พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 606 จัดการ
ซู่ซินไม่ใช่สาวใช้ของจิ้นอันจวิ้นอ๋อง ดังนั้นหลังจากนำ ทางพวก เขามาก็คำ นับลาออกไป
เพียงไม่นานสาวใช้ของจิ้นอันจวิ้นอ๋องก็พากันออกไป
“คนที่สารภาพจับขังเอาไว้ชั่วคราวหมดแล้ว ยังจะจัดการ เหมือนแต่ก่อนหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” นายทหารกู้เอ่ยถาม
จิ้นอันจวิ้นอ๋องกวาดสายตามองห้องหนังสือ
แม้จะเรียกว่าห้องหนังสือแต่กลับมีขนาดเทียบเท่าห้องรับแขก เล็กกว่าห้องหนังสือด้านนอกของเขามากนัก การตกแต่งจัดวางก็ เรียบง่าย มีเพียงโต๊ะ เบาะรองนั่ง ชั้นหนังสือ กระถางกำ ยาน…
“อย่ามองแค่ว่าเป็นของเรียบง่าย ของพวกนี้ล้วนเป็นของดีทั้ง นั้น” ขันทีจิ่งชี้มือชี้ไม้พลางเอ่ยเสียงแผ่วเบา
นายทหารกู้ขมวดคิ้วกระแอมขึ้น
ดูท่าทางของสองคนนี้สิ! อยู่ในเรือนตัวเองแท้ๆ เหตุใดจึงมี ท่าทีแปลกตาแปลกใจเล่า!
ขันทีจิ่งรีบยืนตัวตรงถอยหลังไปก้าวหนึ่งก้มหน้าลง
“เมื่อก่อน…” จิ้นอันจวิ้นอ๋องค่อยๆ เอื้อมมือออกไปเคาะโต๊ะ
รอบกายเขามีคนมากมาย คนจากแต่ละฝักฝ่ายเต็มไปหมด บางคนก็มีคนอื่นส่งมาให้ ไทเฮาประทานมาให้ ฮ่องเต้ให้มารับใช้ เรื่องงานอักษรแก่เขา กุ้ยเฟยให้มายกชารินน้ำ ให้เขา รวมถึงคนรับใช้ ชายหญิงที่บรรดาขุนนางใหญ่ส่งมาไว้เลี้ยงม้าบ้าง ขับรถบ้าง กระทั่ง ต้มชาดีได้รับคำ ชมจากเขาก็ยังส่งมา ยังมีพวกผู้ติดตามที่เขาเลือก เองอีก ยามขันทีนางกำ นัลที่เพิ่งเข้าวังมาแยกฝักฝ่าย เขาก็จะเลือกผู้ ติดตามมาอย่างเคยชิน
แม้ว่าที่มาจะซับซ้อน แต่จะว่าไปแล้วก็เรียบง่าย คนที่เขาเลือก เองเป็นคนของตัวเอง คนอื่นล้วนถูกส่งเข้ามา
หากสืบรู้ว่าคนรับใช้เคยทำ ผิดกฎเกณฑ์มาก่อน คนของตัวเอง ก็จะตีจนตายให้จบเรื่อง อย่างเช่นผู้ดูแลคนสนิทที่เขาไว้ใจที่เป็นคน ล่อฝูงหมาป่าให้มาทำ ร้ายเขา คนที่ถูกส่งตัวมา ส่งมาจากที่ไหนก็ส่ง คืนไปที่นั่น เขาไม่ไปจัดการเอง
“คนของเรา ยังคงจัดการตามเดิม” จิ้นอันจวิ้นอ๋องเงยหน้าขึ้น ยิ้มบาง “คนที่โดนส่งมา ก็ส่งกลับคืนไป”
นายทหารกู้พยักหน้า กำ ลังจะเอ่ยอะไรขึ้นมาอีก จิ้นอันจวิ้นอ๋ องกลับเอ่ยขึ้นต่อว่า
“ตีให้ตายแล้วส่งกลับไป” เขาบอก
นายทหารกู้ตะลึง ขันทีจิ่งที่ก้มหน้าอยู่ด้านข้างก็เงยหน้าอย่าง ตกใจเช่นกัน
ที่พวกเขาตกใจนั้นไม่ใช่เรื่องที่คนพวกนี้โดนตีตนตาย เมื่อก่อน คนพวกนี้โดนส่งกลับไป ไม่ว่าจะพูดอย่างเกรงใจแค่ไหน ความจริง แล้วล้วนเป็นการบอกฝ่ายตรงข้ามเท่านั้นว่าพวกเขารู้เข้าแล้ว ดังนั้น คนพวกนั้นกลับไปก็ต้องโดนนายตัวเองกำ จัดอยู่ดี ก็แค่ไม่ได้ผ่านมือ จิ้นอันจวิ้นอ๋องเท่านั้น
ส่งกลับไปโดนฆ่าตาย หรือว่าฆ่าให้ตายค่อยส่งกลับไป แม้จะ ตายเหมือนกัน แต่ความหมายกลับแตกต่าง
นายทหารกู้ปรับสีหน้าให้เรียบนิ่ง
“แล้วยังมีคนในวังอีกนะพ่ะย่ะค่ะ” เขาเอ่ยขึ้น
จิ้นอันจวิ้นอ๋องลูบโต๊ะช้าๆ สัมผัสที่มือทั้งลื่นและชุ่มชื้น ไม่รู้ว่า นางไปหาของดีมาจากที่ใด เช่นเดียวกับตัวนางที่เงียบสงบและทำ ให้ สบายใจ
“ก็เพราะเป็นคนในวังจึงยิ่งไม่อาจปล่อยไปได้ง่ายๆ พวกเขาไม่ ได้ทำ ให้ข้าผิดหวัง แต่ทำ ให้ไทเฮาผิดหวัง”
เสียงจิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ยขึ้นอย่างเนิบช้าภายในห้อง
“ทำ ให้ไทเฮาเหนียงผิดหวัง จะปล่อยไปได้ง่ายๆ ได้อย่างไร”
นายทหารกู้มองเด็กหนุ่มตรงหน้า
“นั่นก็หมายความว่า ครานี้ฝ่าบาทโดนคนลอบวางยาทำ ร้าย แต่มิใช่เพื่อลบคำ ครหาให้แก่ไทเฮาและฮ่องเต้” เขาเอ่ย
ไม่ใช่เพราะผู้คนยื่นมติไม่ไว้วางใจเขาว่าคิดทรยศ ไม่ใช่เขา จงรักภักดีกตัญญูกตเวทีใช้หลักฐานมายืนยันความบริสุทธิ์ แต่เป็น เพราะเขาโดนคนทำ ร้าย
ตีคนพวกนี้ตายแล้วส่งกลับไป เช่นนี้ก็เท่ากับว่าบ่งบอกอย่าง ชัดเจนว่าเรื่องนี้มีที่มาที่ไปเช่นไร ย่อมต้องเกิดโกลาหลไปทั่วแน่
สำ หรับราชสำ นักที่เกิดเรื่องมากมายในปีนี้ ยามนี้เรื่องนี้ไม่ใช่ เรื่องที่ดีสักเท่าไหร่
ภายในห้องหนังสือเงียบสงัด ภายในเรือนด้านนอกไร้เสียง เคลื่อนไหวใด
จิ้นอันจวิ้นอ๋องหัวเราะออกมา
“ค่อยๆ ตี ยามส่งเข้าวังไปให้เหลือลมหายใจสุดท้ายเอาไว้ ให้ พวกเขาไปขอโทษไทเฮา” เขาเอ่ย
นายทหารกู้กับขันทีจิ่งหวาดหวั่นขึ้นมาอีกครั้ง
“นี่ข้าทำ เพื่อชื่อเสียงของไทเฮาและฮ่องเต้” จิ้นอันจวิ้นอ๋อง บอก “ตอนนั้นข้าฆ่าตัวตายเพื่อชื่อเสียง ทำ ให้ไทเฮาเสียใจเจ็บปวด เช่นนี้ แถมยังโดนสั่งสอนอีกชุดใหญ่ สุดท้ายไม่ทันไรก็สร้างเรื่องจะ เป็นจะตายขึ้นมาอีก ข้ากระทำ เรื่องน่าละอายถึงเพียงนี้ มิเท่ากับตบ หน้าไทเฮาหรือ ประเดี๋ยวก็จะมีคนหาว่าไทเฮาให้ท้ายข้าจนเกินไป อีก ข้าถึงได้ก่อเรื่องวุ่นวายเช่นนี้”
เขาพูดถึงเพียงเท่านั้นก็หัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง แต่ครานี้แม้จะมี รอยยิ้มประดับบนใบหน้า ทว่าดวงตากลับเย็นยะเยือก
“ข้าถูกคนครหาว่าก่อเรื่องก่อราวนั้นไม่เป็นไร แต่อย่าได้ทำ ให้ ไทเฮาเสียงชื่อว่าให้ท้ายข้า”
นายทหารกู้แย้มยิ้ม
“เช่นนี้พอถึงเวลานั้น ฝ่าบาทจะไม่ถูกตราหน้าว่าเป็นคนก่อ เรื่องเอาหรือ” เขาเอ่ย
จู่ๆ ก็โบยคนรับใช้สิบกว่าคนจนตาย อีกทั้งยังมีบางส่วนที่ต้อง ส่งไปในวัง เกรงว่าชื่อเสียงโหดเหี้ยมทารุณได้แพร่กำ จายไปทั่วใน พริบตาแน่
“คนข้างนอก ไม่เชื่อกันหรอกว่าฝ่าบาทจะโดนพิษจริวหรือไม่ พวกเขาเชื่อว่าฝ่าบาทระบายโทสะเสียมากกว่า” เขาเอ่ยต่อ
จิ้นอันจวิ้นอ๋องกลับหัวเราะขึ้นยกใหญ่
“คนข้างนอกเกี่ยวอะไรกันกับข้าเล่า” เขาเอ่ย “ตอนข้าโดน วางยาพิษ พวกเขาเจ็บปวดแทนข้าได้หรือ ข้าหายดีแล้ว พวกเขา กลับมาชี้มือชี้ไม้วิพากษ์วิจารณ์แทนข้า”
นายทหารกู้พยักหน้า
“นั่นก็จริง ฝ่าบาทลำ บากมาแล้ว ก็ควรเรียกอะไรคืนมาบ้าง” เขาเอ่ย พูดพลางลุกขึ้นยืน “เช่นนั้นเรื่องนี้ก็ตกลงตามนี้ ข้าจะไป จัดการเลย”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องพยักหน้า
“ยังมีอีกเรื่อง ฮูหยินให้หมอหลวงหลี่ย้ายมาเรือนที่ใกล้กับที่นี่ แล้ว” นายทหารกู้นึกบางอย่างขึ้นมาได้จึงเอ่ยขึ้น
จิ้นอันจวิ้นอ๋องขมวดคิ้ว
“ข้าหายดีแล้ว เขายังจะมาทำ อะไรอีก” เขาเอ่ย
อีกอย่างก็มีนางอยู่…
ขันทีจิ่งที่อยู่ด้านหลังใจเต้น ความจริงแล้วต้องการจะพูดเรื่อง นี้กระมัง มีฮูหยินอยู่ พวกเราก็ไม่ต้องมาเกะกะสายตา
“ฮูหยินรับสั่งย่อมมีเหตุผลอยู่แล้ว” ขุนนางก็ยิ้มเอ่ย “ยามนี้ฝ่า บาทสำ คัญที่สุด ทุกอย่างต้องระมัดระวัง”
การจัดการของนางเขาย่อมไม่คัดค้านอยู่แล้ว จิ้นอันจวิ้นอ๋อง ไม่ได้เอ่ยคำ ใด
“ฝ่าบาทยุ่งมาทั้งวัน รีบพักผ่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ” นายทหารกู้เอ่ย พลางมองขันทีจิ่งแวบหนึ่ง “ขันทีจิ่งไปเถิด”
ขันทีจิ่งนิ่งอึ้ง
“บ่าวยังต้องรับใช้ฝ่าบาทต่อ” เขาเอ่ย
“มีฮูหยินอยู่ เจ้าไม่ต้องรับใช้หรอก เจ้าฝีมือดี บรรดาเด็กๆ พวกนั้นไม่ได้ลงมือนานแล้ว ข้ากลัวว่าพวกเขาจะลงมือโดยไม่รู้หนัก เบา โบยคนจนตาย เจ้าไปชี้แนะสั่งการพวกเขาดีกว่า” นายทหารกู้ เอ่ย
ขันทีจิ่งสีหน้าไม่พอใจ แต่เห็นจิ้นอันจวิ้นอ๋องไม่ได้เอ่ยปากรั้ง ตนไว้ จึงจำ ต้องขานรับอย่างไม่เต็มใจ
“…เรื่องพวกนี้บ่าวไม่อยากทำ เพิ่งจะไว้เล็บให้ดี…”
“…ไม่ได้ให้เจ้าลงมือเสียหน่อย เจ้าไปดูก็พอ…”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องได้ยินเสียงพูดคุยกันเบาๆ ห่างออกไป เขาก็ลุก ขึ้นภายในห้องหนังสือ แล้วมองไปรอบกาย
นางอ่านหนังสืออะไรกันนะ
กระดาษที่ฝึกอักษรก็มากมายเพียงนี้
มองโน่นมองนี่ในห้องหนังสืออยู่ครู่หนึ่ง จิ้นอันจวิ้นอ๋องจึงเดิน ออกมา บรรดาสาวใช้ที่ยืนอยู่บนระเบียงรีบถวายบังคม
จิ้นอันจวิ้นอ๋องกลับหยุดฝีเท้าลงอีกครั้ง สายตาตกลงที่ห้อง หลัก
แสงไฟสาดส่อง ประตูหน้าต่างล้วนเปิดอ้าไว้ ผ้าม่านผืนบาง ปิดลงภายใต้แสงไฟเผยให้เห็นรูปภาพดอกโบตั๋น เงาร่างของสตรี ภายในห้องเดินไปมา
“ฝ่าบาท”
มีสาวใช้ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจึงเลิกม่านขึ้นเดินออกมา จากภายในห้อง ถวายบังคมให้เขา
เป็นซู่ซิน
“ท่านเสร็จงานแล้วหรือ” นางเอ่ย “ฮูหยินให้ทำ อาหารมื้อดึกไว้ ให้เพคะ”
นางให้ทำ มื้อดึกเป็นพิเศษ เป็นการห่วงใยต่อเขา
จิ้นอันจวิ้นอ๋องขานรับแล้วสาวเท้าไปหา
สาวใช้สองนางเลิกม่านขึ้น จิ้นอันจวิ้นอ๋องเดินเข้าไปในห้อง สายตากวาดมองด้วยความระมัดระวัง แต่ไม่เห็นเฉิงเจียวเหนียง
“ฮูหยินไปพูดคุยกับหมอหลวงหลี่เพคะ” ซู่ซินรีบบอกพลาง คำ นับให้ “ฝ่าบาทมานั่งตรงนี้เพคะ”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องแอบถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วนั่งข้าง หน้าต่างด้วยความผ่อนคลาย ฟังซู่ซินสั่งคนให้ยกอาหารเข้ามา
“ยังไม่กินตอนนี้” เขาบอก “ดื่มชาสักคำ ก่อน”
ซู่ซินขานรับ สาวใช้ของจิ้นอันจวิ้นอ๋องรีบไปรินให้
จิ้นอันจวิ้นอ๋องยกชาขึ้น พลางพินิจภายในห้องคล้ายตั้งใจ คล้ายไม่ได้ตั้งใจ
นี่เป็นห้องหอของเขาหรือนี่
ห้องหอแห่งนี้เขาไม่ได้ตกแต่งด้วยตัวเอง สถานที่ที่เลือกก็ตั้ง อยู่ห่างไกลจากในตำ หนัก
เขาเคยคิดเรื่องแต่งงาน แต่ไม่ทันได้คิดอย่างละเอียดถี่ถ้วนว่า จะแต่งอย่างไร นั่นเป็นเรื่องสำ คัญที่สุดสำ หรับเขา แม้ว่านางจะไม่ ได้ถือสาอะไรมาก แต่ก็ต้องจัดให้คึกครื้นครบพิธี
แต่ไม่นึกเลยว่า จะจับพลัดจับผลูแต่งงานกันเช่นนี้แล้ว เขา
อ่อนแอรอความตาย เรือนนางเพิ่งจะมีคนตาย จิ้นอันจวิ้นอ๋องพรูลม ดื่มชาในมือจนหมด …
“ฮูหยินจะบอกว่าฝ่าบาทยังไม่หายดีหรือขอรับ” หมอหลวงหลี่เอ่ยด้วยสีหน้าตึงเครียด “แต่ข้าจับชีพจรดูแล้วก็หายแล้วนี่ขอรับ…” พูดถึงตรงนี้เขาก็ทดท้อ
เขาเห็นว่าชีพจรปกติดีแล้วมีประโยชน์อะไรล่ะ ตอนแรกเขา เป็นคนที่เห็นว่าชีพจรย่ำ แย่ แต่หญิงผู้นี้ก็รักษาได้อย่างสบายไม่ใช่ หรือ
“อันที่จริง ข้ารักษาไม่เป็น” เฉิงเจียวเหนียงบอก หมอหลวงหลี่ยิ้มขื่น “ฮูหยิน คำ พูดของท่านช่างถ่อมตัวเสียจริง” เขาเอ่ย
“ข้าไม่ได้ถ่อมตัว ข้าทำ อะไรได้ก็ทำ อันนั้น ทำ ไม่เป็นก็คือไม่ เป็น ไม่มีเรื่องหน้าอายที่ต้องปกปิดหรอก” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย “พวก เราตระกูลเฉิง…”
เสียงของนางพลันหยุดลง
หมอหลวงหลี่เงยหน้ามองนางอย่างอดไม่ได้
“…อาจารย์ข้าสอนแต่วิชาเหมยซาน” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ยต่อ “ไม่ใช่วิชาแพทย์”
วิชาเหมยซาน! เขาเหมยถ้ำ เถื่อน! นั่นเป็นที่อยู่ของตระกูล แม่มด!
หมอหลวงหลี่ตกใจยกใหญ่ จู่ๆ ก็ขนพองสยองเกล้าขึ้นมา
แม่มดเป็นเรื่องต้องห้ามอย่างยิ่ง โดยเฉพาะยามนี้ที่เฉิงเจียว เหนียงกลายเป็นคนในราชวงศ์ไปแล้ว
“ทุกสำ นักมีกฎระเบียบของตัวเอง ขจัดทุกข์ภัยก็คือวิธีที่เหมาะ สม” หมอหลวงหลี่รีบเอ่ยขึ้น เขาไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้
เฉิงเจียวเหนียงมองเขาพลางยิ้ม
“พิษของฝ่าบาทข้าถอนแล้ว แต่ร่างกายของเขาเสียหายหนัก เกินไป”
ในเมื่อหมอหลวงหลี่เข้าใจ นางก็ไม่พูดอะไรอีก “ต่อไปต้องบำ รุงดูแลให้ดี หมอหลวงหลี่คงต้องตั้งอกตั้งใจ
อย่าเป็นเพราะข้าอยู่ด้วย ท่านก็ไม่สนใจแล้ว” หมอหลวงหลี่ยิ้ม “ไม่ขอรับ ไม่มีทาง” เขารีบบอก
“หมอหลวงหลี่ ฝีมือการแพทย์ของท่านเก่งกาจกว่าข้า” เฉิง เจียวเหนียงบอก
หมอหลวงหลี่รู้สึกหูร้อนผ่าว ยิ้มหน้าบาน “ไม่เลยขอรับ ไม่บังอาจ ไม่บังอาจ” เขาเอ่ยติดกัน “อย่าถ่อมตัวไปเลย ข้าหมายถึงฝีมือการแพทย์เท่านั้น ไม่ได้
หมายถึงอย่างอื่น” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย รอยยิ้มหมอหลวงหลี่พลันแข็งค้าง หญิงนางนี้! เขาส่ายหน้าแย้มยิ้มอีกครั้ง
เฉิงเจียวเหนียงมองปั้นฉินที่อยู่ด้านข้าง ปั้นฉินรีบส่งกล่องใน มือไปให้
“นี่คืออะไรรึ” หมอหลวงหลี่ถาม
“นี่เป็นกลิ่นหอมที่ท่านเคยถาม” เฉิงเจียวเหนียงบอก
หมอหลวงหลี่นิ่งอึ้ง กระจ่างแจ้งทันใด เขาหน้าเหยเกทันที
ตอนนั้นหลังจากคืนเข้าหอ เห็นจิ้นอันจวิ้นอ๋องที่โดนรังแกจน หมดสภาพ พวกเขาย่อมตรวจสอบในห้องให้ดีอยู่แล้ว และพบว่ามี กลิ่นหอมบนเตียงที่ไม่เคยมีมาก่อน ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นกลิ่นของยา สมุนไพรด้วย
“แต่ว่า ฝ่าบาทสามารถใช้ได้คนเดียวเท่านั้น คนอื่นใช้ไม่ได้” เฉิงเจียวเหนียงบอก “ท่านเก็บไว้เถิด บางทีอาจได้ใช้”
หมอหลวงหลี่สีหน้าตกใจ
“พิษของฝ่าบาทเกี่ยวข้องกับกลิ่นหอมนี้จริงๆ หรือ” เขาถาม
“เป็นกลิ่นที่ไม่อาจขาดได้” เฉิงเจียวเหนียงบอก
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง หมอหลวงหลี่รีบรับมาอย่างระวังด้วย สีหน้ากระจ่างแจ้ง
“หมู่นี้ต้องระมัดระวังภายในเรือนหน่อย แม้จะกำ จัดคนที่ไร้กฎ ไร้เกณฑ์ไปกลุ่มหนึ่งแล้ว ใครจะรู้ว่ายังหลบซ่อนไว้เท่าใด” เขาเอ่ย “เรื่องนี้มีคนเสียเปรียบอยู่เบื้องหลัง ย่อมไม่มีทางลดละง่ายๆ เป็น แน่”
เฉิงเจียวเหนียงยิ้มบาง
“เสียเปรียบอยู่เบื้องหลังอย่างนั้นรึ” นางเอ่ย “เช่นนี้มีเรียกว่า เสียเปรียบอยู่เบื้องหลังหรอก