พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 596 เป็นอันเสร็จพิธี
“ฝ่าบาท นั่งลงก่อนเพคะ”
เสียงของฮูหยินดังขึ้น เสียงหัวเราะคิกคักจากรอบทิศก็เริ่มดัง
ขึ้นอีกครั้ง
เฉิงเจียวเหนียงเบนสายตาลง ค่อยๆ เหลือบมองจิ้นอันจวิ้น
อ๋องที่ค่อยๆ พยุงตัวนั่งลงโดยมีขันทีคอยช่วยเหลือ
จากนั้นสาวใช้สองคนเดินเข้ามาพร้อมกับถาด
“เนื่องด้วยร่างกายของฝ่าบาท ดังนั้นแล้ว พวกหม่อมฉันจะ
ไม่รบกวนที่เรือนหอแห่งนี้แล้ว หลังจากดื่มน้ำจัณฑ์แล้วถือว่า
เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีเพคะ” ฮูหยินเถ้าแก่สู่ขออธิบาย
เหล่าสาวใช้ค่อยๆ ย่อเข่าลงแล้วยกถาดขึ้น
เฉิงเจียวเหนียงยื่นมือคว้าถ้วยเหล้า จิ้นอันจวิ้นอ๋องเช่นกัน ทุก
คนในห้องต่างจับจ้องไปที่คู่บ่าวสาวแล้วพากันหัวเราะคิกคัก
เฉิงเจียวเหนียงหันมาทางจิ้นอันจวิ้นอ๋อง จากนั้นทั้งสอง
จึงทำการคล้องแขนกันและกระดกถ้วยเหล้ายกขึ้นดื่ม มือของเฉิงเจียวเหนียงเริ่มตึงจนหลังมือของนางแนบเข้าไปที่ถ้วยเหล้าของจิ้น
อันจวิ้นอ๋อง
ทั้ง
สองอยู่ห่างกันแค่ระยะครึ่งท่อนแขน ขนาดที่ว่าสัมผัสได้
ถึงลมหายใจของฝ่ายตรงข้าม
เฉิงเจียวเหนียงส่ายหัวเล็กน้อย ส่วนจิ้นอันจวิ้นอ๋องมองไปทาง
นาง แล้วพยักหน้าให้
มองเผินๆ อาจดูไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขณะที่เฉิงเจียวเหนียง
ดื่มเหล้าจนหมดถ้วย ส่วนจิ้นอันจวิ้นอ๋องทำทีเป็นดื่มแต่ที่จริงแล้ว
ไม่ได้ดื่มเข้าไป
“มาเถิดฝ่าบาท จะได้รีบกลับไปพักผ่อนโดยเร็วพ่ะย่ะค่ะ” ขันที
รอไม่ไหวจึงโพล่งออกมา
จิ้นอันจวิ้นอ๋องยังมิทันทำท่าจะเอ่ยอะไรออกมา ขันทีก็รีบ
กุลีกุจอจัดการให้ทุกอย่าง
“ไปเรียกคนมา” ขันทีเอ่ยเรียก
ขันทีอีกสองนายเดินเข้ามาจากด้านนอกห้อง
“ด้านนอกนั้นมีเกี้ยวอยู่ใช่หรือไม่” ขันทีเอ่ยถามขันทีสองคนที่เพิ่งเข้ามารีบพยักหน้า
“พยุงฝ่าบาทกลับตำหนัก”
ขันทีสองนายรีบเข้าไปประกบซ้ายขวา
เฉิงเจียวเหนียงลุกขึ้นยืนเพื่อหลีกทางให้ มองขันทีสองคนที่
ช่วยพยุงร่างของจิ้นอันจวิ้นอ๋องอย่างช้าๆ จนออกประตูไป
“ฮูหยินขอรับ กระหม่อมขอตัวก่อน” ขันทีเอ่ยกับเฉิงเจียว
เหนียง
นางพยักหน้าตอบ จากนั้นขันทีจึงเดินออกไป
บรรยากาศในเรือนหอเริ่มมีกลิ่นอายแปลกๆ
“ถ้าอย่างนั้น ฮูหยินพักก่อนเถิด” ฮูหยินเถ้าแก่สู่ขอที่เพิ่งจะ
รู้ตัวว่าต้องรีบถอยตัวก่อน จึงเอ่ยเรียกทุกคน “พวกหม่อมฉันขอตัว
ก่อนนะเจ้าคะ”
คนอื่นๆ ที่อยู่ในพิธีต่างก็ทิ้งท้ายด้วยคำอวยพรต่างๆ จากนั้น
เดินออกจากห้องไป
“…ก็นึกว่าดีขึ้นแล้วเสียอีก…”“…จะดีขึ้นได้อย่างไรเล่า…ต้องให้ขันทีมาแบกขนาดนั้น แบก
ก็แบกจะไม่ไหวอยู่แล้ว…ยังวางมาดเรียกให้คนเข้ามาอีกด้วยนะนั่น
…”
“…ทำเอาข้าพลอยตกใจไปด้วย…”
“…พวกเจ้าเห็นหรือไม่…ใบหน้าฝ่าบาทแข็งทื่ออย่างกับอะไร
…จากงานบุญกลัวจะกลายเป็นงานบาปเอานะสิ…”
“…นี่ เบาๆ สิ มาพูดจาสามหาวแถวนี้ได้อย่างไร!”
ปั้น
ฉินและสาวใช้ต่างพากันชำ เลืองกลุ่มฮูหยินที่กำลังเดิน
ซุบซิบนินทาอยู่ตรงโถงทางเดิน พวกนางหันมาสบตากัน และต่างก็
ดูออกถึงความตระหนกตกใจของคนตรงหน้า จึงรีบพุ่งตัวเข้าไปยัง
เรือนหอ
ด้านในห้อง เฉิงเจียวเหนียงกำลังส่องคันฉ่องและถอดเครื่อง
หัวออก
“นายหญิง เดี๋ยวพวกข้าช่วยเอง” เหล่าสาวใช้รีบกุลีกุจอเข้า
ช่วย
เฉิงเจียวเหนียงจึงนั่งเฉยๆ แล้วให้พวกนางช่วยเหลือ“นายหญิง คาดไม่ถึงเลยว่าจิ้นอันจวิ้นอ๋องจะมาด้วยตนเอง”
ปั้น
ฉินลังเลสักพัก แล้วโพล่งขึ้นด้วยความคาดหวังคำตอบจากนาย
หญิง “หรือว่าร่างกายของฝ่าบาทดีขึ้นแล้ว”
เพราะตอนที่ปั้นฉินได้เห็นเขาสวมชุดเข้าพิธี นางตื้นตันใจมาก
เสียจนน้ำตาพรั่งพรู
แม้ว่าจิ้นอันจวิ้นอ๋องจะนั่งเกี้ยวมาเข้าพิธี อีกทั้งยังมีขันทีอีก
สองนายคอยประกบเพื่อช่วยพยุงตัวให้อยู่ตลอด แต่พิธีก็
ดำเนินต่อไปได้ สำ หรับสตรีคนหนึ่ง การได้เข้าพิธีแต่งงานอย่าง
สมบูรณ์อันเป็นหนึ่งในปณิธานที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต เท่านี้ก็เพียง
พอแล้ว
“ยังหรอก” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ยตอบ
แถมตอบอย่างไม่ลังเลด้วย
เมื่อปั้นฉินได้ยินดังนั้น ก็เริ่มงงงัน มือที่กำลังแกะเครื่องประดับ
อยู่ก็เริ่มสั่น
“แต่หากนายหญิงอยู่ด้วย อย่างไรอาการของฝ่าบาทต้อง
ค่อยๆ ดีขึ้นแน่นอน” สาวใช้รีบเอ่ยขึ้นอย่างยิ้มแย้มปั้น
ฉินหันไปทางนายหญิงของตนด้วยความคาดหวัง
เฉิงเจียวเหนียงยังไม่ทันจะเอ่ยอะไรต่อ ทันใดนั้น นางในจากวัง
พลันเปิดประตูเดินเข้ามาส่งน้ำส่งอาหารให้
ตั้ง
แต่เช้าตรู่จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องพวกนางเลย
ช่วงกลางวันที่ต้องตั้งใจเข้าร่วมพิธีก็ยังไม่รู้สึกหิวเท่าใดนัก แต่พอ
พิธีจบลงเท่านั้นแหละ ความหิวก็ประเดประดังเข้ามาจนตาลายเห็น
ดาว
“เรื่องกินเรื่องใหญ่ เรื่องอื่นเอาไว้ก่อน” สาวใช้เอ่ยขึ้น
ปั้น
ฉินพยักหน้า
“กินข้าวกันก่อน แล้วเดี๋ยวพานายหญิงไปอาบน้ำ” นางเอ่ย
“แล้วก็ถามด้วยว่ากระเป๋าสัมภาระของพวกข้าอยู่ที่ใด จะได้
หยิบของใช้ของนายหญิงมาวางเรียงไว้”
“ข้ารู้ ข้าเป็นคนเก็บไว้เอง ข้าวางไว้ตรงห้องเล็กๆ ตรง
ทิศตะวันออก”
ฟ้าเริ่มมืดลง ทั้งประตูและหน้าต่างถูกเปิดออก ลมฤดูร้อนพัด
โชยเข้ามาในห้อง เสียงเจื้อยแจ้วที่ดังขึ้นในห้องค่อยๆ ถูกพัดพาออกไปตามสายลม
ขณะเดียวกัน งานเลี้ยงในตำหนักจวิ้นอ๋องได้จบลงเป็นที่
เรียบร้อย
เบื้องหน้าตำหนัก โจวฝูที่กำลังกระโดดขึ้นม้าอดไม่ได้ที่จะหัน
มองกลับไป
“ท่านชายโจว”
เสียงเรียกของฮูหยินเฉินดังขึ้นจากด้านข้าง
“ข้าว่าข้าต้องไปที่เรือนตระกูลเฉิงเสียหน่อย”
โจวฝูรีบหันไปหาต้นเสียง จัดแจงสีหน้าพลางโค้งตัว
“ฮูหยินเหนื่อยมามากแล้ว รีบกลับเรือนพักผ่อนเถิด เรื่องนี้
เดี๋ยวข้าจะ…ไปคุยกับท่านพี่ฟ่านและท่านพี่สะใภ้เองขอรับ” โจว
ฝูเอ่ย
ฮูหยินเฉินแสดงสีหน้าโล่งอกออกมาอย่างปิดไม่มิด
“ไม่ว่าจะยังไง ในเมื่องานวันนี้ ฝ่าบาทออกโรงขนาดนี้ ก็ถือว่า
โล่งอกไปเปราะ” ฮูหยินเอ่ย
สีหน้าของโจวฝูเต็มไปด้วยความลังเลตอนที่เขาเห็นจิ้นอันจวิ้นอ๋องนั่งเกี้ยวมาเข้าพิธีก็รู้สึกตกใจ
ไม่น้อย แม้ว่าสีหน้าของจิ้นอันจวิ้นอ๋องจะไม่ค่อยสู้ดีนัก แต่ยังดีที่
มีขันทีคอยช่วยเหลือ
แต่พอหลังจากนั้น ในงานเลี้ยงไม่มีใครกล้าสังสรรค์กันเลย
เอาแต่กระซิบกระซาบกันถึงขั้นที่ว่ามีคนโพนทะนากันว่าจิ้นอันจวิ้น
อ๋องวูบไปในเรือนหอ
ถึงแม้ตอนหลังเขาได้ถามปั้นฉินถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว
ก็ตาม แต่จากปฏิกิริยาของปั้นฉินเองก็ไม่ได้รู้สึกว่าสบายใจเท่าใด
นัก
“ท่านไม่ต้องกังวลหรอก มีเจียวเหนียงอยู่ เดี๋ยวฝ่าบาทก็คง
ดีขึ้นเอง ว่าไปแล้วฝ่าบาทเองก็ไม่ได้ป่วย…”
ฮูหยินเฉินมองโจวฝูพลางเอ่ยออกมา
ก็เพราะว่าไม่ได้ป่วยนี่แหละถึงได้น่ากลัว อย่างน้อย
อาการป่วยยังรักษาให้หายได้ แต่ชีวิตคนเรานี่สิ…
โจวฝูได้แต่ก้มหน้าขานรับหลังงานเลี้ยงเลิก ทั้งรถและม้าเคลื่อนตัวออกไป ตำหนักจวิ้น
อ๋องเริ่มกลับสู่ความสงบ
ณ เรือนตระกูลเฉิง พอโจวฝูและคนอื่นๆ ทยอยกลับมายังเรือน
ก็พากันตื่นเต้นกันใหญ่
“…ส่งเจ้าสาวเข้าพิธีนี่ช่างครึกครื้นยิ่งนัก ตัวอักษรที่เขียนไว้ให้
ถูกส่งเข้าไปยังตำหนักจิ้นอันจวิ้นอ๋องแล้ว…”
“ถึงแม้จะเขียนได้ไม่ค่อยงามอันใดมากนัก แต่มีคนมากมาย
มาช่วยกันเขียน ราวกับว่า…ราวกับว่าท่านชิงเทียนได้รับร่มจาก
ชาวเมืองเป็นหมื่นๆ คน”
“นั่นสิ ใครๆ ต่างก็คอยล้อมรอบ ไม่เห็นมีใครสนใจสินเดิมเลย
…”
ประโยคเมื่อครู่ทำเอาหัวเราะกันทั้งเรือน
“สินดงสินเดิมอะไรกัน” แม่นางหวงปาดน้ำตาพลางหัวเราะ
“เจียวเหนียงของพวกเราล้ำค่าที่สุดแล้ว”
“นายหญิงใหญ่ จวิ้นอ๋องมาเข้าพิธีด้วยตนเองเชียวนะ” ฮูหยิน
อีกสองคนเอ่ยด้วยความปิติ “ตั้งแต่ขั้นตอนลงเกี้ยวเปิดผ้า ไปจนถึงตอนดื่มเหล้าร่วมสาบาน ฝ่าบาทออกโรงเองหมดเลย”
พอเอ่ยถึงตรงนี้ ฟ่านเจียงหลินพลันรีบกระดกถ้วยเหล้า
ใบหน้าปกปิดความปลื้มปริ่มไว้ไม่อยู่ จากนั้นจึงเงยหน้ามองไปทาง
โจวฝูที่ตอนนี้สีหน้าแข็งทื่อราวกับตอไม้
“ท่านชายโจว” ฟ่านเจียงหลินเอ่ยเรียก
โจวฝูไม่ตอบรับ
“ท่านชายโจว” ฟ่านเจียงหลินเอ่ยเรียกอีกครั้ง
โจวฝูถึงได้สติแล้วหันตอบ
“ท่านชายโจว ช่วงนี้คงเหนื่อยน่าดู รีบไปพักผ่อนเถิด” ฟ่าน
เจียงหลินเอ่ย จากนั้นทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้จึงเอ่ยขึ้น “ไม่
เช่นนั้นท่านนนอนค้างที่นี่สักคืนสิ กลับไปก็นอนคนเดียวนี่”
โจวฝูส่ายหัว พลางลุกขึ้นยืน
“ถ้าเช่นนั้น ข้าขอตัวก่อน” เขาเอ่ย
ฟ่านเจียงหลินและแม่นางหวงเดินไปส่ง มองดูชายหนุ่มขี่ม้า
ออกไปจนลับสายตาท่ามกลางราตรี“ที่จริงก็…น่าเสียดายอยู่ไม่น้อย” แม่นางหวงเอ่ยขึ้นอย่างอด
ไม่ได้ “จริงๆ แล้วเด็กคนนี้ก็ใช้ได้เลยล่ะ…”
ฟ่านเจียงหลินไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ สายตาของเขายังคงมองตาม
โจวฝูไป จากนั้นก็เร่งให้คนเฝ้าประตูไปหยิบเหยือกเหล้าออกมา
“จะทำอะไรน่ะ” แม่นางหวงเอ่ยถาม
“ข้าขอออกไปสักประเดี๋ยว” ฟ่านเจียงหลินเอ่ย
แม่นางหวงเงยหน้ามองฟ้าพลางเอ่ย
“มันดึกมากแล้วนะ แถมช่วงนี้ก็โหมร่างกายอีก แล้วจะออกไป
ไหนอีก” ขณะที่แม่นางหวงบ่นอยู่นั้น
ฟ่านเจียงหลินรีบคว้ากาเหล้าแล้วกระโดดขึ้นม้าออกตัวไปอย่าง
รวดเร็ว
ค่ำคืนในยามฤดูร้อนบรรยากาศคึกคักเป็นพิเศษกว่าช่วงไหน
ฟ่านเจียงหลินวิ่งไปตามเส้นทางถนนใหญ่เลียบแม่น้ำและออกไป
ทางประตูเมืองตะวันออก เสียงความเจริญเริ่มห่างไกลออกไป
ความมืดเริ่มปกคลุมรอบด้าน เสียงแมลงหน้าร้อนเริ่มดังระงมขึ้นฟ่านเจียงหลินสะบัดเสื้อออกแล้วหย่อนตัวนั่งลง คว้ากาเหล้า
แล้วเปิดออก
“เหล่าพี่น้องเอ๋ย ขออภัยที่มาช้า” เขาเอ่ย “เดี๋ยวข้าจะลงโทษ
ตัวเองก่อนสามแก้ว”
พูดจบก็รีบกระดกเหล้าอึกใหญ่อย่างไม่ลังเล
“พวกเจ้าดื่มกันไปก่อน ข้าขอคุยกับเจ้าสามหน่อย”
ฟ่านเจียงหลินหัวเราะเอิ๊กอ๊าก พลางโยนเหยือกเหล้าออกไป
ด้านข้าง เสียงเหยือกเหล้าแตกเพล้งกระจายทั่วพื้น กลิ่นแสบจมูก
ของเหล้าคละคลุ้งไปทั่ว ราวกับว่าเบื้องหน้าของเขามีเสียงหัวเราะ
ของเหล่าพี่น้องดังขึ้น
ฟ่านเจียงหลินฉีกยิ้มกว้าง สายตาจับจ้องไปยังป้ายหลุมศพที่
ตั้ง
อยู่เบื้องหน้า
“เจ้าสาม” เขาเอ่ย “นางสบายดี เจ้าวางใจเถิด”
พอเอ่ยจบ ทั้งสุสานเริ่มเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง
“เจ้าอย่าได้เสียใจไป”
เขาเว้นคำพูดสักพัก จากนั้นบ่นพึมพำต่อเวลาที่ล่วงเลยผ่านไป เริ่มเข้าสู่ช่วงดึก ผู้คนบนท้องถนนเริ่ม
บางตาลง ไม่เว้นแม้แต่ร้านรวงที่ก็เริ่มจะเก็บร้านกันหมดแล้ว บ่าว
นายหนึ่งที่ตอนนี้เดินจนขาลากก็เริ่มจะเดินไม่ไหวจึงบ่นกับเจ้านาย
ของตนอย่างอดไม่ได้
“นายท่าน ดึกแล้วขอรับ รีบกลับกันเถิด”
“นี่พวกเราก็กำลังกลับอยู่มิใช่รึ” โจวฝูเอ่ยขึ้นอย่าง
ไม่สบอารมณ์พลางถลึงตาใส่คนถาม
บ่าวทำหน้าเบะปาก พลางนึก
นี่เราเดินมาตั้งครึ่งเมืองแล้วนะ…
“นายท่าน ข้ารู้ว่าท่านไม่สบายใจ แต่ว่าร่างกายท่านโหมหนัก
มาหลายวันแล้วนะขอรับ…” บ่าวเตือนเขา
“เจ้าว่าใครไม่สบายใจรึ” โจวฝูทำหน้าไม่สบอารมณ์อีกครั้ง
“ข้าก็แค่อยากเดินเล่นรอบๆ เท่านั้นเอง”
บ่าวไม่กล้าเอ่ยต่อพลางพยักหน้าตอบรับ
โจวฝูกวาดสายตาไปยังสี่ทิศ พลางทำหน้างุนงงราวกับว่า
กำลังหลงทาง“รีบกลับกันเถอะ” เขาเอ่ยอย่างทอดถอนใจ แล้วกระโดดขึ้นม้า
บ่าวที่เห็นประตูเรือนอยู่ไกลๆ ก็นึกดีใจขึ้นมาว่าถึงแล้วเสียที
แต่ยังไม่ทันไร ก็เห็นเจ้านายของตนกำลังควบม้าไปด้านหน้าอย่าง
รวดเร็ว จากนั้นรีบกระโดดลงจากม้าแล้วพุ่งตัวเข้าไปทางด้านข้าง
บ่าวคิดในใจ เกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ
เสียงร้องดังขึ้น ปรากฏร่างท่านชายฉินหูนอนล้มอยู่ริมถนน
รู้ตัวอีกทีก็เห็นว่าท่านชายโจวฝูกำลังจะง้างมือชกฉินหูอีกครั้ง แต่
ดูเหมือนฉินหูไม่มีทีท่าว่าจะหลบหมัดอย่างใด กลับยืนยิ้มหัวเราะ ใน
มือของเขาถือขวดเหล้าไว้อยู่
โจวฝูปล่อยหมัดจนคนตรงหน้ายิ้มระรื่นล้มลงไปกับพื้น
“จะมาไม้ไหนอีก” โจวฝูกัดฟันถาม
ฉินหูพยายามใช้แรงยกขวดเหล้าขึ้น แล้วเอ่ย
“ดื่มเหล้าอย่างไรเล่า” ฉินหูหัวเราะ พลางเปิดขวดเหล้าแล้วริน
รดตัวเอง
น้ำสุราจากขวดเหล้าไหลไปตามใบหน้า ลงไปที่ชายเสื้อโจวฝูมองหน้าเขา จากนั้นยกเท้าขึ้นแล้วถีบเข้าให้อีกที แล้ว
เดินจากไป
“ชายหก” ฉินหูตะโกนเรียกเขา
โจวฝูหยุดฝีเท้า
“มาดื่มด้วยกันไหม” ฉินหูที่นอนอยู่บนพื้นหันหน้าไปเรียกเขา
พลางยกขวดเหล้าขึ้น
โจวฝูหันกลับไปมอง
“นางบอกว่า นางเชื่อคำของเจ้า” โจวฝูโพล่งขึ้น
ฉินหูเมื่อได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเสียงดัง
“ข้ารู้ ข้ารู้ว่านางเชื่อ” ฉินหูเอ่ยทั้งที่ใบหน้าเปียกปอน ไม่รู้ว่า
เป็นเพราะน้ำสุราหรือน้ำตากันแน่
โจวฝูมองเขาแล้วหัวเราะ
“นางเชื่อในตัวนาง ไม่ได้เชื่อตัวเจ้า” โจวฝูเอ่ย แล้วก้าวเท้าต่อ
“โจวหก!”
ฉินหูตะโกนเรียกอีกครั้ง
“ดื่มเหล้าด้วยกันแค่นี้ไม่ได้หรือไร”โจวฝูรีบก้าวเท้าเดินต่อ ตามมาด้วยบ่าวและม้าของเขา
ในค่ำคืนอันมืดมิด ณ เรือนตระกูลโจว ประตูเรือนทั้งถูกเปิด
ออกและถูกปิด ถนนหนทางไร้ซึ่งเสียง ฉินหูที่นอนอยู่บนพื้นยกขวด
เหล้าขึ้นมาแล้วเทลงอีกครั้ง
“ดื่มเหล้าแค่นี้ไม่ได้เลยหรือไร”
“ส่งของขวัญให้ไม่ได้เลยหรือไร”
“อะไรก็ไม่ได้เลยหรือ”
“ไม่ได้อีกแล้วหรือ”
“ทุกอย่างเกิดขึ้นราวกับฝันไป”
“หรือทั้งหมดที่เกิดขึ้น เป็นเพียงแค่ความฝัน”
ใช่แล้วล่ะ! เป็นแค่ความฝันแน่ๆ !
น้ำเมาถูกเทจนเกลี้ยงขวด ฉินหูถือขวดเขย่าไปมา โมโหที่
เหตุใดเหล้าไม่เหลือแล้ว จากนั้นก็เขวี้ยงออกไปจนเศษขวดแตก
กระจายลงบนพื้น เสียงนั้นดังสนั่นไปทั่วถนน
“ข้า…มี…ภาพวาด”
“ที่สตรีคนงาม…วาดให้…แก่ข้า…”“เหล้าองุ่น…รสเยี่ยม…แทนคำ…ยินดี”
“…ขอแค่มีเจ้า…ข้าจะไม่มีวันลืม…”
ทั้ง
เสียงสะอื้นปนหัวเราะปนถ้อยคำต่างๆ ที่พรั่งพรูออกมาดัง
ขึ้นในความมืด
โจวฝูที่ยืนอยู่ในสวนเงยหน้ามองออกไปด้านนอก จากนั้นยก
ขวดเหล้าขึ้นกระดก
“…วันใดที่ไม่เจอ…คิดถึงแทบขาดใจ…”
“…คิดเรื่อยคิดร่ำไป…ไม่ได้หย่อน…”
“…แม้คิดถึงเพียงน้อย…แต่คิดถึงนาน…”
ขณะเดียวกัน ปั้นฉินที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องอาบน้ำ เอ่ย
ขอบคุณสาวใช้ที่มาคอยช่วยดูแล พอก้าวเท้าเดินเข้าไปในห้องก็รู้สึก
แปลกพิลึกกับสภาพแวดล้อมที่เห็น
เดิมตะเกียงไฟที่จุดไว้แปดดวงบัดนี้ดับลงเหลือเพียงแค่สอง
ดวง กองเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายก็หายไป รวมถึงข้าวของเครื่องใช้
ต่างๆ ทั้งเบาะนั่งเอย คันธนูเอย เก้าอี้เอย เตาไฟเอย…
ปั้น
ฉินอดไม่ได้ที่จะใช้มือขยี้ตาตัวเองหญิงสาวที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะหันมามองปั้นฉิน
“มีอะไรหรือ” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ยถาม
ปั้น
ฉินที่เพิ่งได้สติก็รีบเอ่ยตอบ
“นายหญิง ข้านึกว่าตัวเองฝันไป” ปั้นฉินเอ่ยพึมพำ จากนั้น
หัวเราะ “ข้านึกว่าที่นี่คือเรือนของพวกเรา”
“ที่นี่ก็เป็นเรือนของพวกเราอย่างไรเล่า” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย
จากนั้นก็หันไปอ่านหนังสือตามเดิม
เรือนของพวกเรางั้นรึ…
นั่นสินะ ต่อไปที่นี่ก็เป็นเรือนของพวกเราแล้ว
ที่ใดที่นายหญิงอยู่ ที่นั่นก็คือเรือนของพวกเรา ไม่ว่าที่ไหน
ก็ตาม
ปั้น
ฉินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ พลางรีบรินน้ำชาให้นายหญิง
“นายหญิงอ่านหนังสืออยู่อีกหรือเจ้าคะ” ปั้นฉินหัวเราะ
“เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว รีบพักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ”
เฉิงเจียวเหนียงขานรับ
“เดี๋ยวขอข้าอ่านตอนนี้ให้จบก่อน” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ยปั้น
ฉินลุกไปจัดแจงที่นอน จากนั้นมองไปที่หมอนสีแดงสองใบ
แล้วนิ่งไปสักพัก ขณะที่กำลังจะเอื้อมไปเก็บหมอนให้เหลือแค่ใบ
เดียว จู่ๆ ก็มีเสียงจากด้านนอกดังขึ้น
“เกิดอะไรขึ้น” ปั้นฉินเอ่ยร้องด้วยความตกใจ
แม้ว่าอาณาเขตตรงนี้จะเป็นพื้นที่ของจวิ้นอ๋อง เหล่าทหาร
เข้ามาไม่ได้ แต่ปั้นฉินก็อดใจเต้นมิได้
“นายหญิง” สาวใช้เปิดประตูเข้ามาพลางทำหน้าตื่น “ฝ่าบาท
เสด็จเจ้าค่ะ”
ในเวลาเช่นนี้นะหรือ
หรือว่า เกิดเรื่องขึ้นแล้ว
ปั้น
ฉินเริ่มหน้าซีด
นึกย้อนไปถึงคำพูดที่เหล่าฮูหยินซุบซิบนินทากัน
แถมนายหญิงยังบอกอีกว่าฝ่าบาทยังไม่หายดี…
หรือว่าจะอาการหนักกว่าเดิม เลยต้องถึงมือนายหญิง
ปั้น
ฉินรู้สึกขาอ่อนวูบวาบจนทรุดตัวลงไปนั่งบนที่นอน หมอน
แดงที่หยิบมาเมื่อครู่ตกลงไปบนพื้น