พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 610 เสียเปรียบ
เสียงหัวเราะลอยมาจากตำ หนักบรรทมของฮ่องเต้ แต่ทันใด นั้นก็หายไป ขันทีที่ยืนรอรับใช้ด้านนอกยืนนิ่ง ราวกับไม่ได้ยินเสียง อะไรทั้งนั้น
“ฮองเฮา จริงๆ นะเพคะ ท่านไม่เห็นสภาพตอนนั้นของไทเฮา”
พระสนมอันยกมือขึ้นปิดปาก แม้เสียงหัวเราะจะหายไป แต่ รอยยิ้มในแววตากลับฉายชัด
ฮองเฮามองนางแวบหนึ่ง
“พูดเสียเหมือนเจ้าเห็นมาเองกับตา” นางเอ่ย
พระสนมถูกเอ็ดจนหน้าเหยเก
“แต่กพอจะจินตนาการได้นี่เพคะ” นางเอ่ย พูดถึงตรงนี้ก็มอง ฮองเฮาด้วยความตึงเครียด “บางที ครานี้ ฮองเฮาอาจจะได้เป็นไท เฮาแล้วก็ได้…”
ฮองเฮาหัวเราะ
หากเป็นแบบนั้นได้ก็ไม่เลว แต่เรื่องราวบนโลกนี้ไหนเลยจะ ง่ายดายเพียงนั้น
ผิงอ๋องตายไปแล้ว กุ้ยเฟยก็เสียสติ ฮ่องเต้ก็ประชวร แต่ไทเฮา กลับไม่ตกใจเสียขวัญ กับแค่ขันทีไม่กี่นายถูกโบยจนตายจะไปให้ นางตื่นตกใจได้อย่างไร
“ไทเฮาฟื้นแล้ว” นางเอ่ย รอยยิ้มบนใบหน้ายังไม่จางไป “แต่ นางจะเป็นอย่างไรข้าไม่สน ที่ข้าดีใจก็คือ อาการป่วยของจิ้นอันจวิ้ นอ๋อง หายดีแล้วจริงๆ”
หายดีแล้วก็ดี เรื่องแบบนี้มันแกล้งหายได้ด้วยหรือ
พระสนมอันขมวดคิ้วไม่เข้าใจ
“นั่นสิเพคะ อีกทั้งมีแม่นางเฉิงอยู่ด้วย ต่อไปฝ่าบาทคงไม่ป่วย อีกแล้วเพคะ” นางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
ฮองเฮาพยักหน้า
“นั่นสิ ข้างกายเขามีแม่นางเฉิงอยู่ ข้าก็วางใจแล้ว” นางเอ่ย “รอคอยอย่างสบายใจได้เสียที”
“รออะไรหรือเพคะ” พระสนมอันถาม
ฮองเฮามองนางแวบหนึ่ง “รอความตาย” นางบอก …
เรื่องอาการป่วยของจิ้นอันจวิ้นอ๋องหายดีแล้วได้แพร่ไปทั่ว เมืองหลวง
“…คำ นับฟ้าดินด้วยตัวเองแล้ว ย่อมหายดีแล้วสิ”
“…แม่นางเฉิงลูกศิษย์เทพเซียนแก้ชง พญามัจจุราชก็ยอมถอย ให้ไม่น้อยแล้ว…”
เสียงหัวเราะพูดคุยเบื้องล่างคึกคัก คนในห้องส่วนตัวยื่นมือไป ปิดหน้าต่าง ทันใดนั้นก็เงียบงันลง
“เช่นนี้แล้ว ตอนนั้นที่ไทเฮาไปจวนจิ้นอันจวิ้นอ๋อง จิ้นอันจวิ้นอ๋ องอาการแย่แล้วจริงๆ รึ”
คนหนึ่งภายในห้องเอ่ยถาม
ภายในห้องมีสี่ห้าคนนั่งกระจายกันอยู่ ล้วนแต่งกายกัน ธรรมดาเรียบง่าย แต่คำ พูดและการกระทำ บางบอกถึงสถานะ
ขุนนางของพวกเขา “ใช่ จะสวมอาภรณ์อยู่รอมร่อแล้ว” อีกคนพยักหน้าเอ่ยขึ้น อาภรณ์ ย่อมหมายถึงผ้าห่อศพ “ตายไปนานเพียงนั้นแล้วแท้ๆ แม่นางเฉิงยังช่วยให้ฟื้นกลับมา
ได้นะรึ” “จะเป็นไปได้อย่างไร!” “แกล้งตายแน่ๆ…”
“บรรพบุรุษที่แกล้งบ้าแกล้งเสียสติเพื่อเลี่ยงโทษมีถมเถไป แค่ แสร้งตายเสียหน่อยก็ไม่เห็นแปลก”
ภายในห้องหัวเราะพูดคุยกันคึกคัก มีคนกระแอมขึ้นเบาๆ “ตายไปหนึ่งชั่วยามถูกช่วยให้ฟื้นคืนมามีอะไรน่าแปลกกัน” ตายไปหนึ่งชั่วยามถูกช่วยให้ฟื้นคืนมามีอะไรน่าแปลกกันอย่าง
นั้นรึ ทุกคนต่างหันไปมอง “แม่นางเฉิงยังเคยช่วยคนตายไปครึ่งวันให้ฟื้นคืนมาได้เลย”
หันหยวนเฉายิ้มบางพลางเอ่ย ครึ่งวัน!
ทุกคนฮือฮากันขึ้น มองหันหยวนเฉาด้วยความตกใจ
“พูดเช่นนี้ หยวนเฉาเจ้าเคยเห็นรึ” มีคนถามขึ้น
หันหยวนเฉาอมยิ้มพยักหน้า
“เป็นท่านอาหญิงเล็กของข้าเอง” เขาเอ่ย “เมื่อห้าปีก่อนท่าน อาหญิงข้าใกล้จะฝังอยู่แล้ว แต่แม่นางเฉิงช่วยชุบชีวิตขึ้นมา”
คนที่นั่งอยู่ ณ ที่นั้นไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน จึงตกตะลึงกัน ทันใด
ที่แท้ก็มีเรื่องแบบนี้อยู่จริงๆ
“…ตอนนั้นรัชทายาทแคว้นกั๋วก็ตายไปครึ่งวัน ก็มีหมอเทวดา เปี่ยนเชวี่ยช่วยให้กลับมาได้เหมือนกันมิใช่หรือ” มีคนพยักหน้ายิ้ม เอ่ยขึ้น
นั่นก็จริง โรคภัยบนโลกนี้แปลกประหลาดมากมาย ส่วนวิธีการ รักษาอันน่าพิศวงก็โผล่มาไม่ขาดสายเช่นกัน
“…แต่ตอนนั้นรัชทายาทแคว้นกั๋วเป็นเจ้าชายนิทรา แต่จิ้นอันจ วิ้นอ๋องโดนพิษนี่”
“แล้วอย่างไรเล่า โรคยังรักษาได้ พิษจะรักษาไม่ได้รึ”
เสียงถกเถียงโวยวายภายในห้องดังขึ้น หันหยวนเฉาอมยิ้มฟัง พลางดื่มสุรา มีคนด้านข้างขยับมาหา
“พี่หยวนเฉา” เขาเอ่ยด้วยความฉงน “ที่แท้พี่ก็รู้จักกับแม่นาง เฉิงเมื่อห้าปีก่อนแล้วหรือ”
หันหยวนเฉาส่ายหน้า
“ไม่ใช่หรอก ตอนนั้นข้ายังไม่รู้จักนางเลย” เขายิ้มบอก
คนคนนั้นพยักหน้า ทันใดนั้นก็นิ่งชะงักไป ยื่นมือไปคว้าแขน หันหยวนเฉาไว้
“ตอนนั้นยังไม่รู้จักนางอย่างนั้นรึ” เขาเอ่ยทวนอีกครั้ง ดวงตา เป็นประกาย “นั่นก็หมายความว่า ต่อมาพี่ก็ได้รู้จักนางนะสิ”
ต่อมา…
หันหยวนเฉากำ ถ้วยสุราไว้พลางชะงัก หัวเราะก้มหน้าลง
“แน่นอนว่ารู้จักแล้วสิ” เขาเงยหน้าขึ้น “แม่นางเฉิงชื่อเสียงขจร ไปทั่วแผ่นดิน ใครบ้างไม่รู้จัก”
ทางนี้กำ ลังพูดคุยกัน ประตูก็ถูกเปิดออก มีคนเข้ามาอย่างรีบ ร้อน ทุกคนที่เห็นผู้มาใหม่ต่างพากันเรียกทัก
“เจ้ามาช้า เร็วเข้า เร็ว ทำ โทษสามจอก” คนคนนั้นโบกมือ
“เร็วเข้า อย่าดื่มเลย เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” เขารีบร้อนเอ่ยขึ้น “จิ้ นอันจวิ้นอ๋องโบยคนรับใช้ตายไปสิบกว่าคนแล้ว โยนขุนนาง มากมายกองไว้หน้าประตู”
โบยจนตาย! ฆ่าคนรับใช้ไปทั่วนั่นมันโทษมหันต์เชียวนะ!
ทั้งยังโบจนตายไปสิบกว่าคนในชั่วพริบตา! ภายในห้องโกลาหลขึ้นในทันใด จอกสุราในมือหันหยวนเฉาแทบร่วง คิ้วขมวดมุ่น ฆ่าคนสินะ…
…
“เหลวไหล!”
เฉินเซ่าปาถ้วยชาลงบนโต๊ะ เสียงปังดังขึ้น สาวใช้ภายในห้อง รีบก้มหัวถอยออกไป สาวใช้และแม่นมที่อยู่บนระเบียงรีบหลบกัน
ออกไป
“ทำ การเยี่ยงนั้นได้อย่างไร!”
โทสะของเฉินเซ่ายังคงยากจะดับลง เขายื่นมือไปตบโต๊ะแล้ว ตวาดลั่น
“เขาโดนคนทำ ร้าย ไม่แปลกที่จะโมโหเช่นนี้” ฮูหยินเฉินเอ่ย “ข้ายังเคยบอกด้วยว่าเขาโดนบีบบังคับจนหมดสิ้นหนทางแล้วจึงได้ ดื่มสุรามีพิษไป คิดไม่ถึงว่า จะโดนคนวางยาพิษ…”
พูดถึงตรงนี้ก็ยกมือเช็ดน้ำ ตาอย่างอดไม่อยู่
“เป็นใครก็ทนไม่ไหวหรอก”
“เรื่องใดควรทำ กระทำ ย่อมต้องทำ เรื่องใดไม่ควรกระทำ ล้วน อย่าได้ทำ ” เฉินเซ่าเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “สมควรลงโทษเช่นไร บ้านเมืองมีขื่อมีแป เขาโบยคนพวกนั้นจนตาย แล้วต่างอะไรกับคนที่ ทำ ร้ายเขา โหดเหี้ยมทารุณ ไม่เห็นกฎหมายบ้านเมืองอยู่ในสายตา นึกไม่ถึงว่ายังกล้าส่งคนที่ถูกโบยจนจะตายอยู่รอมร่อเข้าไปในวัง จน ทำ เอาไทเฮาตกใจอีก! เขาคิดจะทำ อะไรกันแน่”
“จิ้นอันจวิ้นอ๋องผู้นี้ไม่ใช่คนโหดเหี้ยมพรรค์นั้น” ฮูหยินเฉินเอ่ย “เขานอบน้อมมีมารยาทมาโดยตลอด ไม่ถือตัวและสุภาพอ่อนโยน ต่อผู้คน ขุนนางทั้งราชสำ นักใครบ้างจะไม่รู้ ตอนเล็กๆ ก็เป็นเด็กน่า เอ็นดู เรื่องนี้จะต้องไม่ใช่เจตนาของเขาแน่…”
ประโยคนี้เอ่ยออกไป เฉินเซ่าพลันลุกพรวดพราดขึ้น
ไม่ใช่เจตนาของเขาอย่างนั้นรึ
ถ้าอย่างนั้น…
นั่นสิ ไม่เหมือนการกระทำ ของจิ้นอันจวิ้นอ๋องเลยจริงๆ การก ระทำ โหดเหี้ยมกับคนที่มาขวางทางเช่นนี้เห็นได้ชัดว่า…
เป็นนางอีกแล้วหรือ
นายใหญ่เฉินหันหน้าไปมองฉากบังลมอย่างอดไม่ได้
หากบอกว่าจิ้นอันจวิ้นอ๋องถูกพิษเป็นการโดนคนอื่นทำ ร้ายละ ก็ เรื่องบางเรื่องก็ต้องพิจารณาใหม่แล้ว อย่างเช่นการตายของท่าน ชายเฉิงสี่
นายใหญ่เฉินยื่นมือไปลูบโต๊ะ
เรื่องที่เกิดขึ้นในวันเดียวกัน คนตายไปไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ แปลกคือดันเป็นคนในครอบครัวเฉิงเจียวเหนียง
ดูท่าแล้วจะเป็นแบบนั้นจริงๆ
จิ้นอันจวิ้นอ๋องโดนวางยาพิษโดนทำ ร้ายไม่ใช่เพียงแค่ตัวเขา เอง ยังมีท่านชายเฉิงสี่ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่โดนลากเข้ามาด้วย
ท่านชายเฉิงสี่เป็นคนที่นางยอมทุ่มเงินพันตำ ลึงเพื่อให้เขายิ้ม เชียวนะ
นายใหญ่เฉินถอนหายใจ
“เรื่องนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น” เขาเอ่ยเสียงเนิยช้า สายตา มองไปด้านนอก “อย่าลืมว่านอกประตูเมืองตะวันออกยังมีป้ายศพไร้ ชื่ออยู่”
เมืองหลวงในฤดูร้อน ลมร้อนโชยพัดซ้ำ แล้วซ้ำ เล่า
ครานี้หัวข้อสนทนาไม่ใช่แม่นางเฉิงเพียงคนเดียวแล้ว แต่มีจิ้ นอันจวิ้นอ๋องเพิ่มขึ้นมา
เรื่องงานแต่งงานของพวกเขา จากนั้นก็เรื่องจิ้นอันจวิ้นอ๋องฟื้น คืนความตายมา ทั้งยังกลับมาหายดีอีกต่างหาก สองเรื่องนี้ยังไม่ทัน
จะแพร่ไปทั่ว แต่เรื่องที่แพร่ออกมาอีกก็คือจิ้นอันจวิ้นอ๋องถูกคนร้าย ลอบวางยาพิษ จึงได้ส่งตัวคนใช้ที่ถูกโบยจนตายไปโยนกองไว้หน้า ประตูเรือนหลายตระกูล
“…ข้าไม่รู้ว่าเป็นใครที่ทำ ร้ายข้า ดังนั้นรีบโบยให้ตายเสีย อย่างไรเสียพวกเขาก็ไม่ได้รับใช้ข้าให้ดีและมีโทษสมควรตาย อยู่ดี…”
ว่ากันว่านี่เป็นคำ พูดของจิ้นอันจวิ้นอ๋อง
ยอมฆ่าผิดตัวดีกว่าปล่อยเอาไว้แม้แต่คนเดียว สังหารไปแล้ว หากจัดการกันเองภายในตำ หนัก ไม่มีใครรู้เห็นก็แล้วไปเถิด แต่นึก ไม่ถึงว่าเขาจะเอาคนไปโยนทิ้งไว้หน้าประตู ความโหดเหี้ยมโอหังนี้ ทำ เอาคนฟังตกอกตกใจ
ตอนนั้นมีขุนนางอาวุโสหลายคนไปคุกเข่าร้องห่มร้องให้กับฝ่า บาทในวังหลวง
ราชสำ นักวุ่นวาย เมืองหลวงโกลาหล ไม่ถึงวันดีฎีกายื่นมติไม่ ไว้วางใจก็พากันลอยละล่องไปบนโต๊ะไทเฮาราวกับหิมะโปรย
เกาหลิงปอลุกขึ้นจะลงจากเตียง ฮูหยินฉีกั๋วข้างเตียงรวมถึง
อนุภรรยาและสาวใช้พลันร้องไห้กันขึ้น “นายท่าน รีบนอนพักเถิด” เกาหลิงปอผลักพวกนางออกอย่างรำ คาญ “ข้าไม่เป็นไร” เขาเอ่ย หญิงภายในห้องร้องไห้ดังขึ้นกว่าเดิม บรรดาที่ปรึกษาด้านนอกก็จำ ต้องโน้มน้าวไว้โดยมีม่านกั้นอยู่ “ไทเฮาร้อนใจจะพบใต้เท้า และต้องการถามแผนรับมือจิ้
นอันจวิ้นอ๋องด้วย ใต้เท้าสั่งพวกขันทีดีกว่าขอรับ” ที่ปรึกษาคนหนึ่ง เอ่ยขึ้น
เกาหลิงปอเลิกคิ้ว
นี่เป็นเรื่องที่ฝากข้อความไปบอกแล้วจะจัดการได้รึ นั่นคือไทเฮานะ ไม่ใช่กุ้ยเฟยในสมัยก่อน
กุ้ยเฟยหัวแข็งดื้อรั้นแต่สมองแจ่มชัดดี ส่วนไทเฮามีไม่เคยได้ ทุกข์ได้ร้อนมาตั้งแต่เด็กจนโต ยามอยู่ในวังมีฮ่องเต้พระองค์ก่อน
ปกป้องไว้ ฮ่องเต้เคารพนบนอบ ด้านนอกวังมีพวกเขาตระกูลสูง ศักดิ์อยู่ ไหนเลยจะเคยเจอปัญหาเหมือนวันนี้มาก่อน
ไม่ใช่ว่าใครพูดสองสามคำ ก็จะสามารถปลอบขวัญลงได้เสีย หน่อย
“ข้าไม่เป็นไร” เกาหลิงปอเอ่ย “หมอหลวงก็บอกแล้วไม่ใช่หรือ ไร ข้าแค่ทรมานจากความกังวลเกินไป กระอักเลือดออกมาก็หาย แล้ว”
ฮูหยินฉีกั๋วร้องไห้ยกใหญ่
“คำ พูดของหมอหลวงไหนเลยจะเชื่อได้ นั่นเป็นแม่นางเฉิง เชียวนะ” นางเอ่ย “นายท่าน สิบสี่ยามนี้เขาลุกจากเตียงไม่ได้แล้ว!”
เกาหลิงปอโมโหจนแทบจะกระอักเลือดออกมาอีก
เขาสบประมาทหญิงผู้นั้นมาตลอด ว่าไม่ช้าก็เร็วการเอาชื่อ เสียงศิษย์เทพเซียนมาเดิมพันจะนำ ภัยมาให้ ทว่านอกจากเขาจะไม่ สามารถควบคุมนางได้แล้วแต่กลับเติมเชื้อไฟให้นางอีกต่างหาก แต่ไม่นึกเลยว่าหญิงผู้นั้นจะรอดพ้นจากคมมีด แต่เป็นพวกเขาเองที่ ถูกชื่อเสียงของนางเล่นงานเสียก่อน
“สิบสี่เขาไม่ได้เป็นอะไรเลย หมอหลวงมากมายและ ปรมาจารย์ด้านยาเยอะแยะต่างบอกแล้วว่าเดิมทีไม่เป็นอะไรเลย เขายังจะพึมพำ แกล้งตายอีก!”
เกาหลิงปอระงับโทสะไว้ไม่ไหว ตวาดขึ้น
“โยนตัวเขาออกไปจากห้อง ข้าจะดูซิว่าจะชักดิ้นชักงอตาย หรือไม่!”
พลางผลักบรรดาภรรยาที่ร้องไห้โวยวายออกไป
“ใครก็ได้มาเตรียมรถเข้าวัง!”
เทียบกับเสียงดังรบกวนของโลกภายนอกแล้ว จิ้นอันจวิ้นอ๋องที่ เป็นผู้ทำ ให้เกิดเรื่องทั้งหมดทั้งมวลนี้กลับเงียบสงบดังปกติ
ภายในห้องมีเสียงหัวเราะของจิ้นอันจวิ้นอ๋องลอยมา ซู่ซินที่ยืน พูดคุยกับแม่นมอยู่บนระเบียงหันหน้ามามองอย่างอดไม่ได้ รอยยิ้ม มุมปากยิ่งกว้างขึ้นกว่าเดิม
“ตั้งแต่มีพระชายา ฝ่าบาทสุขภาพดีไม่พอ กระทั่งรอยยิ้มก็ มากขึ้นด้วย” ผู้ดูแลหญิงคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
“นั่นสิ พระชายาทำ ให้คนจิตใจสบายได้เป็นที่สุด” ซู่ซินยิ้ม ตาหยีเอ่ยขึ้น
จริงรึ พระชายาผู้นี้ที่ดูเหมือนเย็นชา พูดจาก็น้อยคำ ไม่รำ ดาบ แทงหอกก็เขียนอักษรอ่านหนังสือ นึกไม่ถึงว่าจะสามารถทำ ให้คน จิตใจสบายได้เป็นที่สุด
บรรดาผู้ดูแลหญิงต่างยิ้มกันแปลกๆ
ไม่รู้ว่านางทำ ให้คนจิตใจสบายหัวเราะออกมายกใหญ่เช่นนั้น ได้อย่างไร
ระหว่างพูดคุยกันเห็นขันทีจิ่งเดินเข้ามาอย่างรีบร้อน
ซู่ซินรีบเอ่ยรายงานบอก เห็นขันทีจิ่งเดินเข้าไปแล้ว
เพียงไม่นาน ภายในห้องก็มีเสียงหัวเราะของจิ้นอันจวิ้นอ๋องดัง ขึ้นอีก พร้อมกับเสียงพูดของขันทีจิ่ง
“พระชายา ฝ่าบาท ท่านร้ายกาจเสียจริง”
บรรดาผู้ดูแลหญิงสบตากัน จากนั้นซู่ซินพูดคุยจบลงก็คำ นับ บอกลาออกไป
ซู่ซินเลิกม่านขึ้นเดินเข้าไปในห้อง เห็นจิ้นอันจวิ้นอ๋องกับเฉิง เจียวเหนียงนั่งตรงข้ามกันอยู่ห้องตะวันออก ขันทีจิ่งกำ ลังพูดจา อย่างออกรส
“เป็นไปตามที่เจ้าว่าไว้จริงๆ พวกเราส่งคนไปจับตาดูทุกที่ เรือนอื่นไม่มีการเคลื่อนไหวแปลกๆ อันใด มีเพียงตระกูลเกา แม้ว่า จะพยายามปิดเงียบ แต่ยังสืบได้ว่าศพที่พวกเขาหามออกมาฝังเมื่อ วานนี้มีจำ นวนเยอะกว่าที่พวกเราส่งไป อีกทั้งเมื่อวานกับวันนี้ก็เชิญ หมอหลวงมามากมายด้วย ทั้งยังรวมถึงหมอด้านนอกอีก บอกว่ามา ตรวจเหล่า
ฮูหยินของใต้เท้าเกา แต่ว่ากันว่าท่านชายเกากับใต้เท้าเกา ร่างกายก็ไม่ค่อยดีเท่าใดนัก…”
พูดถึงตรงนี้รอยยิ้มบนใบหน้าขันทีจิ่งก็เบ่งบาน
“ใต้เท้าเกากับท่านชายเกากตัญญูกตเวทีเสียจริง พอได้ยินว่า เหล่าฮูหยินล้มป่วย ก็เป็นห่วงจนป่วยตามไป ช่างเป็นเรื่องที่น่า สรรเสริญยกย่องเสียจริง”
จับชีพจรเสร็จหมอหลวงหลี่ที่ยังไม่ออกไปก็มองไปทางเฉิง เจียวเหนียง
เทียบกับขันทีจิ่งที่เล่าอย่างออกรส รวมถึงจิ้นอันจวิ้นอ๋องที่ ใบหน้าอมยิ้มแล้ว เฉิงเจียวเหนียงที่กำ ลังค่อยๆ ดื่มชาสีหน้ายังคงนิ่ง เรียบดังเคย
แม้ยามนี้นางจะไม่ได้ยิ้ม แต่เบื้องหน้าหมอหลวงหลี่กลับ ปรากฏเป็นภาพเฉิงเจียวเหนียงที่แย้มยิ้มบางในวันนั้น
“เสียเปรียบอยู่เบื้องหลังอย่างนั้นรึ แบบนี้ไม่ได้เรียกว่าเสีย เปรียบอยู่เบื้องหลังได้อย่างไร”
นั่นสิ ฝ่าบาทไม่ได้โดนพวกเขาทำ ร้ายจนตาย ไม่ควรถือว่า พวกเขาเสียเปรียบอยู่เบื้องหลัง
“ที่แท้แบบนี้เรียกว่าเสียเปรียบอยู่เบื้องหลังนี่เอง” เขาพึมพำ