พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 619 ลำบาก (2)
ปั้นฉินกับซู่ซินเห็นทั้งคู่เดินตามกันออกมาก็รีบไปคำ นับ รอให้ พวกเขาเดินไปก่อนสองสามก้าวแล้วจึงได้เดินตามไป
“ท่านพี่” ปั้นฉินกระซิบถามอย่างอดไม่ได้ว่า “ฝ่าบาทบอกว่า นายหญิงน่าสนใจ นายหญิงน่าสนใจจริงๆ น่ะหรือ”
ซู่ซินหัวเราะ
“ในสายตาของคนที่ชอบย่อมน่าสนใจอยู่แล้ว” นางกระซิบ บอก
ชอบ…
ชอบก็ดีแล้ว
ปั้นฉินวางใจ แต่พอนึกไปถึงเรื่องเฉินเซ่าที่ฝ่าบาทพูดถึงก็ กลัดกลุ้มใจขึ้นมาอีกครั้ง
“เช่นนั้นเรื่องนี้จะสำ เร็จหรือไม่” นางกระซิบเอ่ย
บอกแล้วว่าคำ พูดของนายหญิงเคยผิดพลาดที่ไหน…
แม้ว่าจะโหดร้าย แต่จะมีหนทางใดอีกล่ะ
“เมื่อก่อนตอนพวกเราเพิ่งจะลงหลักปักฐานที่เมืองหลวง นาย หญิงเคยพาข้าไปนั่งรถผ่านถนน” ซู่ซินโพล่งขึ้น
ปั้นฉินมองนางด้วยความฉงน
“นายหญิงต้องการให้ข้าเห็นภายนอก ตอนนั้นกำ ลังขับผ่าน เรือนนางฟ้าพอดี เรือนนางฟ้าในตอนนั้นยังมิใช่เรือนนางฟ้าของเรา ในตอนนี้ นายหญิงถามข้าว่าเห็นอะไร ข้าบอกว่าเห็นความรุ่งเรือง ไม่เท่าเมื่อก่อน นายหญิงถามข้าอีกว่าข้ายังเห็นอะไรอีก ตอนนั้นเพ ราะโต้วซีตามมายั่วยุนางหญิง ดังนั้นนายหญิงจึงได้คิดค้นสุขใจไร้ กังวลขึ้นมา กิจการของเรือนนางฟ้าจึงได้เจริญรุ่งเรือง เดิมทีนาย หญิงไม่สนใจจะเอานางฟ้าผ่านทางมาเป็นของตัวเองหรอก แต่เขา ดันไม่เชื่อเอง ขี้สงสัยหวาดระแวง สุดท้ายตัวเองเลยเจอดีเข้า” ซู่ซิน เอ่ย
ปั้นฉินนึกย้อนไปถึงเรื่องในตอนนั้นก็แย้มยิ้มออกมาอย่างอด ไม่ได้
“ดังนั้นแล้วข้าจึงเห็นว่าเป็นคนต้องมีคุณธรรมสูง อย่าคิดจะ หลอกลวงคน ลวงคนก็คือการลวงตัวเอง” ซู่ซินเอ่ยต่อว่า “แต่นาย
หญิงก็ยังถามข้าอีกว่าเห็นอะไร”
ปั้นฉินได้ยินถึงตรงนี้ก็หน้าเหยเกอย่างอดไม่ได้
นายหญิงถามมากมายเพียงนี้ หากเป็นตนเกรงว่าจะตอบไม่ได้ สักอย่าง เพียงแต่นึกไปถึงว่าแต่ไหนแต่ไรมานายหญิงไม่เคยพูดจา เพ้อเจ้อ นางยอมเอ่ยพูดก็เพราะรู้ว่าคนอย่างเจ้าสามารถฟังคำ พูด ของนางเข้าใจ ดังนั้นนายหญิงไม่มีทางถามคำ ถามเช่นนี้กับตน นาง จะถามตนแค่คำ ถามที่ตนสามารถตอบได้เท่านั้น
รอยยิ้มบนใบหน้าปั้นฉินยิ่งกว้างขึ้นกว่าเดิม นางยื่นมือไปดึง มือซู่ซินไว้
“แค่มองแวบเดียวก็ถามคำ ถามมากมายเพียงนี้ได้แล้วหรือ” นางเอ่ย
“อันที่จริงมันมีคำ ถามเดียวเท่านั้น” ซู่ซินเอ่ย แย้มยิ้มจาง “ที่ ข้าตอบไม่ได้ นายหญิงจึงได้บอกข้า นั่นคือ ความลำ บาก”
“ความลำ บากอย่างนั้นรึ”
“ต้องการจะทำ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ต้องการจะทำ สิ่งหนึ่งให้ดี
ต้องการลงหลักปักฐาน ต้องการจะลงหลักปักฐานให้มั่นคง ลำ บาก
ยิ่ง ยากมากนัก”
ไม่เกี่ยวกับดีร้าย สวรรค์ไร้เมตตา โลกนี้ยากลำ บากนัก
นั่นสินะ ลำ บากจริงๆ นั่นละ จู่ๆ ใครจะไปคิดกันว่าเฉินเซ่าจะ เจอเรื่องแบบนี้เข้า
ปั้นฉินถอนหายใจเบาๆ
“ไม่รู้เหมือนกันว่าพอตันเหนียงรู้เรื่องแล้วจะเสียใจหรือไม่” นางเอ่ยเสียงเบา
ตันเหนียงเพิ่งจะสิบเอ็ดขวบเท่านั้น หากเรื่องนี้เป็นเช่นนั้นจริง นางยังไม่ทันถึงวัยคิดจะแต่งงานเฝ้าฝันถึงคนที่ตนจะแต่งงานด้วย เลย
เด็กสาวที่เฝ้าฝันถึงการแต่งงาน สามีที่โหยหาไม่มีทางเป็นคน สติไม่ดีเด็ดขาด
“เช่นนั้นก็ดีเหมือนกัน” ซู่ซินหลุบตาเอ่ย
ไม่คาดหวังก็ไม่ผิดหวัง
…
ภายในเรือนของนายใหญ่เฉินบรรยากาศอึมครึม แม้ว่าเมื่อ ก่อนจะไม่มีคนรับใช้มากมายนัก แต่ก็ไม่เหมือนวันนี้ที่ไม่มีคนแม้แต่ คนเดียว มองดูแล้วราวกับว่าเรือนนี้ไม่มีใครอยู่อย่างไรอย่างนั้น
เสียงฝีเท้าดังขึ้นแผ่วเบา มีคนเดินออกมาจากโถงด้านใน มอง เฉินเซ่าที่ยังคงคุกเข่าอยู่ในลานบ้านก็ถอนใจเบาๆ
“นายท่าน ท่านลุกขึ้นเถิดขอรับ” บ่าวชราเอ่ยเสียงแผ่วเบา “ไม่ใช่ว่าท่านจะไม่รู้จักนิสัยของนายใหญ่เสียหน่อย”
สีหน้าเฉินเซ่าเศร้าสลดแต่ก็ไม่ได้ลุกขึ้น
“ทำ ไมรึ เจ้าเจ้ากี้เจ้าการลูกข้าเข้าออกเรือนได้ ทั้งยังมาเจ้ากี้ เจ้าการคนเป็นพ่ออย่างข้าด้วยหรือ” เสียงของนายใหญ่เฉินลอยมา จากโถงด้านใน ตัวคนก็เดินตามออกมา มองบ่าวรับใช้ “เอาของใส่ รถเสร็จหรือยัง”
บ่าวชราก้มหน้าขานรับ
เฉินเซ่าโขกหัวลง
“เจ้าไม่ต้องมาโขกหัวให้ข้าหรอก” นายใหญ่เฉินเอ่ยเสียงเรียบ “พ่อลูกอย่างเจ้ากับข้าคุ้นเคยกันยิ่ง ข้ารู้ความคิดของเจ้าดี เจ้าก็รู้
ความคิดของข้าดีเช่นกัน ไม่ต้องมาทำ เกรงอกเกรงใจมากพิธีอะไร หรอก ข้าจะถามเจ้าอีกครั้งว่าเจ้าจะเอาคุณธรรมของขุนนางของเจ้า หรือจะเอามนุษยธรรม”
“ท่านพ่อ” เฉินเซ่าเงยหน้าขึ้นด้วยขอบตาแดงก่ำ เสียงขื่นขม “สถานการณ์ยามนี้ของลูก ท่านพ่อก็ทราบดี ลูกตัดสินใจเช่นนี้จะ เป็นอย่างไรท่านพ่อก็รู้ ลูกทำ เพื่อสิ่งใด ท่านพ่อก็ทราบ”
“เช่นนั้นเจ้าก็คงจะรู้ว่า ไม่เห็นด้วยเรื่องการแต่งงานนี้ ง่ายดาย กว่าการเห็นด้วยกระมัง” นายใหญ่เฉินเอ่ย
เฉินเซ่าโขกหัวขานรับ
“ลูกรู้ขอรับ” เขาเอ่ย
แม้ว่าจะถูกคนนอกด่าทอเหน็บแนมกันใหญ่โต แต่ขอแค่เขา กัดฟันยืนหยัดก็จะสามารถผ่านพ้นมันไปได้
“เช่นนั้นเจ้าก็กำ ลังหักใจจากอำ นาจตำ แหน่งในยามนี้ไปไม่ได้ จริงๆ อย่างนั้นรึ” นายใหญ่เฉินเอ่ย
เฉินเซ่าโขกหัวอีกครั้ง เงยหน้าหยัดกายตั้งตรง
“ท่านพ่อ” เขาสะอื้น “หากลูกละโมบในอำ นาจจริง ตอนนั้นก็ คงไม่เห็นด้วยที่จะสนับสนุนชิ่งอ๋องขึ้นเป็น
องค์รัชทายาทหรอกขอรับ”
สนับสนุนคนสติไม่ดีขึ้นเป็นองค์รัชทายาท ขับไล่ตระกูลเกา บีบคั้นให้ไทเฮาถอย ทำ เรื่องราวทั้งหมดนี้ แบกคำ ครหาว่าใช้อำ นาจ บาตรใหญ่เอาไว้ คำ ครหานี้ไม่สามารถรักษาอำ นาจตำ แหน่งของเขา ได้ ตรงกันข้าม กลับกลายเป็นเสี้ยนหนามในสายตาของขุนนางใน ราชสำ นัก เรียกได้ว่าการกระทำ นี้ทำ ให้เขาสร้างศัตรูไปทั่ว แค่คิดก็รู้ แล้วว่าเขาจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงและแรงกดดัน
เปรียบเทียบกันกับจางเจียงโจวชาวซื่อหลินคนอื่นๆ ที่เคยร่วม กันสนับสนุนโอรสบุญธรรมมาสืบบัลลังก์แล้ว ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ ย่อมเกรงใจเขาเพราะแรงสนับสนุน คงจะก้าวหน้าในตำ แหน่ง ได้รับ ความนับถือ
“ตั้งแต่ฝ่าบาทประชวรหนักไม่ได้สติ ลูกก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ มาตลอด”
“ลูกมักจะนึกย้อนไปถึงตอนที่ฝ่าบาทกับลูกนั่งพูดคุยกันใกล้ๆ พูดเรื่องอดีตบ้าง ปัจจุบันบ้าง ลูกเห็นฝ่าบาทมีปณิธานอันยิ่งใหญ่ เพียงใด ยามนี้ยังไม่ได้บรรลุ”
“ลูกวางมันไม่ลงจริงๆ”
เฉินเซ่าสะอื้นโขกหัวโน้มกายลงไม่ลุก
“เรื่องนั้นก็มิใช่ว่าจะต้องเป็นตันเหนียงเท่านั้น” นายใหญ่เฉิน เอ่ยเสียงแหบ “รอสักหน่อย อดทนอีกนิด กำ จัดเกาหลิงปอไป ทุก อย่างก็ง่ายขึ้นแล้ว”
เฉินเซ่าไม่ได้ลุกขึ้นมา
“ท่านพ่อ ลูกรอไม่ได้แล้ว” เขาสะอื้น “ฝ่าบาทรอไม่ได้แล้ว”
นายใหญ่เฉินสีหน้านิ่งอึ้ง ทันใดนั้นก็กระจ่างแจ้งในความ หมายของประโยคนี้
“หากปีหน้ายังไม่ได้กำ หนดเรื่องแต่งงานขององค์รัชทายาท ถึง เวลานั้นคงได้วุ่นวายขึ้นจริงๆ แน่” เฉินเซ่าสะอื้นบอก
ปีหน้า…
ปีหน้าหากฝ่าบาทสวรรคต เรื่องการแต่งงานขององค์
รัชทายาทผู้สติไม่ดียังไม่ทันได้กำ หนด ทายาทยังไม่มี ราชสำ นักต้อง วุ่นวายปั่นป่วนแน่ ยามนี้ฝ่ายสนับสนุนโอรสบุญธรรมที่ยุติการ
วิพากษ์วิจารณ์ลงจะต้องออกมาอีกครั้งแน่
ถึงตอนนั้นฮ่องเต้ประชวรหนักนานเข้า ความเกรงกลัวที่เหลือ อยู่หมดสิ้นลง แค่คิดก็รู้ว่าจะมีคนมากมายเท่าใดเกิดความคิดไม่ซื่อ ขึ้น
นายใหญ่เฉินมองเฉินเซ่าพลางส่ายหน้าช้าๆ
“แต่ว่าเรื่องเหล่านี้ คนที่ร้อนใจที่สุดไม่น่าจะใช่เจ้า” เขาเอ่ย “อันที่จริงผู้ที่มีตำ แหน่งสูงสุดในราชสำ นัก ไม่ควรยึดถือคุณธรรม แห่งบัณฑิต”
องค์รัชทายาทไม่สามารถครองราชย์เป็นฮ่องเต้ได้ คนที่น่าจะ ร้อนใจที่สุดก็คือเกาหลิงปอ คนที่ควรออกหน้าคิดหาวิธีรับมือก็คือ เกาหลิงปอ ไม่ใช่เฉินเซ่า
เรื่องนี้เห็นได้ชัดเลยว่าเกาหลิงปอใช้อำ นาจทำ ร้ายรังแกเฉิน เซ่าที่เป็นขุนนางผู้จงรักภักดีให้ละอายต่อคุณธรรมแห่งบัณฑิต สาด
โคลนใส่เขา ทำ ลายชื่อเสียงของเขาจนป่นปี้ ได้รับคำ ด่าทอจากขุนนางและชาวบ้าน ทั้งยังต้องปกป้อง
ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ให้นั่งปกครองแผ่นดินอย่างมั่นคง พอฮ่องเต้
พระองค์ใหม่ครองบัลลังก์มั่นแล้ว คนแรกที่ต้องกำ จัดก็คือเฉินเซ่า รู้ทั้งรู้ว่านี่เป็นแผนการของคนอื่นที่จะเล่นงานตน หากยังยึด
หลักคุณธรรมของบัณฑิตอีก นั่นคงได้ตายแน่แล้ว สิ่งที่ควรจะทำ
ตอนนี้คือทิ้งคุณธรรมบัณฑิตนี้ไป หนามยอกก็ต้องเอาหนามบ่ง ทิ้งคุณธรรมบัณฑิตไป เฉินเซ่าเงยหน้าขึ้น มองสีหน้าที่แฝงไว้ด้วยความเฉียบขาดของ
บิดา “ย้อนถามตัวเองและคิดว่าเรามีคุณธรรมอยู่ แม้จะเผชิญหน้า
กับคนนับพัน เราก็จะก้าวไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญ” เขาเอ่ยขึ้น
อย่างช้าๆ “เจิงจื่อย่อมรักษาสัญญา ลูกไม่อาจลืม”