พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 609 น่าเสียดาย
ด้านหน้าโถงแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ด้านตะวันตกของเรือนตระกูล เกามีคนยืนอยู่เต็มไปหมด
แม้ประตูห้องจะเปิดไว้ แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปเลยสักคน
“ไม่มีความเคลื่อนไหวใด จู่ๆ ก็ตายไปเช่นนั้น”
ท่านชายเกาไม่กล้าเข้าไปหา ใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากปิดจมูกเอ่ย เสียงอู้อี้ เขายื่นมือชี้ไปในห้อง
บนพื้นห้องมีศพสามสี่ศพนอนกองทับกันอยู่ กองเลือดไหล ออกมาจากศพที่นอนคว่ำ หน้า ส่วนศพที่นอนหงายจะเห็นดวงตาทั้ง สองข้างถลนออกมาและใบหน้าดำ คล้ำ เลือดไหลออกทวารทั้งเจ็ด
เกาหลิงปอเบนสายตาไปเล็กน้อย หมายจะเอาผ้าเช็ดหน้าใน มือลง
“ใต้เท้าอย่าขอรับ” คนด้านข้างรีบห้ามไว้ด้วยความตื่น ตระหนก
“กลิ่นหายไปนานแล้ว หากเป็นอะไรไปพวกเจ้าก็คงไม่ยืนกัน อยู่ได้เช่นนี้หรอก” เกาหลิงปอเอ่ย แต่ผ้าเช็ดหน้าในมือกลับไม่ได้เอา ลง
“ลองบดดอกหนึ่งดู แต่ละเอียดเกินไปจึงแยกออกได้เพียงยาที่ เหมือนกัน จากนั้นท่านอาจารย์กู่ก็เสนอให้จุดเพื่อดมกลิ่น ทำ แบบนี้ จึงจะสามารถแยกแยะได้แม่นยำ ขึ้น ตอนแรกเริ่มก็ยังดีๆ อยู่ แต่พอ เวลาหนึ่งถ้วยชา[1]ผ่านไป คนก็ไม่ไหวแล้ว…”
“เป็นพิษรึ” ท่านชายเกาปิดปากปิดจมูกถาม
ตอนนี้พวกเขาออกจากห้องยามาแล้ว นั่งอยู่ภายในห้อง หนังสือของเกาหลิงปอ แต่ท่านชายเกาไม่ได้วางผ้าเช็ดหน้าลงเลย ตั้งแต่ต้นจนตอนนี้ ขอแค่นึกถึงตอนที่คนพวกนี้ตรวจสอบธูป เขาก็ มาดูความคึกคักด้วยเช่นกัน หากไม่มีบ่าวรับใช้มาบอกว่าชาของเขา ต้มเสร็จแล้ว และชานั้นเป็นสูตรใหม่รสชาติดี หากไม่เกรงว่ากลิ่นจะ ตีกัน เขาก็คงยกมาดื่มที่นี่ หากทำ แบบนั้น ยามนี้เขาคง…
เบื้องหน้าปรากฏภาพการตายของคนพวกนั้น เนื้อตัวก็พลัน สั่นสะท้านขึ้นมา
ใช่ว่าเขาไม่เคยเห็นคนตายมาก่อน คนรับใช้ในบ้านที่ตีจนตาย ก็มีมากมายถมเถ คนนอกที่ยั่วโทสะให้ขวางหูขวางตาเขาจึงแอบ ลงมือโหดเหี้ยมก็มีถมเถไป ทว่าพวกนั้นล้วนเป็นคนอื่นที่ตาย ไม่ใช่ เขาตาย
เขาไม่เคยคิดไม่เคยฝันมาก่อนว่าความตายจะใกล้กับเขาเพียง นี้ อีกทั้งยังเงียบงันไร้เสียงเช่นนี้อีก
ขอแค่พอนึกไปถึง ท่านชายเกาก็จะรู้สึกว่าทั่วร่างสั่นเทา กลิ่น หอมที่คล้ายมีคล้ายไม่มีในลมหายใจนั้นก็จะลอยอบอวลขึ้น
ตอนนั้นเขาก็เข้าไปดูธูปหอมที่ตรวจสอบจนถึงขั้นตอนสุดท้าย ด้วย คงไม่โดนพิษเข้าหรอกกระมัง…
ท่านชายเกายกมือปิดปากปิดจมูกพลางไอออกมาอย่างแรง
“ไอ้คนไม่ได้เรื่องได้ราว!” เกาหลิงปอก่นด่า โยนถ้วยชาใบหนึ่ง ให้เขาไสหัวไป
ท่านชายเกาก็ไม่อยากอยู่ที่นี่เหมือนกัน เขารีบร้อนจะไปตาม หมอหลวงมาดู จึงออกไปอย่างรวดเร็ว
“หยุดอยู่ตรงนั้น กล้าออกไปตามหมอ ข้าก็จะตัดขาเจ้า” เสียง เกาหลิงปอตวาดขึ้นด้านหลัง
ท่านชายเกาพลันชะงัก ร้องห่มร้องไห้เต็มหน้าหันหลังมาเรียก ท่านพ่อคำ หนึ่ง
“ท่านชาย ตอนนี้พวกเขาไม่รู้ว่าใครได้ธูปนี้มา หากท่านชาย เรียกหมอหลวงมาถามจะไม่…” ที่ปรึกษาคนหนึ่งรีบเอ่ยขึ้นเสียงเบา
ได้รับความเสียเปรียบก็ยังต้องกล้ำ กลืนลงไปรึ กระทั่งร้องไห้ สักนิดก็ยังไม่ได้เลยรึ
สีหน้าท่านชายเกาเดือดดาล
“หมอหลวงก็ใช่ว่าจะรู้เสมอไป” ที่ปรึกษาโน้มน้าว “หาคนที่คุ้น เคยดีกับยาสมุนไพรพวกนี้มาดูจะดีกว่า”
เดิมทีในตำ หนักพวกเขาก็เคยมีคนที่คุ้นเคยดีกับยาสมุนไพร เช่นกัน แต่ยามนี้ล้วนตายอยู่ในห้องนั้นหมดแล้ว
เกาหลิงปอสูดหายใจลึก
“ไปเถอะ” เขาเอ่ย
ท่านชายเการู้ว่าบิดาเห็นด้วยแล้ว จึงรีบหันหลังเดินออกไป ทว่าสีหน้ายังคงวิตก
ยามนี้จะไปหาคนแบบนั้นมาจากที่ไหนได้ ต่อให้หาเจอตัว เป็นๆ ใครจะไปรู้ว่าใช้ไปแล้วจะเป็นอย่างไร…
ท่านชายเการู้สึกใจร้อนรนฝีเท้าซวนเซจนแทบจะล้ม บ่าวรับใช้ รีบเข้าไปพยุงไว้ แต่ถูกเขาเตะระบายอารมณ์
เกาหลิงปอที่อยู่ในห้องเดือดดาลในใจแต่ไม่ได้ระบายออกไป ง่ายเพียงนั้น
“…มันก็ไม่แน่ว่าจะจงใจวางยาพิษ ท่านอาจารย์กู่ตั้งใจตรวจ สอบแล้ว ไม่ได้พบความผิดปกติเลย” ที่ปรึกษาคนหนึ่งเอ่ยต่อ “ตอน นั้นท่านอาจารย์กู่เกิดตอบสนองขึ้น ดิ้นรนจะเอายาจากพวกเราไป กิน…”
ใช้พิษสู้กับพิษ หากธูปนี้เป็นพิษ แต่สามารถถอนพิษพวกเขา ได้ เช่นนั้นในทางกลับกันก็เช่นเดียวกัน
พูดมาถึงตรงนี้ด้านนอกก็มีคนเข้ามาคุกเข่าก้มหน้าลงอย่างรีบ ร้อน
“ท่านอาจารย์กู่ไม่ไหวแล้ว”
สีหน้าทุกคนในที่นั้นดูไม่สู้ดีอีกครั้ง
“ก็ยังไม่ได้อยู่ดี” ที่ปรึกษาถอนหายใจเอ่ย พูดถึงตรงนี้ก็รีบเอ่ย ขึ้นอีกครั้งว่า “บางทีใช้ช้าไปหน่อย หากลองอีกครั้ง…”
ลองอีกครั้งอย่างนั้นรึ
ไปเอามาจากตำ หนักจิ้นอันจวิ้นอ๋องอีกจำ นวนหนึ่งอย่างนั้นรึ
“เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้พวกเขาไม่ได้จงใจให้พวกเราเอาไป ก็ต้องคิดว่าพวกเขาจงใจแล้ว” เกาหลิงปอยิ้มเย็นเอ่ยขึ้น
จงใจให้พวกเขาเอาธูปมา จงใจให้พวกเขาจุดธูป จงใจให้พวก เขารนหาที่ตาย…
เกาหลิงปอสูดหายใจลึก มือที่วางอยู่บนเข่าสั่นเล็กน้อย
“ตายไปกี่คน” เขาถาม
บรรดาที่ปรึกษาสีหน้ามืดมน
“ห้าคนขอรับ ท่านอาจารย์ซังก็รวมอยู่ในนั้นด้วย” มีคนหนึ่ง เอ่ยบอกเสียงเบา
ท่านอาจารย์ซังเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาที่สำ คัญที่สุดของเกาหลิง ปอ ครานี้ตั้งใจมาตรวจสอบธูปนี้โดยเฉพาะ ดังนั้น…
ยังมีบรรดาช่างที่ทำ สมุนไพรอีก ล้วนเป็นยอดฝีมือที่ตระกูล เกาเลี้ยงไว้มานานหลายปี ครานี้ไม่ทันไรก็ปาเข้าไปสี่คนแล้ว แม้ว่าสี่ คนจะไม่มาก แต่หนึ่งในนั้นกลับยังมีท่านอาจารย์กู่ที่เป็นอาจารย์ อาวุโสอยู่ด้วย
อาจารย์อาวุโสอย่างเขาเพียงคนเดียวก็เทียบเท่ากับอาจารย์ อาวุโสนับสิบคนได้
ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีสายสืบที่เป็นหูเป็นตาสามคนที่หลบซ่อนอยู่ ในตำ หนักจวิ้นอ๋อง พอเกิดเรื่องครานี้ไม่อาจใช้ได้อีกต่อไปแล้ว
ใต้เท้าพูดถูก ไม่ว่าธูปนี้จะสามารถถอนพิษได้จริง หรือคนใน ตำ หนักจวิ้นอันจวิ้นอ๋องจงใจเผยข้อมูลให้พวกเขา ยามนี้พวกเขาจำ ต้องปักใจว่าเป็นอย่างหลังเท่านั้น
โดนศัตรูมองออกทะลุปรุโปร่งทั้งยังส่งคำ เตือนมาให้อย่าง ใหญ่หลวง หากจะจัดการเรื่องนี้จำ ต้องเก็บงำ เอาไว้ แผนการ ทั้งหมดที่จัดเตรียมไว้แล้วก็ต้องเริ่มใหม่หมด
ครั้งนี้มัน…
“ออกไปเถอะ” เกาหลิงปอเอ่ย “ไม่มีอะไรให้ห่วง เขารู้เรา เราก็ รู้เขา แต่มีผ้าผืนบางกางกั้นอยู่ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ฉีกขาดก็ให้มันฉีก ขาดเถิด ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร เป็นเรื่องที่ไม่ช้าก็เร็วต้องเกิดอยู่ดี”
เห็นเขาพูดเช่นนี้ และสงบนิ่งเช่นนี้ ทุกคนภายในห้องก็ถอน หายใจ พากันพยักหน้า
“ไปเถอะ เรื่องอื่นไม่ต้องรีบร้อน ทำ เหมือนเดิม จัดการงานศพ พวกอาจารย์ซังให้เรียบร้อย ให้ภรรยาและลูกๆ ของพวกเขาไร้กังวล กับชีวิตที่เหลือ” เกาหลิงปอเอ่ย “พวกเขาก็แค่โยนหินมาก้อนหนึ่ง พวกเราจะโกลาหลไม่ได้”
บรรดาที่ปรึกษาขานรับ
“อย่าเอ็ดไป” เกาหลิงปอเอ่ยเสียงเบาขึ้นอีก
ขโมยของเขามาสุดท้ายโดนพิษตาย เรื่องแบบนี้ไม่อาจเอ็ดไป ได้ ไม่แน่ว่าพวกเขาเดิมทีก็ยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนขโมยไป หาก เอ็ดตะโรไป นั่นก็เท่ากับว่าเปิดโปงตัวเอง
ครานี้เรียกได้ว่ามีความทุกข์ใจแต่ยากจะพูดได้จริงๆ แล้ว
บรรดาที่ปรึกษาขานรับอีกครั้ง คำ นับแล้วออกไป
ภายในห้องกลับมาเงียบงันอีกครั้ง เกาหลิงปอพิงพนักอิง สามขาหลับตาลง มุมปากสั่นพึมพำ ราวกับกำ ลังพูดบางอย่าง ครู่ต่อ มาจึงได้สูดหายใจลึกแล้วลืมตาขึ้น ยื่นมือไปยันเก้าอี้เพื่อลุกขึ้น แต่ รู้สึกว่ามือชาหนึบ
เกาหลิงปอมองมือตัวเองอย่างอดไม่ได้ ทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ว่า ตนเคยถือธูปนั่นมา แม้จะมีผ้าเช็ดหน้ากั้นอยู่ แต่ตอนนั้นเขาก็เกือบ จะดมมัน…
จากที่พวกเขาบอก ถือไว้ รวมถึงสูดดมกลับไม่เป็นไร หลังจาก จุดแล้วจึงจะเอาชีวิตคนไป
แต่ว่า…
หญิงนางนั้นจิตใจอำ มหิตและแผนการมากมาย ใครจะไปรู้ว่า ตอนนั้นราชเลขาหลิวจู่ๆ ก็เป็นอำ มพาตนั้นนางเป็นคนวางยาหรือไม่
เกาหลิงปอมองมือตัวเอง รู้สึกว่าชาขึ้นเรื่อยๆ จะออกแรงก็ทำ ไม่ได้ ไม่ว่าจะลุกขึ้นยืนอย่างไรก็ลุกไม่ขึ้น ไม่ได้การ จิตใจที่นิ่งสงบ
มาโดยตลอดของเขา หากเขาว้าวุ่นเสียเอง พวกคนรับใช้ได้ยิ่ง ตระหนกแน่
เกาหลิงปอสูดหายใจลึก ออกแรงยันกายลุกขึ้น
“ใต้เท้า! แย่แล้วใต้เท้า!”
ทันใดนั้นด้านนอกก็มีเสียงตื่นตระหนกของบ่าวรับใช้ดังขึ้นมา อีก
เกาหลิงปอร่างกายแข็งค้าง
“ตำ หนักจิ้นอันจวิ้นอ๋องส่งพวกบ่าวรับใช้ที่เมื่อก่อนเคยส่งไป กลับคืนมาให้ขอรับ”
เรื่องนี้นี่เอง เกาหลิงปอผ่อนคลายลง
นับว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไรได้ เมื่อก่อนใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้นเสีย หน่อย
เขาสาวเท้าเดินออกไป
“ส่งกลับไปนั่นเป็นเพราะพวกเขาทำ งานรับใช้ได้ไม่ดี ทำ พวก เราเสียหน้า ส่งไปที่คอกม้า โบยให้ตายเสีย” เขาเอ่ยเสียงเรียบ
บ่าวรับใช้กลับไม่ได้ขานรับ แต่หน้าซีดปากสั่นมองเขา
“ใต้เท้า โบยตายแล้วขอรับ” เขาเอ่ยเสียงสั่น ว่าอย่างไรนะ
เกาหลิงปอชะงัก “โบยตายแล้วขอรับ พวกเขาใช้รถม้าลากกลับมาโยนไว้หน้า
ประตูใหญ่ของตำ หนักเรา” บ่าวรับใช้เอ่ยตะกุกตะกัก โบยตายแล้วโยนไว้หน้าประตูใหญ่! ไอ้บัดซบนี่! นึกไม่ถึงว่ามันจะกล้า! เกาหลิงปอสีหน้าเขียวคล้ำ สูดหายใจกระชั้นถี่ขึ้น “ใต้เท้า” ที่ปรึกษาคนหนึ่งเดินเข้ามา สีหน้าก็เขียวคล้ำ เช่นกัน
“ไม่ใช่แค่ตำ หนักพวกเรา หน้าประตูหลายตระกูลล้วนคนถูกโยน ทิ้ง1ไว้เหมือนกัน รวมถึง…”
เขาจะพูดแต่ก็หยุดไว้
“รวมถึงอะไร” เกาหลิงปอถามขึ้น “ในวังก็ถูกส่งไปให้ด้วยเช่นกันขอรับ” ที่ปรึกษาก้มหน้าบอก ในวังอย่างนั้นรึ
“…ขันทีสี่คน ตั้งแต่เอวจรดเท้าล้วนถูกโบยทุกตารางนิ้ว แต่ดัน เหลือลมหายสุดท้ายอยู่จึงไม่ตาย ใช้รถลากเข้าวังไป…ไทเฮาออก จากประตูมาพอดี จึงเผอิญเห็นเข้า ตกพระทัยจนเป็นลมไป…”
เกาหลิงปอร่างสั่นสะท้าน
“เป็นไปได้อย่างไร!” เขาเอ่ยเสียงสั่น
ขันทีเช่นนี้จะโดนส่งเข้าในวังได้อย่างไร! ซ้ำ ไทเฮายังออกจาก ประตูมาพอดี เผอิญเห็นเข้าเช่นนั้นอีก! นี่มันหมายความว่าอย่างไร
“…ขันทีหวงประจำ วังชั้นในผูกคอตายไปแล้ว ทิ้งจดหมาย ขอโทษไว้ฉบับหนึ่ง บอกว่าตนเองสั่งสอนไม่ดี จึงทำ ให้บ่าวรับใช้พวก นี้ทำ เรื่องเนรคุณ…”
ขันทีหวง ควบคุมดูแลการเข้าออกบรรดาขันทีน้อยในวังชั้นใน
เกาหลิงปอหัวเราะออกมา
สั่งสอนไม่ดีจึงผูกคอตายอย่างนั้นรึ ร่วมมือกับจิ้นอันจวิ้นอ๋อง ทำ เรื่องขู่ขวัญไทเฮา รู้ตัวว่ายากจะพ้นโทษประหารไปได้ จึงได้หา ทางไปสบายเสียมากกว่ากระมัง
นึกไม่ถึงว่าจิ้นอันจวิ้นอ๋องจะทำ ให้ขันทีระดับหัวหน้าใหญ่ใช้ ชีวิตเข้าแลกเพื่อช่วยเหลือเขา!
ขันทีถูกโบยตายแหล่มิตายแหล่สภาพอนาถนั้นไม่ได้น่าตกใจ ที่น่าตกใจคือกลับส่งขันทีที่ถูกโบยเจียนตายมาให้ไทเฮาเห็นนี่สิ
ครานี้ส่งขันทีกลับมามากมาย ครั้งต่อไปก็ไม่รู้ว่าจะส่งอะไร กลับมาอีก
เกาหลิงปอสั่นเทิ้มทั่วร่างจนคุมไม่อยู่ ลมหายใจกระชั้นขึ้น เรื่อยๆ สุดท้ายได้กลิ่นคาวในลำ คอ ไอออกพลางบ้วนเสลดออกมา
ข้างหูเกิดเสียงหวีดร้องขึ้น
ก็แค่เสลดเท่านั้น มีอะไรน่าตระหนกตกใจ!
เกาหลิงปอยิ่งเดือดดาลขึ้นกว่าเดิม สายตาตกลงบนพื้น ชะงัก ไปอย่างอดไม่ได้
บนพื้นหินอ่อนนั้นปรากฏกองเลือดสีสดดั่งดอกไม้บาน
เลือด!
นี่เขากระอักเลือดหรือนี่!
เกาหลิงปอรู้สึกเบื้องหน้ามืดดับ ร่างกายโงนเงน
“ใต้เท้า!” รอบด้านพลันโกลาหลขึ้น …
เฉิงเจียวเหนียงปิดฝากล่องที่เปิดในมือลง
“น่าเสียดายจริง เอาไปแค่สองดอก” นางเอ่ยขึ้น วางกล่องลง บนโต๊ะดังเดิม
น่าเสียดายจริงอย่างนั้นรึ แล้วเหตุใดจึงบอกว่า ‘แค่’ ล่ะ
ปั้นฉินขมวดคิ้วไม่เข้าใจ เหมือนที่เสียดายนั้นไม่ใช่ธูปสองดอก ที่โดนขโมยไป แต่เป็นเสียดายที่ขโมยไปแค่สองดอก…
“ในเมื่อเอาไว้ที่หมอหลวงหลี่แล้วไม่ปลอดภัย ปั้นฉิน เช่นนั้น พวกเราเก็บเอาไว้เถอะ” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ยต่อ พลางลุกขึ้นยืน
[1] หนึ่งถ้วยชา 15 นาที