พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 607 ครุ่นคิดยามราตรี
“ฮูหยินกลับมาแล้ว” เสียงคำ นับโดยพร้อมเพรียงของบรรดาสาวใช้ดังขึ้นด้านนอก จิ้นอันจวิ้นอ๋องรีบนั่งตัวตรง พอได้ยินเสียงฝีเท้าจากด้านนอก
เขาก็รีบกลับไปนั่งพิงโต๊ะ จดจ่ออยู่ที่ถ้วยน้ำ ชาในมือ “…จะรับมื้อดึกตอนนี้หรือไม่เจ้าคะ”
เสียงซู่ซินเอ่ยถาม “ฝ่าบาทเสวยหรือยัง” เสียงเฉิงเจียวเหนียงดังขึ้นภายในห้อง จิ้นอันจวิ้นอ๋องเงยหน้าขึ้น
เมื่อเห็นหญิงสาวที่ยืนอยู่กลางห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดคลุม กระโปรงที่ใส่ในบ้านแล้ว แม้เสื้อคลุมจะยังเป็นสีครามเข้ม แต่ กระโปรงนั้นเป็นสีกุหลาบม่วง ดังนั้นสีจึงสว่างงดงามกว่าที่เคยเห็น เมื่อก่อน
อย่างไรเสียก็เพิ่งจะแต่งงาน
นางให้ความสำ คัญกับการแต่งงานใหม่กระมัง จึงได้พิถีพิถัน เรื่องเสื้อผ้า
จิ้นอันจวิ้นอ๋องแย้มยิ้ม
“ยัง ข้าขอพักก่อนสักครู่” เขาบอก
เฉิงเจียวเหนียงพยักหน้า
“เหตุใดจึงยังไม่เปลี่ยนชุดเล่า” นางถามอีก
“เหนื่อยแล้ว พักเสียหน่อยก่อน” จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ยอย่างผ่อน คลายพลางลุกขึ้น
บรรดาสาวใช้รีบตามเข้าไปในห้องน้ำ อาบน้ำ พอเป็นพิธีเพียง ครู่ สาวใช้ก็นำ เสื้อผ้าสะอาดมา
“ข้าวของของข้าย้ายมาที่นี่หมดเลยหรือ” จิ้นอันจวิ้นอ๋องถาม
“แค่พวกเสื้อผ้าเท่านั้นเพคะ” สาวใช้ตอบ
จิ้นอันจวิ้นอ๋องไม่ถามมากความ เขาเดินออกมา ส่วนเฉิงเจียว เหนียงสวมเพียงชุดตัวในสีครามหิมะนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องนอน
เห็นจิ้นอันจวิ้นอ๋องเดินมา ปั้นฉินก็รีบยกน้ำ แกงมาให้
“หมอหลวงหลี่ว่าอย่างไรบ้างหรือ” จิ้นอันจวิ้นอ๋องรับมาพลาง ถือโอกาสนั่งลงไป คล้ายว่าถามไปเรื่อยเปื่อยเพียงเท่านั้น
“อ่านใบสั่งยาของท่านดูสักหน่อย” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย
จิ้นอันจวิ้นอ๋องขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ยังต้องกินยารึ” เขาเอ่ย
เฉิงเจียวเหนียงวางหนังสือลงแล้วมองเขาพลางยิ้ม
“กลัวการกินยาหรือ” นางถาม
จิ้นอันจวิ้นอ๋องหัวเราะ ยกน้ำ แกงดื่มไปหลายอึกโดยไม่ต้องใช้ ช้อนพลางมองนาง
“ของเจ้าเล่า” เขาถาม
“ข้าไม่ต้องกินยา” เฉิงเจียวเหนียงมองเขาพลางเม้มปากยิ้ม เอ่ย
นางกำ ลังหยอกเขาเล่นอยู่รึ
ไม่รู้มาก่อนเลยว่านางเย้าคนเล่นก็เป็นกับเขาด้วย
ยิ่งอยู่ด้วยกันมากเข้าก็ยิ่งได้เห็นด้านที่นางไม่ให้ใครรู้จริงๆ
“ยานี้รสชาติดีนัก” จิ้นอันจวิ้นอ๋องยิ้มบอก พลางเงยหน้าดื่มน้ำ
แกงจนหมด สาวใช้ถือชามาแล้วคุกเข่าลง จิ้นอันจวิ้นอ๋องล้างปาก “ดึกแล้ว เหนื่อยมาทั้งวัน รีบพักผ่อนเถิด” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย จิ้นอันจวิ้นอ๋องกลืนน้ำ ชาที่อมอยู่ในปากลงไป บรรดาสาวใช้ภายในห้องรีบถวายบังคมลา ซู่ซินลังเลอยู่ครู่
หนึ่ง
“ไม่ต้องอยู่เวรยามกลางคืนแล้ว” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย “พวก เจ้ากลับไปพักกันเถิด”
ซู่ซินกับปั้นฉินสบตากัน ขานรับแล้วออกไป ไฟด้านนอกค่อยๆ ดับลง “อยู่ที่เรือนเจ้าก็ไม่ชอบให้มีคนอยู่เฝ้าเวรยามเหมือนกันหรือ”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องถามขึ้นตามแต่ใจนึก “เพคะ” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย “ข้าก็เหมือนกัน” จิ้นอันจวิ้นอ๋องยิ้มเอ่ย เสียงพูดคุยหยุดลง บรรยากาศภายในห้องชะงักไป
“คืนนี้ ยังจะทำ หรือไม่” จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ยถาม
“ไม่ต้องแล้ว” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย ลุกขึ้นเดินไปข้างเตียง ยื่น มือไปเลิกม่านขึ้น
ในฤดูร้อนเสื้อผ้าชั้นในจะบางเบา ในอาภรณ์สีครามหิมะภาย ใต้แสงไฟเผยให้เห็นผิวขาวราวหิมะเลือนราง เปล่งประกายเกลี้ยง เกลานุ่มนวล
จิ้นอันจวิ้นอ๋องรีบเบนสายตาหนี
“เช่นนั้นก็ดียิ่ง” เขาส่งเสียงพ่นลมหายออกมา พลางลุกขึ้น ขยับแขนไปมา แสร้งทำ เป็นผ่อนคลาย “ในที่สุดก็ไม่ต้องเจ็บแล้ว จะ ได้นอนหลับสบายเสียที”
เฉิงเจียวเหนียงหันหน้ามามองแวบหนึ่ง
“นั่นมันก็ไม่แน่” นางเอ่ย
ไฟภายในห้องถูกเป่าดับไปแล้ว จิ้นอันจวิ้นอ๋องพยายามลืมตา โตมองม่านมุ้ง คนข้างกายหันหน้าไปอีกด้าน เพิ่งจะขึ้นเตียงเอนกาย ลง ผิวก็สัมผัสโดนกันอย่างเลี่ยงไม่ได้
ในใจเขาขัดเคืองอยู่เล็กน้อย เมื่อครู่ที่สัมผัสกัน เขาหลบไป ด้านในโดยสัญชาตญาณ เฉิงเจียวเหนียงจึงได้เบี่ยงกายหลบ
“ข้าไม่ค่อยชินเลย” จู่ๆ เขาก็โพล่งขึ้น
คนด้านข้างส่งเสียงอืมออกมา
ประโยคนี้เอ่ยออกมา จิ้นอันจวิ้นอ๋องก็เสียใจภายหลังขึ้นมา แล้ว
หรือว่านางจะชินแล้ว นางเป็นสาวเป็นนางนี่นา
“ข้าหมายถึงว่า ไม่นึกเลยว่าเราจะได้แต่งงานกัน” เขาหยุดเว้น แล้วเอ่ยต่อว่า “เหมือนกับฝันแหน่ะ”
“เดิมทีก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรอยู่แล้ว” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย “ก็ เป็นแบบนี้”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องแย้มยิ้ม ยกมือไปรองท้ายทอย ให้ร่างกายที่ ค่อนข้างแข็งทื่อได้ผ่อนคลายลงเล็กน้อย
“แต่ว่า เดิมทีควรจะเป็นเรื่องที่ดีมากแท้ๆ” เขาเอ่ย
แต่การแต่งงานของพวกเขากลับเกินขึ้นตอนที่ตนถูกลอบวาง พิษรอความตาย ท่านชายเฉิงสี่โดนคนฆ่าตายที่หอนางโลม เห็นอยู่
ชัดๆ ว่าเรื่องนี้มีคนบงการอยู่ สุดท้ายก็ยังไม่ได้สะสางปล่อยเลยตาม เลย…
อีกทั้งยังเป็นไทเฮาที่ออกราชโองการบีบคั้น และแต่งงานเพื่อ แก้ชงอีกต่างหาก
นี่ไม่ใช่การแต่งงานอย่างที่เขาคิดไว้ ไม่ใช่วิธีการแต่งงานที่เขา คิดเลย
จิ้นอันจวิ้นอ๋องพรูลมออกมา
“อันที่จริงเจ้าไม่ตกลงก็ได้” เขาเอ่ย “ข้า ไม่นึกว่าเจ้าจะตกลง”
ยามฤดูร้อนผ้าม่านที่ใช้เนื้อบาง หลังจากปรับสายตาได้แล้ว ความมืดมิดก็หายไป
เขามองผ้าม่าน ลมหายใจอวลไปด้วยกลิ่นสะอาดอันคุ้นเคย เฉิงเจียวเหนียงที่อยู่ตรงหน้าแจ่มชัดขึ้น
“ไม่มีใครหรืออะไรสามารถทำ ให้ข้าไม่ตกลงเจ้าค่ะ” นางเอ่ย เสียงเรียบ
หากนางไม่ตกลง สุดท้ายต่อให้เป็นไทเฮาก็บีบคั้นนางไม่ได้ หรอกกระมัง
เช่นนั้นภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เหตุใดนางจึงยอมตกลงเล่า จิ้นอันจวิ้นอ๋องรู้สึกใจเต้นแรง เขาสูดหายใจลึกอย่างอดไม่ได้
ชักมือกลับจากท้ายทอย วางลงบนตัวด้วยความระมัดระวัง “บอกไปตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือ” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย บางทีอาจเพราะนอนหันหลังให้เขา เสียงที่ส่งมาจึงอู้อี้แผ่วเบา ใช่ พวกเขาพูดเรื่องการแต่งงานกันตั้งนานแล้ว เขาถามนาง
แล้ว และนางก็ตกลงแล้ว แต่ตอนนั้น ไม่เหมือนกับตอนนี้นี่นา ตอนนั้นไม่ได้นึกว่าเขาจะ
ทำ ให้นางลำ บากไปด้วย ไม่ได้นึกว่าท่านชายเฉิงสี่จะตายเพราะเรื่อง นี้…
“ในเมื่อตกลงกันเรียบร้อยแล้ว เหตุใดจะกลับคำ เล่า” เสียงอ่อนนุ่มเอ่ยขึ้นต่อเนื่อง นางตอบตกลงแล้วจะไม่มีทางเปลี่ยนใจ ไม่ว่าเรื่องใด เอ่ยไป
แล้วต้องทำ ควรจะเป็นหลักเหตุผลเช่นนี้ เขาก็เข้าใจดี แต่ว่า…
จิ้นอันจวิ้นอ๋องยกมือไปหนุนศีรษะอีกหน รู้สึกว่าในม่านมุ้งนี้ น่าอึดอัด เขาพลิกตัวไปมาอย่างอดไม่ได้ ต่อให้เตียงใหญ่กว่านี้ก็ เป็นแค่เตียง ทั้งสองคนหลับไปก็ไม่อาจแยกแยะผิดถูกชั่วดีให้ชัดเจน ได้ การกระทำ นี้ทำ ให้เขาสัมผัสโดนร่างกายของเฉิงเจียวเหนียงเข้า
ในฤดูร้อน บั้นเอวผูกเพียงผ้าผืนบางๆ เส้นหนึ่ง ร่างอรชรที่ ตะแคงตัวนอนก็เข้ามาในอ้อมอกของเขา
จิ้นอันจวิ้นอ๋องตกใจจนรีบขยับไปด้านหลัง ชนเข้ากับแผ่นปู เตียงเข้า เกิดเป็นเสียงตึงตัง
“เกิดอะไรขึ้นรึ” เฉิงเจียวเหนียงถาม เท้าแขนจะลุกขึ้น
“เปล่า เปล่า” จิ้นอันจวิ้นอ๋องรู้สึกหน้าร้อนผ่าว สมองร้อนวาบ พลางรีบนอนให้ดีๆ “ดึกแล้ว รีบนอนเถอะ”
เฉิงเจียวเหนียงจึงไม่ถามอีก นอนกลับไปไม่ขยับ
เขากำ ลังพูดจาและพร่ำ เพ้ออยู่แท้ๆ…นางคงจะหลับไปแล้ว สินะ
จิ้นอันจวิ้นอ๋องพลิกตัวหันหน้าไปด้านใน หลับตาลงนิ่งไม่ขยับ ไหว ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ร่างกายเขาแข็งทื่อจนทนไหว จึงขยับ
กายเอนนอนจัดท่าใหม่
เฉิงเจียวเหนียงที่อยู่ข้างๆ ลมหายใจสม่ำ เสมอ เห็นได้ชัดว่า หลับไปแล้ว
นางกลับไม่มีความรู้สึกอึดอัดเลยสักนิด…
ส่วนเขาเองสองครั้งนี้ล้วนสะลึมสะลือไม่ได้สติ แต่นางสติแจ่ม ชัด ดังนั้นจึงชินไปแล้วกระมัง
นี่มีอะไรให้ไม่คุ้นชินกัน ตอนแรกก็เป็นเขาที่รบเร้าจะมาเอา
จิ้นอันจวิ้นอ๋องพลิกตัวกลับ มองเฉิงเจียวเหนียงที่อยู่ด้านข้าง นอนตะแคงหลับใหล ผมยาวสยายของนางกับสีของยามราตรีอันมืด มิดกลืนเข้าด้วยกัน
อันที่จริงเรืองในวันนั้นเขาก็จำ ไม่ค่อยได้แล้ว จำ ได้แค่ว่าคำ นับ ฟ้าดิน คล้องแขนดื่มสุรากัน ต่อมาก็เลือนรางแล้ว ทั้งรู้สึกเหมือน หลับไปนานมากแต่ก็ราวกับผ่านไปเพียงพริบตาเดียว ตื่นขึ้นมาอีก ครั้งยังคงรู้สึกไม่แจ่มชัด หากนายทหารกู้ที่อยู่ข้างกายไม่ได้ด่าอาจิ่ง กับหมอหลวงหลี่อยู่ เขาก็ยังคิดว่าตัวเองแค่ฝันไปเท่านั้น
กลายเป็นว่าขาก็แต่งงานกับนางแล้วจริงๆ วันนี้เป็นวันที่พวก เขาแต่งงานกัน
คืนเข้าหอหลังแต่งงานคืนแรก ให้นางเฝ้าห้องหอเพียงคนเดียว ได้อย่างไรกัน
เขารีบบอกว่าตนทรมาน ใกล้จะตายแล้ว หมอหลวงหลี่กับอา จิ่งยืนยันว่าจะส่งเขามาที่นี่ให้ได้ สุดท้ายแม้แต่นายทหารกู้ยังกลัวจึง ยอมให้มา
จากนั้น เขาก็ไม่รู้เรื่องอะไรอีกแล้ว จำ ได้แค่ว่าทั่วทั้งร่างเจ็บ ปวดไปหมด เจ็บจนเขาแทบอยากจะตะโกนร้องอย่างทนไม่ไหว อันที่ จริงเขาเป็นคนอดทนต่อความเจ็บได้ดีทีเดียว ครานี้มันเกินจะทน จริงๆ แต่ต่อมาในปากก็มีผ้าหรืออะไรสักอย่างยัดไว้ จากนั้นเขาก็ หมดสติไปอีกครั้ง…
ยัดผ้าผืนหนึ่ง…
จิ้นอันจวิ้นอ๋องมองสตรีข้างกาย หลุดยิ้มออกมา
นางคิดได้อย่างไรกัน
ยิ้มไปยิ้มมาสีหน้าจิ้นอันจวิ้นอ๋องก็เคร่งขรึมขึ้น
ไม่มีใครหรือสิ่งใดทำ ให้ข้าไม่สะดวกได้
เล่นงานนาง ทำ ร้ายครอบครัวนาง บีบคั้นสมรสพระราชทาน ให้แต่งงานแก้ชง ไม่สิ ความจริงแล้วไม่ใช่แก้ชง แต่เป็นการวางแผน ให้นางไปตายต่างหาก แล้วอย่างไรเล่า นางก็ยังแต่งเข้ามาอยู่ดี แต่งงานเข้ามาตามแผนการของพวกเขา แต่กลับไม่ยอมให้อีกฝ่าย สมปรารถนา
เช่นนี้ก็เรียกว่าได้ว่าไม่มีใครหรือสิ่งใดทำ ให้นางไม่สะดวก เหมือนกันสินะ
นางย่อมปฏิเสธราชโองการของไทเฮาและปฏิเสธการแต่งงาน ได้อยู่แล้ว แต่ผลคงออกมาเช่นเดียวกับวันนี้ คนที่วางแผนเล่นงาน นางไม่มีทางสมปรารถนา แล้วเขาย่อมได้รับการรักษาจากนางจน หายดี
แบบนี้แล้ว ย่อมดีกับเขากว่ามิใช่หรือ
บางทีแบบนั้น พวกเขาก็อาจจะไม่แต่งงานกันเลยก็ได้…
ความคิดแวบเข้ามา จิ้นอันจวิ้นอ๋องรีบสะบัดความคิดนั้นทิ้งไป เขายื่นมือไปลูบผมยาวอ่อนนุ่มของนางอย่างห้ามไม่อยู่
อย่าทำ ให้นางตื่น…
จิ้นอันจวิ้นอ๋องชักมือกลับทันที
ลูบผมคงไม่รู้สึกอะไรหรอกกระมัง ผมของนางยาวมาก สยาย อยู่ตรงนี้นางคงไม่รู้สึก
มือของเขาก็ยื่นออกไปใหม่ นอนหงายไม่สบายตัว เขาจึงพลิก ตัวนอนตะแคงเบาๆ หันหน้าออกด้านนอก
หมอนชิดกันมาก นอนท่านี้ใกล้นางยิ่งนัก ยิ่งได้กลิ่นหอมในลม หายใจชัดเจนมากขึ้น
จู่ๆ จิ้นอันจวิ้นอ๋อก็ขยับ มือหนึ่งยัดไปใต้หมอน อีกมือลูบ ผมนางราวกับไม่รู้เนื้อรู้ตัว ความคิดในใจวุ่นวายยุ่งเหยิง เดี๋ยวก็คิด ว่าพรุ่งนี้จะทำ อะไรดี เดี๋ยวก็คิดว่านางจะคุ้นชินที่ต้องนอนในห้องนี้ หรือยัง เดี๋ยวก็คิดว่าหาเรือนใหม่แล้วย้ายไปอยู่ดีกว่า แต่คิดไปคิด มาก็เดี๋ยววุ่นวายลำ บากนางอีก…
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด เปลือกตาบนกับหนังตาล่างก็ค่อยๆ บรรจบกัน ศีรษะแนบอยู่ตรงท้ายทอยเฉิงเจียวเหนียง
ฟากฟ้าค่อยๆ สว่างขึ้น เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนนอนหลับสนิทที่สุด
ภายในเรือนนอนของหมอหลวงหลี่มีเงาคนค่อยๆ เดินเข้ามา เสียงร้องของแมลงฤดูร้อนภายในเรือนพลันหายไป หลังจากนั้นไม่ นานก็ร้องกันขึ้นมาใหม่ เหมือนดังที่แล้วมา