พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 608 แย่แล้ว
เสียงเจื้อยแจ้วลอยมาข้างหู ทว่าทันใดนั้นเสียงก็หยุดลง
จิ้นอันจวิ้นอ๋องขยับศีรษะเล็กน้อย จมดิ่งสู่ห้วงนิทราต่อ
มีคนลูบมือเขาเบาๆ ในขณะเดียวกันบางอย่างหลุบออกไปจาก ฝ่ามือ อะไรถูกโดนดึงออกไป
จิ้นอันจวิ้นอ๋องลืมตาโพลง สอดประสานกับดวงตาของเฉิง เจียวเหนียง
ภายใต้แสงตะวันยามเช้าตรู่ ดวงตาสองข้างทั้งดำ ขลับทั้งเป็น ประกาย มองเขาจ้องมองอยู่อย่างนั้น
จิ้นอันจวิ้นอ๋องรีบลุกขึ้น
เฉิงเจียวเหนียงกลับยื่นมือไปกดบ่าเขาไว้ มือหนึ่งดึงผมออก จากฝ่ามือเขาที่อยู่ใต้ร่าง
“ยังเช้าอยู่เลย ท่านหลับต่ออีกหน่อยเถิด” นางบอกพลางแย้ม ยิ้มบาง ดวงตากวาดมองดวงหน้าเขา “เจ็บปวดแล้วหลับสนิทกว่า กระมัง”
ดวงตาสีนิลส่องประกายระยับ
นางหยอกเขาอีกแล้ว!
จิ้นอันจวิ้นอ๋องใบหูร้อนฉ่า รีบกางแขนออกทิ้งตัวลงนอน
“นอนคนเดียวต่างหากจึงหลับสนิทได้” เขาบอก “อย่าเสียงดัง ล่ะ”
เฉิงเจียวเหนียงแย้มยิ้มบาง ไม่ได้พูดอะไรอีก นางลุกลงจาก เตียง ปล่อยม่านมุ้งลง
ด้านนอกมีเสียงพูดคุยเบาๆ ของสาวใช้ จิ้นอันจวิ้นอ๋องเงี่ยหู แอบฟัง ราวกับว่ามองเห็นนางเข้าห้องน้ำ ไป อาบน้ำ อย่างง่ายๆ เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินออกมา ด้านนอกมีสาวใช้หยิบธนูยาวลงจาก ผนังของห้องฝั่งตรงข้าม หลังจากเสียงฝีเท้าแผ่วเบานั้น ทุกอย่างก็ กลับสู่ความเงียบอีกครั้ง
จิ้นอันจวิ้นอ๋องพลิกตัวหมอบฟุบกับเตียง จมดิ่งสู่นิทราไปโดย ไม่รู้ตัว
ยามตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ฟ้าก็สว่างโร่แล้ว ได้ยินเสียงเคลื่อนไหว เลิกม่านขึ้น เป็นขันทีจิ่ง
“ฮูหยินบอกว่าฝ่าบาทเหนื่อย จึงนอนต่ออีกหน่อย” เขายิ้ม ตาหยีเอ่ยขึ้น สายตามองไปมาอยู่บนร่างเขา
แววตานั้นแฝงไว้ด้วยความสงสารระคนปลื้มใจ เอาเป็นว่า แปลกพิลึกจนมองแล้วอึดอัด
จิ้นอันจวิ้นอ๋องมือหนึ่งยันตัวลงจากเตียง
“ไอ้หยา ท่านช้าๆ หน่อย”
พร้อมกับเสียงร้องของขันทีจิ่งนั้น จิ้นอันจวิ้นอ๋องอาบน้ำ ผลัด ผ้า ทว่าสุดท้าเป็นเพราะนอนหลับไม่พอ ดวงตาจึงแห้ง
ขันทีจิ่งยกน้ำ แกงมาตรงหน้าเขา
เป็นแกงที่นางต้มให้เขาเป็นพิเศษอีกแล้วกระมัง
จิ้นอันจวิ้นอ๋องมุมปากปรากฏเป็นรอยยิ้ม เขายื่นมือไปรับมา
“ฝ่าบาท” ขันทีจิ่งขยับไปข้างหูแล้วเอ่ยเสียงเบา “บ่าวต้มมาทั้ง คืนเลยแหน่ะ”
เห็นแววตาจิ้นอันจวิ้นอ๋องหมองหม่น เจือสงสาร
“นี่เป็นของบำ รุง ฝ่าบาทรีบดื่มเถิด”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องนิ่งอึ้ง มองถ้วยชาในมือ
“เจ้าต้มเองรึ” เขาถาม
แน่นอนอยู่แล้ว ขันทีจิ่งพยักหน้า
“หายดีแล้วจะมาบำ รุงอะไร” จิ้นอันจวิ้นอ๋องวางแกงในมือกลับ คืน ขมวดคิ้วเอ่ยว่า “ข้าไม่กินของมั่วซั่ว”
นี่เรียกว่าของมั่วซั่วที่ไหน
ขันทีจิ่งร้อนใจขึ้นมา
“ฝ่าบาท ท่านมันคนหนุ่มไม่รู้เรื่องราว เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นได้ ในยามหนุ่ม เลือดลมเสียหา หากบำ รุงไม่ทันการณ์ละก็ ต่อไปจะแย่ เอานะพ่ะย่ะค่ะ” เขาบอก
พูดเพ้อเจ้ออะไร จิ้นอันจวิ้นอ๋องขมวดคิ้ว จังหวะที่กำ ลังเอ่ยขึ้น ก็ได้ยินเสียงโวยวายดังขึ้นในลานบ้าน
“…ฮูหยิน ฮูหยิน แย่แล้ว…”
เขาเห็นเฉิงเจียวเหนียงกำ ลังก้าวเข้าประตูมา แต่มีสาวใช้นาง หนึ่งขวางนางไว้อย่างตระหนก
เกิดอะไรขึ้น
จิ้นอันจวิ้นอ๋องรีบสาวเท้าเดินออกไป
หมอหลวงหลี่ยืนอยู่หน้าเรือนเล็กด้วยความซึมเศร้า
“คนแก่ก็เป็นเช่นนี้ คนแก่ก็เป็นเช่นนี้” เขาทอดถอนใจเอ่ยว่า “แค่ต้มยาก็หลับไปได้”
พวกขันทีน้อยเอาน้ำ ถังหนึ่งสาดไป ไฟเปลวสุดท้ายจึงมอดดับ ลง
“แค่เตาไหม้เท่านั้น” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย “คนไม่เป็นไรก็ ดีแล้ว”
“นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเตาใบเดียว” ผู้ดูแลคนหนึ่งส่ายหน้า สีหน้า กลัดกลุ้มใจ
ที่นี่เป็นเรือนด้านในของตำ หนักจวิ้นอ๋อง ด้านข้างเป็นที่พำ นัก ของจิ้นอันจวิ้นอ๋อง วันนี้เตาไหม้ที่เรือนฝั่งนี้ วันหน้าก็อาจวอดไปทั้ง เรือนก็ได้
“เรื่องพวกนี้ ไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร” เสียงจิ้นอันจวิ้นอ๋อง ดังขึ้นด้านหลัง
ทุกคนรีบหันหลังไปถวายบังคม
จิ้นอันจวิ้นอ๋องมองเฉิงเจียวเหนียงที่ยังถือธนูอยู่ในมือ
“พวกเจ้าเก็บกวาดเสีย” เขาบอก ส่วนตัวเองหันหลังเดินออก ไป
ในเมื่อเขาเอ่ยปากไม่ให้สนใจเอง เฉิงเจียวเหนียงย่อมไม่สนใจ นางเดินตามกลับมา อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว มื้อเช้าก็ส่งมาถึง
“ในตำ หนักข้าก็เป็นแบบนี้แหละ”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องโพล่งขึ้น
มือเฉิงเจียวเหนียงที่ถือตะเกียบอยู่ชะงักไปเล็กน้อย ฟังเขาพูด
“ไม่เพียงแค่ในตำ หนักเท่านั้น เมื่อก่อนก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะอยู่ ที่ไหนก็เป็นแบบนี้ คนข้างกายข้ามีทั้งดีเลวปะปนกันไป ใครอยากมา ก็มา ใครอยากไปก็ไป” จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ย “ข้างกายข้าเหมือน กำ แพงที่มีช่องโหว่งให้ลมเข้า ขนาดข้าสวมชั้นในสีอะไร หากคนนอก อยากจะรู้ก็สามารถสืบรู้ได้”
ฮึก ปั้นฉินที่ยืนรอรับใช้อยู่ด้านข้างหลุดขำ ออกมา นางรีบ
ปิดปากไว้ เฉิงเจียวเหนียงก็หัวเราะออกมาเช่นกัน
“แบบนี้ก็ถูกแล้ว” นางเอ่ย “แม้แต่บรรดาชินอ๋องทำ อะไรอยู่ นอกรั้ววัง ล้วนแต่อยู่ในสายตาของฮ่องเต้ตลอด ท่านเป็นโอรสของ ชินอ๋องที่เลี้ยงดูอยู่ในวัง จะเป็นเช่นไรไปได้”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องหัวเราะ
เขารู้ดีว่ายามพูดคุยกับนางนั้นช่างผ่อนคลายแถมยั้งไม่ต้อง มากพิธี
“ไม่ว่าจะทำ การใดหรือเรื่องใดล้วนพูดกับคนอื่นได้ทั้งนั้น กาง แผ่ออก อยากจะดูก็ให้พวกเขาดู” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย
ให้ดูหรือไม่เป็นเรื่องของตน ส่วนดูทะลุปรุโปร่งหรือไม่ก็เป็น เรื่องของคนอื่นแล้ว
จิ้นอันจวิ้นอ๋องหัวเราะอีกครั้ง ส่งกับแกล้มชิ้นหนึ่งเข้าปากด้วย ความเบิกบาน
“เจ้ากินเถิด ข้าอยู่ด้วยกันกับชินอ๋อง ชินกับการกินไปพูดคุยกัน ไป มิฉะนั้นข้านั่งไม่ติด” เขาเอ่ย มองตะเกียบที่วางอยู่ตรงหน้าเฉิง เจียวเหนียง
ตั้งแต่เขาเอ่ยปากพูด นางก็วางตะเกียบลง
ดูผิวเผินกิริยาท่าทางของนางนั้นช่างแสนผ่อนคลาย แต่เห็นได้ ชัดว่ารู้ธรรมเนียมปฏิบัติเป็นอย่างดี อีกทั้งไม่ได้ดูพยายามเลยสักนิด ท่วงท่าล้วนแต่เป็นธรรมชาติ เหมือนสวรรค์ได้ประดิษฐ์ขึ้น
“ข้านั่งได้” เฉิงเจียวเหนียงบอก
จิ้นอันจวิ้นอ๋องหลุดขำ ออกมา ไม่พูดอะไรต่ออีก ยกถ้วยขึ้นใช้ ตะเกียบพุ้ยข้าว
ปั้นฉินมองดูจนสีหน้าปิดบังรอยยิ้มไว้ไม่มิด เห็นสองสามี ภรรยาหัวจุ่มกันกินข้าวข้ามกันตรง
เมื่อกินเสร็จ ขันทีจิ่งก็พาหมอหลวงหลี่มารายงาน
“กี่คน” จิ้นอันจวิ้นอ๋องมองพวกเขาแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยปากถาม ทันที
“ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีจิ่งเอ่ย ยิ้มเจื่อน
ขันทีที่สามารถอยู่ในเรือนชั้นในทั้งยังสามารถอยู่ข้างกายหมอ หลวงหลี่ได้ ล้วนเป็นคนที่คัดแล้วคัดอีก หายไปคนหนึ่งก็คือขาดไป คนหนึ่ง คนที่เหลือล้วนนับจำ นวนได้อย่างชัดเจน
ทุกครั้งที่หายไปคนหนึ่งนั้น นอกจากเดือดดาลแล้ว ก็มักจะ เสียใจอย่างยากจะเลี่ยงได้
“ในเมื่อทำ เพื่อข้า เหตุใดจึงเลอะเลือนเผายาไปได้” จิ้นอันจวิ้ นอ๋องยิ้มเอ่ยว่า “ควรจะเพิ่มยาสิถึงจะถูก”
“เกรงว่าจะไม่ใช่ยาสำ หรับฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงหลี่เอ่ย ล้วงกล่องในแขนเสื้อออกมา
นี่คืออะไร
จิ้นอันจวิ้นอ๋องกับขันทีจิ่งมองเขาด้วยความตกใจ
“ฮูหยิน ข้าพกติดตัวเอาไว้ ไม่ได้ทิ้งหายที่ไหน” หมอหลวงหลี่ เอ่ย
เฉิงเจียวเหนียงยื่นมือไป ซู่ซินรีบนำ กล่องในมือหมอหลวงหลี่ ส่งให้นาง
“เจ้าเปิดนับดูแล้วหรือยัง” เฉิงเจียวเหนียงถาม
ประโยคนี้เอ่ยออกไป หมอหลวงหลี่พลันหน้าเปลี่ยนสี ในขณะ เดียวกันก็มีเสียงดังกุกกัก เฉิงเจียวเหนียงเปิดกล่องออก
“สองดอก” นางเอ่ยแล้วส่ายหน้า ราวกับว่าไม่ค่อยพอใจ
หมอหลวงหลี่รีบคุกเข่าลง บรรยากาศภายในห้องพลันหนักอึ้ง …
ภายในห้องอันสว่างไสว เกาหลิงปอยื่นมือไปคีบธูปหอมสีแดง เข้มก้านเรียวขึ้นมาโดยมีผ้าเช็ดหน้าห่อไว้ พลิกหมุนดูภายใต้แสง ตะวัน
“สิ่งนี้เองรึ” เขาเอ่ยขึ้น
“ขอรับ ได้ยินไม่ค่อยชัด แต่มั่นใจได้ว่าเกี่ยวกับการถอนพิษ ของจวิ๋นอ๋องขอรับ” ที่ปรึกษาเอ่ยขึ้น
“ธูปหอมดอกหนึ่งก็ถอนพิษได้แล้วรึ” เกาหลิงปอขมวดคิ้วเอ่ย ขึ้น
“ว่าวกระดาษตัวเดียวก็ยังสามารถเรียกสายฟ้าได้เลย” ที่ ปรึกษาคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
ก็จริง วิธีแปลกประหลาดมหัศจรรย์พันลึกของหญิงผู้นี้มีถมเถ ไป
“คนที่ส่งของมาบอกว่า ตอนนั้นเขาเข้าร่วมการตรวจเครื่อง หอมในเรือนหอกับขันทีจิ่ง หลังจากได้มันมาก็สูดดมดู เป็นสิ่งนี้จริงๆ ขอรับ” ผู้ติดตามคนหนึ่งเอ่ยเสริมขึ้น
สูดดมดู เกาหลิงปอหมายจะสูดดมดูตามสัญชาตญาณ แต่ ใกล้จะถึงปลายจมูกก็หยุดลง
“เป็นกลิ่นอะไร ไปตรวจสอบมา” เขาเอ่ย วางธูปหอมกลับลง กล่อง และโยนผ้าเช็ดหน้าทิ้งไป “หลังจากตรวจสอบเจอแล้ว ให้ พวกเขาพิจารณาเพิ่มลดใบสั่งยา”
ที่ปรึกษานิ่งอึ้ง
“ความหมายของใต้เท้าคือยังจะใช้ยาชนิดนี้อีกหรือ” เขาถาม “ฝั่งนั้นน่าจะเตรียมการป้องกันแล้วกระมัง”
“ดังนั้นจึงได้ให้พวกเจ้าไปสืบมาว่ามันคืออะไร จะได้เพิ่มลดตัว ที่ไม่ถูกกัน” เกาหลิงปอเอ่ย
ที่ปรึกษากระจ่างแจ้ง นี่จึงเป็นความเสี่ยงที่ไม่สูญเปล่า อีกฝ่าย ยามนี้จะต้องป้องกันตัวไว้แล้ว เปลี่ยนวิธีการรับมือไป แต่พวกเขา
กลับยังใช้วิธีเดิม เช่นนั้นวิธีใหม่ของอีกฝ่ายใช้ไม่ได้ผล ยังคงใช้วิธี เก่าล่ะก็ได้พ่ายแพ้แน่
“ขอรับ” เขาขานรับแล้วถือธูปสองดอกออกไป
คนภายในห้องต่างออกไปกันหมด เกาหลิงปอก็เดินไปบน ระเบียง แสงตะวันเจิดจ้า ปลายฤดูร้อนแสงแดดร้อนแผดเผา แต่ใจ เขากลับเย็นเยียบขึ้นเล็กน้อย
บังอาจเกินไปแล้วกระมัง ดังนั้นจึงได้ล้มเหลวทั้งๆ ที่ใกล้จะ สำ เร็จอยู่แล้ว บนโลกนี้ไม่ว่าจะทำ สิ่งใดล้วนยากลำ บากเสียจริง
ภายในลานบ้านมีบ่าวรับใช้สาวเท้าเข้ามาอย่างรีบร้อนด้วย ความตื่นตระหนก
“ใต้เท้า เหล่าฮูหยินไอหนักขึ้นอีกแล้วขอรับ” เขาเอ่ยบอกเสียง เบา
เกาหลิงปอคิ้วกระตุก บิดาของเขาจากไปนานแล้ว ตอนนั้น ตำ แหน่งขุนนางของเขายังเรียกได้ว่าไม่สำ คัญ อยู่ไว้ทุกข์ที่บ้านอย่าง สบายใจสามปี ตรงกันข้าม นั่นเป็นการสั่งสมกำ ลังและบารมีให้
เกรียงไกร ร่างกายของมารดาดีมากมาโดยตลอด แต่ต่อให้ร่างกาย จะดีเพียงใดก็เป็นคนวัยเจ็ดสิบแปดสิบปีแล้ว…
ไวกว่านี้ก็ไม่ได้ ช้ากว่านี้หน่อยก็ไม่ได้ ดันจะเกิดเอาเวลานี้… จะว่าไปแล้วโชคชะตาก็ไม่ค่อยจะดีเท่าใดนัก ตั้งแต่
จันทรุปราคาก็โดนเฉินเซ่าต่อต้านเอา ทิศทางของเรื่องราวก็เป็นไป ไม่ตามใจหวังเลย
ฮ่องเต้ ผิงอ๋อง กุ้ยเฟย ไทเฮา เรื่องแล้วเรื่องเล่าติดต่อกัน ใหญ่ โตขึ้นเรื่อยๆ…
อย่าว่าแต่เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นติดต่อกันเลย หยิบยกเรื่องใด เรื่องหนึ่งในนั้นมาก็เพียงพอที่คนอื่นจะขัดแข้งขัดขา
นี่มันโชคร้ายเกินไปหน่อยแล้ว…
อย่างเช่นร่างกายมารดา เดิมทีก็ดีๆ อยู่ พอเขาหาเรื่องอ้างว่า กลับเมืองหลวงมาดูแลมารดาที่ป่วย เท่านั้น ก็เป็นจริงขึ้นมาเสีย ได้…
นี่ที่เรียกว่าปากพาซวยใช่หรือไม่ ความคิดนี้แล่นวาบ เกาหลิงปอหลุดจากภวังค์
เขาไม่เคยเชื่อเรื่องโชคชะตากับปากพาซวยอะไรนี่เลย คนกับ งาน เพราะมีคน งานจึงสำ เร็จ
ไม่อาจเป็นเพราะเรื่องประหลาดมากมายของเด็กสาวคนนี้ เขา ก็คิดเพ้อเจ้อเหมือนพวกชาวบ้านเหล่านั้นด้วย
พอเกิดจิตใจหวาดหวั่นขึ้น การจัดการเรื่องราวย่อมได้รับการ จำ กัด สำ หรับคนที่อยู่ตำ แหน่งสูงอย่างเขา หากมีการลังเลหรือ จำ กัดบางอย่างขึ้นแม้เพียงนิด ก็สามารถกลายเป็นความผิดมหันต์ ได้
ทั้งหมดนี้ก็แค่การวางแผนของคน ไม่ว่าใครก็สามารถวางแผน ได้ อยู่ที่ว่าใครจะแผนสูงกว่าเท่านั้น
“ข้าจะไปดูท่านแม่” เขาสูดหายใจลึกปรับจิตใจให้กลับมาดัง เดิม แล้วเอ่ยถามด้วยความเรียบเฉยว่า “เชิญหมอหลวงคนไหนมา”
เพิ่งจะสาวเท้าเข้าไป ก็มีคนพุ่งเข้ามาหา
“ท่านพ่อ ท่านพ่อ แย่แล้ว!” ท่านชายเการ้องขึ้น
เกาหลิงปอรู้สึกลมหายใจสะดุด ยื่นมือไปจับบ่าวรับใช้ด้านข้าง เพื่อพยุงตัว
ท่านชายเกามองสีหน้าบิดาแล้วตกอกตกใจยกใหญ่ เกาหลิงปอผ่อนลมหายใจ สีหน้าบึ้งตึงเลิกคิ้วมองเขา “เกิดอะไรขึ้น” เขาเอ่ยด้วยน้ำ เสียงที่มั่นคงหนักแน่น