได้ ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดแล้วโพล่ง
ถาม
“คงไม่ได้มีจำ กัดแค่งานนี้หรอกใช่หรือไม่ ท่านจะมีขายนอก
งานนี้หรือไม่”
หลี่เม่ายิ้มอ่อน พลางตอบ
“เป็นเช่นนั้น” เขาเอ่ย “เป็นพลุที่ออกแบบมาเพื่องานของท่าน
อาจารย์โดยเฉพาะ”สิ้นคำตอบของหลี่เม่า ทุกคนต่างพากันถอนหายใจด้วยความ
เสียดาย ข้อความนี้ถูกส่งต่อไปเป็นทอดๆ จนใครต่อใครที่ได้รับรู้ต่าง
ก็มีปฏิกิริยาเหมือนๆ กัน
“เป็นแบบนี้อีกแล้วรึ!”
“ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นอีกแล้ว ของดีขนาดนี้ทำไมไม่ทำออกมา
ขายเล่า!”
“ชอบทำให้อยากแล้วจากไป พอจากไปก็ไม่มีทางหวนกลับ ได้
แต่เก็บเอาไปฝันอย่างเดียว แย่ยิ่งนัก!”
เสียงบ่นเซ็งแซ่แต่หลี่เม่าก็ยังคงมีท่าทียิ้มแย้มอ่อนน้อมเช่น
เดิม ขบวนเกี้ยวเจ้าสาว ขบวนสินสอดทองหมั้นค่อยๆ ผ่านไปช้าๆ
พลุก็ถูกจุดขึ้นฟ้าไม่หย่อน
ขณะเดียวกัน ณ ร้านน้ำชาริมถนน เกาหลิงปอเบือนหน้าจาก
บรรยากาศรอบกาย ภายใต้แสงจากพลุที่สาดเข้ามาในร้าน เผยให้
เห็นใบหน้าที่แลดูงุนงงและสับสนของเขา
“น่าเสียดาย” เขาบ่นพึมพำ
“ก็นั่นนะสิ ปล่อยให้นางได้หน้าเฉย”ท่านชายเกาที่อยู่ด้านข้างเอ่ยสมทบ สายตาพลางจับจ้องไปยัง
เบื้องล่างที่มีเหล่าฝูงชนเดินขบวนแห่กลุ่มแล้วกลุ่มเล่า และ
ดูเหมือนว่าจำ นวนคนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งหน้าตาแลดูยิ้มแย้ม
แจ่มใสนัก
ภาพเหตุการณ์ตรงหน้าสร้างความอัดอั้นตันใจให้เขาอย่างยิ่ง
จึงสบถออกมา
“เล่นจัดงานอลังการขนาดนี้ เชิญคนมาเยอะขนาดนี้ จะคุ้มกับ
เงินห้าหมื่นนั่นหรือไม่”
เอ่ยจบก็หันไปหาบิดาที่อยู่ด้านข้าง เกาหลิงปอเองก็มองตอบ
เพียงแต่ มีบางอย่างผิดแปลกไป
“ท่านพ่อ” ท่านชายเกาเอ่ยเรียกด้วยความสงสัย
เขารู้สึกเสียดายที่ช้าไปเพียงก้าวเดียว หากได้พบกับแม่นาง
เฉิงให้เร็วกว่านี้ ป่านนี้ผู้ที่ได้ไปสู่ขอนางคงไม่พ้นตระกูลเกา
เป็นแน่แท้
เกาหลิงปอถอนหายใจ ทอดสายตาไปยังตำหนักของจวิ้นอ๋อง
ขบวนที่รอรับเจ้าสาวบัดนี้ได้ทยอยเข้าไปยังด้านในวังแล้วพิธีดำเนินถึงขั้นนี้แล้ว คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงอีก เข้าไปใน
นั้น
แล้วคงออกมาไม่ได้อีก
“น่าเสียดาย” เป็นอีกครั้งที่เกาหลิงปอทอดถอนใจ
เสียดายความสามารถอันน่าทึ่งนั่น หากได้เจอนางเร็วกว่านี้
เข้าหานางอย่างจริงใจกว่านี้ เขาเชื่อว่า นางจะต้องแต่งเข้าเรือน
ตระกูลเกาแน่นอน
เอ๊ะ ไม่สิ จะไปเสียดายทำไมเล่า
หากเคยผิดพลาดมาแล้ว ก็มิควรผิดพลาดซ้ำ ๆ อย่างยิ่ง
ยิ่งเป็นคนที่มีความสามารถ ยิ่งไม่ควรรู้สึกเสียดาย
“จัดการเรียบร้อยแล้วหรือยัง” เกาหลิงปอเอ่ยถาม
พอเห็นท่านชายเการีบพยักหน้าให้แล้ว เกาหลิงปอก็หันกลับ
ไปดูพลุอีกครั้ง
“พลุนั่น ตระการตาดีแท้ เพียงแต่ ไม่จีรังเท่าใดนัก” เขา
ทอดถอนใจพลางเอ่ย
หลังจากที่ขบวนเข้าไปในตำหนักแล้ว เสียงเซ็งแซ่ด้านนอกก็
เริ่มเบาลง ส่วนด้านในตำหนักกำลังคึกคัก ผู้คนต่างพากันเล่าเรื่องแลกเปลี่ยนสิ่งที่พบเจอระหว่างทาง
“…คึกคักดีจริง…บรรยากาศแบบนี้เหมือนว่าต่างจาก
สมัยก่อนอยู่พอควร…”
“…ตอนนั้นที่ได้เห็นผู้คนทั้งสองฝั่งถนนเขียนตัวอักษร ข้ารู้สึก
ขนลุกทันที จู่ๆ ในหัวก็แวบภาพขงจื้อกับลูกศิษย์อีกเจ็ดสิบสองคน
ขึ้นมาเฉย…”
“…เจ้ามัวพูดจาเพ้อเจ้ออะไรอยู่ ไม่คิดถึงตอนเล่าจื่อขี่วัวเสีย
ด้วยเลยล่ะ…”
“…จุ๊ๆ เบาๆ สิ ขืนดังเข้าไปในวังแล้วละก็…”
“…ถ้าเล็ดรอดเข้าไปในวัง ก็คงทำเช่นใดมิได้ นี่ไม่ใช่งานของ
พวกเราเสียหน่อย…”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นทุกทิศ แต่สำ หรับคนตระกูลเฉิงแล้ว
ใช่ว่ายิ่งฟังแล้วจะยิ่งรู้สึกได้หน้า แต่กลับกลายเป็นว่ายิ่งเกิด
ความรู้สึกระแคะระคายเสียมากกว่า
“นี่มันเรื่องอันใดกัน!”
ฮูหยินเฉินหันไปทางฮูหยินเถ้าแก่สู่ขอ โพล่งถามอย่างเหลืออด“มีอย่างที่ไหนกันให้เจ้าสาวนั่งรอในเกี้ยว”
ฮูหยินเถ้าแก่สู่ขอเองเมื่อได้ยินดังนั้นก็เข้าใจความรู้สึกของคน
ถามดี จึงเอ่ยด้วยความร้อนรน
“ข้าเองก็มิทราบ ประเดี๋ยวจะไปถามให้” ฮูหยินเถ้าแก่สู่ขอ
เบือนหน้าหลบพลางแสดงสีหน้าราวกับว่าไม่น่าพูดออกไปเช่นนั้น
เลย แต่ทำอะไรได้เล่า
เฉินเซ่ายังพอเสียมารยาทกับไทเฮาได้ แต่นางทำไม่ได้
ฮูหยินเถ้าแก่สู่ขอรีบมาที่สวนด้านหลัง ยังไม่ทันจะก้าวเข้า
ประตูก็ถูกทหารสองนายปรามไว้
“หม่อมฉันมีคำถามฝากทูลให้ฝ่าบาทรับทราบ ความว่า ในเมื่อ
เจ้าสาวมาถึงแล้ว…เหตุใดฝ่าบาทถึงยังไม่มาร่วมพิธีเจ้าเพคะ”
ฮูหยินเถ้าแก่สู่ขอทำได้เพียงเท่านี้
ดูเหมือนว่าเหล่าขันทีที่รู้เรื่องพิธีเพิ่งจะถูกเรียกตัวไป นางจึงได้
คำตอบแค่เพียงว่ารอสักครู่ พวกเขาทำได้แค่ยืนรอคำตอบนิ่งๆ อยู่
หน้าประตูยังดีที่เป็นฝ่าบาท หากเรื่องนี้เกิดขึ้นกับตระกูลอื่นละก็ ป่านนี้
ฝ่ายเจ้าสาวคงยกเกี้ยวหนีเตลิดเปิดกลับไปก่อนแล้ว
แต่ต่อให้เป็นถึงราชนิกุลก็ตามที เหตุการณ์แบบนี้ หากเป็น
ลูกหลานตระกูลเฉินแล้วละก็ป่านนี้คงยกขบวนกันกลับเรือนแล้ว
ค่อยไปว่าความกันอีกทีในตำหนัก
เพียงแต่ในวันนี้ ฝ่ายเจ้าสาวคือแม่นางเฉิง…
ถึงแม้ฮูหยินเฉินจะรับหน้าที่ส่งเจ้าสาวก็ตาม แต่แม่นางเฉิง
ไม่ใช่ลูกหลานตระกูลเฉินนะสิ
ความคิดในหัวของฮูหยินเถ้าแก่สู่ขอเริ่มตีกัน เลยไม่ได้สนใจ
เสียงฝีเท้าที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ๆ พอเงยหน้าขึ้นเท่านั้น ก็อด
ไม่ได้ที่จะตกตะลึงทำตาโต
นี่…นี่มัน….
…
“หรือว่าจะหาไก่ตัวผู้ไม่เจอ”ปั้น
ฉินได้ยินเหล่าแม่นมกระซิบกระซาบกัน เลยขมวดคิ้วอย่า
งอดไม่ได้ พลางจ้องเขม็งไปที่พวกเขา
จิ้นอันจวิ้นอ๋องกำลังประชวรหนักไม่สามารถลุกขึ้นได้ จึงต้อง
ส่งตัวแทนมาร่วมงาน และแน่นอนว่าต้องมีคนอุ้มไก่ตัวผู้มาด้วย
เหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อันใด เดิมทีเรื่องแบบนี้
ฝ่ายเจ้าสาวก็เสียเปรียบอยู่แล้ว
“พวกเขาต้องการแบบไหน พวกเราตามน้ำไปก็พอ” ปั้นฉิน
กระซิบ
สาวใช้หัวเราะเสียงค่อย พลางเอ่ย
“เหตุท่านพี่ปั้นฉินจู่ๆ ถึงได้สงบลงเช่นนี้ล่ะ”
ปั้น
ฉินทำทียืนตรงเชิดคอ เอ่ยตอบ
“ก็ไม่เห็นมีอะไรต้องกลัวเลยนี่”
เฉกเช่นที่นายหญิงเคยกล่าวไว้ ชีวิตคนเรา ไม่ลองแล้วจะรู้ได้
อย่างไรว่าสิ่งไหนดี สิ่งไหนเลว
ตอนที่ยังไม่ได้ออกนอกเรือน ปั้นฉินเองก็ไม่รู้ว่าจะมีคนมารอ
ส่งตัวนายหญิงเยอะเพียงนี้ ความกลัวความทุกข์ความเหงาความเศร้าทั้งหมดได้มลายหายไป
แม้ตอนนี้ พิธีคำนับฟ้าดินจะยังไม่เริ่มขึ้น แต่ก็ไม่มีอะไรต้อง
กลัว เบื้องหน้ามีสิ่งใดรออยู่ ไม่มีใครล่วงรู้ได้…
ขณะความคิดเพิ่งจะแวบผ่านไปได้ครู่เดียว จู่ๆ ความโกลาหล
ตรงหน้าก็บังเกิดขึ้น ปั้นฉินพอได้สติจึงหันไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่
ได้เห็นทำเอานางสติหลุดไปอีกครั้ง
นี่…นี่มัน…
สาวใช้ที่กำลังจะเล่นหยอกกับปั้นฉิน สังเกตได้ว่าคนตรงหน้า
จากเดิมยังมาดดีอยู่ กลับเริ่มมีสีหน้าท่าทางแปลกไป จู่ๆ ก็เอามือ
ป้องปาก ใบหน้าเปียกปอนยังไม่ทันจะแห้งดีก็เต็มไปด้วยหยดน้ำตา
อีกครั้ง
นี่มันอะไรกันอีกล่ะนี่
สาวใช้ครั้นจะหัวเราะเยาะเย้ยปั้นฉิน แต่พอมองตามสายตา
คนตรงหน้าเท่านั้น ก็แสดงปฏิกิริยาเช่นเดียวกับปั้นฉิน
นะ…นี่! นี่มัน…!
…ขณะที่เสียงซุบซิบของผู้คนจากเบากลายเป็นดังขึ้น เฉิงเจียว
เหนียงที่อยู่ในเกี้ยวกลับมิได้สนใจเสียงนกเสียงกาเท่าใดนัก เพราะ
นางชินชากับการนั่งรอแบบนี้มาตั้งนานแล้ว
ต่อให้ต้องนั่งรอทั้งวันก็มิหวั่น
แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ จะมาให้นั่งรอทั้งวันก็กะไรอยู่ และ ณ
ตอนนั้นเองที่เสียงประกาศดังขึ้น
“เจ้าสาวลงจากเกี้ยวแล้ว”
เกี้ยวเจ้าสาวค่อยๆ ลดระดับลง มีฮูหยินแปลกหน้ายื่นมือ
เข้ามาช่วยนางพยุงตัว
ผ้าคลุมเจ้าสาวที่บดบังวิสัยทัศน์รอบๆ สิ่งเดียวที่เฉิงเจียว
เหนียงมองเห็นคือเท้าของตนเอง
นางค่อยๆ ก้าวเท้าลงจากเกี้ยว เสียงพูดคุยที่ดังขึ้นในตอน
แรกเริ่มเบาลง
พรมสีแดงถูกปูยาวมาจนถึงจุดที่เกี้ยวถูกวาง แสงอาทิตย์
อัสดงสาดส่องลงมายังชุดมงคลสีแดง เฉิงเจียวเหนียงไม่หลับตายังคงจ้องมองอยู่อย่างนั้น
เฉิงเจียวเหนียงยื่นมือคว้าผ้าโบว์สีแดง พอช่วงเวลาผ่านไป
ประมาณหนึ่ง นางรู้สึกได้ถึงการขยับเคลื่อนไหวจากอีกฝั่งของผ้า
โบว์ จากนั้นฮูหยินเถ้าแก่สู่ขอจึงได้เอ่ยประกาศขึ้น เฉิงเจียวเหนียง
ก้าวเท้าข้ามอานม้า เข้าไปยังห้องพิธี
ความเงียบเริ่มปกคลุม ถ้าไม่นับว่ามีเสียงลมหายใจ หรือเสียง
ขยับของเสื้อผ้าแล้วล่ะก็ นางคงคิดว่าไม่มีใครอยู่ตรงนั้นแล้ว
ข้างตัวนาง มุมเสื้อมงคลสีแดงของใครอีกคนหนึ่งอยู่ในระยะ
สายตาที่นางพอมองเห็น
“คำนับหนึ่ง คำนับฟ้าดิน”
เสียงแหลมของผู้ดำเนินพิธีการดังกึกก้องไปทั่วห้อง
เฉิงเจียวเหนียงมองไปเบื้องหน้า จากนั้นโน้มตัวคำนับตาม
จังหวะ
ข้าไหว้ฟ้าดิน
“คำนับสอง คำนับบรรพบุรุษ”
เฉิงเจียวเหนียงโค้งตัวอีกครั้งข้าคำนับท่านพ่อท่านแม่
“คำนับสาม บ่าวสาว คำนับกันและกัน…”
มุมเสื้อที่เมื่อครู่ยังเห็นอยู่นั้นก็เริ่มห่างออกไป
เพื่อนเจ้าสาวช่วยนางหันตัวไปอีกทาง
เฉิงเจียวเหนียงโน้มตัวลง
ข้าคำนับบุรุษผู้เป็นสามี
นางรู้สึกถึงแรงกระตุกที่ผ้าผูกสีแดงอีกครั้ง ระหว่างที่ผู้ดำเนิน
พิธีการได้ประกาศถึงขั้นตอนการส่งตัวบ่าวสาวเข้าห้องหอ เฉิงเจียว
เหนียงก็ก้าวเท้าตาม
ทั้ง
เสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยดังขึ้นพร้อมกัน ราวกับว่ากำลัง
มีคนเดินตามเป็นจำ นวนมาก
ห้องหออยู่ไม่ไกลเท่าใดนัก ใช้เวลาแค่ครู่เดียวก็เดินมาถึงแล้ว
ในห้องเรือนหอเต็มไปด้วยเสียงเครื่องประดับปิ่นปักผม
ตามมาด้วยกลิ่นแป้งร่ำอบอวล
แน่นอนว่าในเรือนหอมีเพียงแต่สตรีที่สามารถเข้ามาได้เฉิงเจียวเหนียงหย่อนตัวนั่งลงบนเตียง รอบๆ เต็มไปด้วยเสียง
กระซิบ ตามหลักแล้วเวลานี้คือช่วงเวลาที่เจ้าบ่าวจะต้องเปิดผ้าคลุม
เจ้าสาวออก ทว่าดูเหมือนทุกอย่างหยุดนิ่งไปชั่วขณะอีกครั้ง
ในเมื่อเจ้าบ่าวมาร่วมพิธีไม่ได้ ถ้าเช่นนั้นแล้ว ขั้นตอนนี้ก็คงไม่
จำ เป็นเสียแล้วสิ
ขณะกำลังคิดอยู่นั้น ก็รู้สึกถึงลำแสงวาบเข้าอย่างจัง ถึงได้รู้ว่า
ผ้าคลุมถูกเปิดออกแล้ว
แม้ดวงอาทิตย์ลับลงภูเขาไปแล้ว แต่ฟ้ายังสว่างอยู่เพราะ
เป็นช่วงฤดูร้อน ดวงไฟภายในเรือนถูกจุดขึ้น ภาพที่เห็นคือ
แสงระยิบระยับจากเครื่องประดับเครื่องมุกเครื่องหยก
“ไอ้หยา ดูสิ เจ้าสาวของพวกเราช่างงดงามยิ่งนัก”
เสียงฮือฮาของผู้คนเริ่มดังขึ้น ไม่ใช่เสียงกระซิบอีกต่อไป แต่
เป็นเสียงอึกทึกที่ถาโถมเข้ามาพร้อมๆ กันราวกับสายน้ำเชี่ยว
เฉิงเจียวเหนียงกวาดตามองผู้คนตรงหน้าที่กำลังมองนางด้วย
สายตาอยากรู้อยากเห็น ภาพเบื้องหน้าของนางเริ่มค่อยๆ ชัดเจนขึ้นนางหันไปทางด้านข้าง ก็ได้เห็นมุมเสื้อแบบเดียวกับที่ได้เห็น
ก่อนหน้าตอนกำลังสวมผ้าคลุม ไล่ระดับมาที่เข็มขัดหยกสีดำ ในมือ
ของเขากำลังถือลูกท้อสีเงินเอาไว้อยู่ จากนั้นพอไล่ระดับมองขึ้นไป
ก็พบกับใบหน้าที่คุ้นเคย
เฉิงเจียวเหนียงอดรู้สึกประหลาดใจกับภาพคนตรงหน้ามิได้
แม้ท่าทางจะดูผึ่งผายเหมือนเดิม แต่ทว่าร่างกายผอมซูบลง
ถนัดตา
ทำให้โครงหน้าของเขาดูชัดขึ้น อีกทั้งสีผิวที่ดูคล้ำซีด เผยให้
เห็นดวงตาอันหม่นหมอง
จิ้นอันจวิ้นอ๋องยังคงสงวนท่าทีเช่นเดิม ดวงตาทั้งสองจับจ้อง
อยู่ที่สตรีเบื้องหน้า
เมื่อทั้งสองได้สบตากัน เสียงเซ็งแซ่ในห้องพลันเงียบจางหาย
ไป
เฉิงเจียวเหนียงนึกในใจ พิธีเมื่อครู่ คนที่ยืนอยู่ข้างๆ นาง
คือเขามาตลอดสินะ