พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 619 ลำบาก (1)
เทียบกับความดุเดือดของตระกูลเฉินแล้ว ตำ หนักจิ้นอันจวิ้นอ๋
องยังคงเงียบสงบเหมือนดังที่แล้วมา เมื่อได้ยินเสียงบอกตั้งสำ รับมื้อเช้าจากในเรือน นายทหารกู้ที่
อยู่นอกเรือนก็เงยหน้ามองฟากฟ้า “มื้อเช้าวันนี้เช้าเสียจริง” เขาเอ่ย “เมื่อคืนฝ่าบาทยุ่งอยู่ดึกดื่น ยามนี้ร่างกายเพิ่งจะดีขึ้น
เหน็ดเหนื่อยจึงตื่นสายก็เป็นเรื่องธรรมดา” ขันทีจิ่งเอ่ย นายทหารกู้แค่นเสียง “นั่นต้องดูก่อนว่ายุ่งกับเรื่องใด” เขาเอ่ย คำ พูดของเขาเพิ่งจะออกมา ทางด้านขันทีจิ่งก็หลุดขำ ขึ้น ยุ่งกับเรื่องใด… สามีภรรยาทะเลาะกัน ตะวันสายโด่งแล้วภรรยายังไม่ตื่น จะ
ยุ่งกับเรื่องอื่นใดได้อีก…
นายทหารกู้ได้ยินเขาหัวเราะก็พลันได้สติ สีหน้าทั้ง กระอักกระอ่วนทั้งอับอาย
“เจ้าคิดอะไรอยู่น่ะ!” เขาเอ่ย
นินทาเรื่องในมุ้งของผู้เป็นนายอยู่ ไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาควร กระทำ
ขันทีจิ่งกลับสีหน้าเคร่งขึ้น
“ข้ากำ ลังคิดว่าฝ่าบาทสามารถมีเชื้อสายสืบตระกูล ก็นับว่า สมดังใจปรารถนาแล้ว” เขาเอ่ยบอก
นั่นน่ะสิ หากฝ่าบาทมีทายาท เชื้อสายของจิ้นอันจวิ้นอ๋องก็ เรียกได้ว่าสืบทอดต่อไปได้อย่างมั่นคง สำ หรับจิ้นอันจวิ้นอ๋องที่ถูก ทำ ร้ายมาหลายครั้งหลายครา เป็นเรื่องน่ายินดีอันยิ่งใหญ่จริงๆ นั่น แล
ยังจะมีเรื่องใดที่สำ คัญไปกว่าเชื้อสายได้สืบทอดต่อไปบ้าง
หากเป็นคนอื่นบางทีอาจจะยังมีความกระวนกระวายไม่ สบายใจอยู่บ้าง แต่หากเป็นลูกของหญิงผู้นี้ละก็ จะต้องสืบเชื้อสาย ต่อไปได้อย่างมั่นคงแน่นอน
จะไม่ใช่ฝ่าบาทที่พยายามอยู่ฝ่ายเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่เป็น สามีภรรยาร่วมใจกัน
สีหน้านายทหารกู้อ่อนโยนขึ้น
ในขณะที่ทั้งสองกำ ลังพูดคุยกันนั้น หน้าประตูก็มีคนเดินดุ่มๆ เข้ามา
“ขันทีจิ่ง หาธนูยาวได้แล้ว” คนผู้นั้นเอ่ยขึ้น
นายทหารกู้นิ่งอึ้ง
“จะเอาธนูยาวไปทำ อะไร” เขาถามพลางมองธนูยาวที่คนผู้นั้น ถืออยู่ในมือ
ขันทีจิ่งยื่นมือไปรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม พินิจมองอย่างละเอียด ครู่หนึ่ง
“ไม่เลว แบบนี้ล่ะ” เขาเอ่ย พูดจบก็ถือธนูรีบร้อนเดินไปอย่าง ชื่นมื่น
นายทหารกู้ที่อยู่ด้านหลังขมวดคิ้ว ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวาน คนของตระกูลเฉินมา ตอนจะกลับได้ถือธนูไว้คันหนึ่ง
ที่แท้ก็แบบนี้เอง
พระชายามอบธนูของตัวเองให้คนอื่นไป ดังนั้นขันทีจิ่งจึงรีบ ร้อนหาคันใหม่ให้…
ไม่สิ แม้ว่าขันทีจิ่งจะเป็นขันที แต่กลับมีเจ้านายเบื้องบนอยู่ เขาไม่มีทางคิดที่จะไปหาธนูมาให้พระชายาเอง เว้นเสียแต่ว่าจะได้ รับคำ สั่งจากจิ้นอันจวิ้นอ๋อง
ดูท่าแล้วคงรักชอบกันอย่างลึกซึ้งจริงๆ
นายทหารกู้แย้มยิ้มอย่างอดไม่ได้
ดีเหมือนกัน มีคนที่ตัวเองชอบจริงๆ มาเป็นคู่ชีวิตเป็นเรื่องที่หา ได้ยากยิ่ง เพียงแต่…
นึกมาถึงตรงนี้นายทหารกู้ก็ส่ายหน้าอย่างอดไม่ได้
แต่หากคิดกลับกัน หากหญิงผู้นั้นมีใจให้ฝ่าบาทอย่างเปี่ยมล้น คงจะดีกว่านี้
จิ้นอันจวิ้นอ๋องมองดูขันทีจิ่งแขวนธนูไว้บนกำ แพงด้วยตัวเอง ท่าทีของเขาแสนผ่อนคลาย
“…ความสำ เร็จเกิดจากความเพียร อย่าได้ทำ ลายลงเพียงชั่ว วัน” เขาเอ่ย “หามาให้เจ้าใช้แก้ขัดไปก่อน แล้วค่อยหาคันที่ถูกใจให้
เจ้าก็แล้วกัน”
หามาให้เจ้าใช้แก้ขัดไปก่อน…
คำ ว่าแก้ขัดนี้ทำ ให้พวกเขายุ่งตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ เหลือ แค่กระโดดไปในบ้านตระกูลเฉินเพื่อหยิบธนูคันนั้นมาหามันทีละร้าน แล้ว
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า พอแต่งหน้าเสร็จแล้วถามสามีว่า ข้าวาดคิ้ว เข้มไปหรือไม่กระมัง
ขันทีจิ่งเบ้ปาก
“แม้นมีดรุณีสวมไหมงาม ไม่สู้ความสูงค่าของกวี อย่างนั้น หรือ” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย มองจิ้นอันจวิ้นอ๋องพลางยิ้ม “ธนูแก้ขัดคัน นี้ของเจ้า เพียงพอให้ข้าถูกใจแล้ว”
ขันทีจิ่งหันหน้าไปมองอย่างตกตะลึง เห็นหญิงผู้นั้นถือตะเกียบ อยู่ในมือกำ ลังกินข้าวอย่างเชื่องช้า มุมปากประดับด้วยรอยยิ้ม มอง จิ้นอันจวิ้นอ๋องที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
ส่วนในมือจิ้นอันจวิ้นอ๋องก็ถือตะเกียบเช่นกัน แต่ยามนี้สีหน้า มึนงงอยู่เล็กน้อย
นางรู้ว่าฝ่าบาทตั้งอกตกใจยิ่ง จึงสารภาพออกมา จากนั้นยัง เอ่ยว่าข้าชอบออกมาอีก…
ข้าชอบ…
นี่กำ ลัง…หยอกล้อฝ่าบาทอยู่หรือ
สายตาของขันทีจิ่งมองไปที่ร่างจิ้นอันจวิ้นอ๋อง เห็นใบหูของ เด็กหนุ่มค่อยๆ แดงก่ำ ขึ้นมาอย่างชัดเจน
“นั่นก็จริง” เด็กหนุ่มแสร้งทำ ทีผ่อนคลายพลางกางแขนออ กน้อยๆ “แม้จะเป็นของขวัญอันเล็กน้อยแต่กลับมากไปด้วยน้ำ ใจ นัก”
เฉิงเจียวเหนียงแย้มยิ้มไม่ได้เอ่ยคำ ใดอีก ก้มหน้าลงกินข้าว จิ้นอันจวิ้นอ๋องก็กินข้าวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่อาศัย
จังหวะที่ดื่มน้ำ แกงปกปิดริมฝีปากที่แย้มยิ้มกว้างเอาไว้ ขันทีจิ่งที่ยืน อยู่มุมนี้เห็นได้อย่างชัดเจน
ขันทีจิ่งหลุดขำ ออกมา
จิ้นอันจวิ้นอ๋องวางถ้วยน้ำ แกงลงอย่างหมดท่า พลางถลึงตาใส่ เขา
“เจ้าใช้ห้องหนังสือเล็กเถิด”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องที่กินอิ่มแล้วเอ่ยบอก “ข้าจะใช้ห้องข้างนอก”
พูดถึงตรงนี้ก็หัวเราะออกมา “ยามนี้ข้าเดินไปไหนมาไหนในตำ หนักได้แล้วกระมัง” เฉิงเจียวเหนียงพยักหน้า “ใช่น่ะสิ ยามนี้ทุกคนไม่สนใจดูแลเจ้าแล้ว” นางเอ่ย ยามนี้ทุกคนต่างสนใจแต่เรื่องการอภิเษกขององค์รัชทายาท จิ้นอันจวิ้นอ๋องพยักหน้า “ข้าได้ยินข้างนอกพูดกันเช่นนี้” เขาเอ่ย
เฉิงเจียวเหนียงพยักหน้า มองจิ้นอันจวิ้นอ๋องพาคนเดินออกไป เพียงไม่นาน ขณะที่เฉิงเจียวเหนียงเขียนอักษรอยู่ในห้องหนังสือ จิ้ นอันจวิ้นอ๋องก็กลับมา
“ว่ากันอย่างไรหรือ” เฉิงเจียวเหนียงถาม จิ้นอันจวิ้นอ๋องสีหน้าไม่ค่อยดีนัก
“จะว่าอย่างไรได้” เขาเอ่ย “บางคนห้าม บางคนยุ บางคน ใส่ไฟ บางคนราดน้ำ มัน อย่างไรเสียทุกคนล้วนต้องการโยนอำ มาตย์ เฉินเข้ากองไฟ เจ้าคงไม่รู้วิธีการของเกาหลิงปอ คนผู้นี้น่ะ ทั้งฉลาด ทั้งมีความสามารถ ทั้งลำ บากทั้งเสพสุข ทนรับด่าและได้รับคำ ชื่นชม ว่ากันว่าเขาเป็นบัณฑิต เขาก็ทำ ตนเป็นผู้น้อย ว่ากันว่าเขาเป็นผู้ น้อย เขาก็มีมาดบัณฑิตผู้ใจกว้าง แม้ข้าแทบอยากจะให้เขาตายๆ ไปเสีย แต่ก็จำ ต้องนับถือในความร้ายกาจของเขาเช่นกัน”
เขาเอ่ยพลางหัวเราะ
“ยามนี้คนข้างนอกต่างพูดกันว่า แรกเริ่มอำ มาตย์เฉินตั้งใจจะ ให้ลูกสาวเป็นพระชายาองค์รัชทายาท แต่เพราะในตระกูลภรรยา คัดค้านจึงได้กลับคำ ”
“ในวังก็ลือกันว่าไทเฮาล้มประชวร สำ นักหมอหลวงวุ่นวายกัน ใหญ่”
พูดถึงตรงนี้ก็นั่งขัดสมาธิ โน้มตัวไปด้านข้างเฉิงเจียวเหนียง
“แล้วก็ พวกตระกูลที่เดิมทีเคยเข้าวังตั้งใจมาให้คัดตัวพระ ชายาก็ต่างพากันหาคนมาหมั้นหมายให้กับลูกสาวของตัวเองไป
แล้ว”
เฉิงเจียวเหนียงเงยหน้ามองเขา
“พวกเขากลัวว่าจะถูกตราหน้าว่าจงใจ จำ ต้องใช้เรื่องนี้มา ยืนยันว่าตัวเองบริสุทธิ์” จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ย
ในเมื่ออำ มาตย์เฉินรังเกียจองค์รัชทายาทที่เป็นคนสติไม่ดีไม่ ยอมให้ลูกสาวแต่งด้วย เช่นนั้นสตรีที่แต่งงานเข้าราชวงศ์ก็ย่อมน่า รังเกียจในสายตาอำ มาตย์เฉิน
ในเมื่ออำ มาตย์เฉินรังเกียจพระญาติฝ่ายพระชายาที่กุม อำ นาจอย่างเห็นแก่ตัว เช่นนั้นตระกูลใดที่ยอมให้ลูกสาวแต่งงานกับ องค์รัชทายาท ก็เท่ากับคิดไม่ซื่อ
เช่นนั้นแล้วใครยังจะกล้าให้ลูกสาวตัวเองไปเป็นพระชายาองค์ รัชทายาทอีก
“อย่างไรก็ต้องมีคนกล้าอยู่แล้ว” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย “รอดูก็รู้ แล้ว”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องถอนใจ
“แต่อำ มาตย์เฉินเป็นปัญญาชน” เขาเอ่ย “บัณฑิตย่อมมิฝักใฝ่ ฝ่ายใด เช่นนั้นแล้วย่อมต้องใช้เหตุใช้ผลเพื่อตบตาคน”
หนามนี้ทิ่มแทงใจของเฉินเซ่า ถอนอย่างไรก็ถอนไม่ออก ต่อให้ คนอื่นไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก ตัวเขาเองก็ผ่านพ้นปมในใจนี้ไปไม่ได้อยู่ดี
เฉิงเจียวเหนียงที่เดิมทีพูดน้อยอยู่แล้วยิ่งพูดน้อยเข้าไปใหญ่
ภายในห้องเงียบงันลง
จิ้นอันจวิ้นอ๋องลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ยื่นมือไปผลักแขนนาง
“พวกเราออกไปเดินเล่นกันเถอะ ขลุกอยู่แต่ในเรือนทุกวันน่า เบื่อแย่” เขาเอ่ยพลางบ่นพึมพำ “…ไปเดินตรงถนนที่กลับบ้านวันนั้น สักรอบดีกว่า”
“วันนั้นน่าจะขับวนนานกว่านั้นเสียหน่อย” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย
จิ้นอันจวิ้นอ๋องนิ่งอึ้ง หัวเราะขึ้นมายกใหญ่โดยพลัน
นึกไปถึงวันนั้นขันทีจิ่งทำ ตัวฉลาดทั้งไม่กล้าจอดรถและไม่กล้า ขับเพ่นพ่าน จึงจำ ต้องขับอ้อมตำ หนักจวิ้นอ๋อง
คนผู้นี้นึกไม่ถึงว่าจะคิดว่าพวกเขากำ ลังทำ เรื่องพรรค์นั้นกันใน รถม้า และไม่รู้ว่าเขาคิดมาได้อย่างไร!
ความคิดประมวลไปถึงเรื่องพรรค์นั้นขึ้นมา จิ้นอันจวิ้นอ๋องก็ ใบหน้าแดงก่ำ อย่างห้ามไม่อยู่
“เจ้าหยอกข้าเล่นอีกแล้ว” เขาเอ่ย
เฉิงเจียวเหนียงสีหน้ายังเหมือนเก่า
“เปล่าเสียหน่อย” นางเอ่ยเสียงจริงจัง
จิ้นอันจวิ้นอ๋องมองท่าทางจริงจังของนาง หลุดขำ ออกมาอีก ครั้งอย่างอดไม่ได้
“เจ้าน่าสนใจจริงๆ” เขาเอ่ย ลุกขึ้น “ไป ไป พวกเราไปเดินใน ลานบ้านกัน”
ราวกับกลัวว่าเฉิงเจียวเหนียงจะไม่ยอมตกลง จึงยื่นมือไปดึง แขนนาง
“…ยามนี้ข้าร่างกายยังไม่ค่อยแข็งแรงดี เดินเองคนเดียวไม่ ค่อยสบายใจ”
“…หมอหลวงหลี่ออกไปข้างนอก ไม่อยู่บ้าน”