พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 620 ป่าวประกาศ (1)
ณ สนามฝึกของตำ หนักจิ้นอันจวิ้นอ๋อง ทั้งสองคนเดินเล่นกัน อยู่หลายรอบ
ซู่ซินไปทำ งานในตำ หนักแล้ว เหลือปั้นฉินที่เดินไม่ไหว นางจึง ไปรออยู่อีกด้านกับพวกสาวใช้คนอื่นๆ
จิ้นอันจวิ้นอ๋องที่พูดพล่ามดึงเฉิงเจียวเหนียงออกจากห้องมา หยุดพูดลงเมื่อเดินเลียบสนามฝึก
ทั้งสองเงียบงันเดินทอดน่องเช่นนี้ ดูแปลกตาแต่ก็ดูผ่อนคลาย ยิ่งนัก
“เจ้าคิดว่าตระกูลเฉินทำ เช่นนี้น่าขันหรือไม่” เฉิงเจียวเหนียง โพล่งขึ้น
จิ้นอันจวิ้นอ๋องชะงักหันกลับมามองนางอย่างตกตะลึง
คิดอยู่ตั้งนาน นึกไม่ถึงว่าจะคิดถึงเรื่องนี้อยู่
“จะน่าขันได้อย่างไร” เขาเอ่ย
ส่งลูกสาวไปแต่งงานกับคนสติไม่ดีคนหนึ่งนะหรือ…
“น่าจะน่าสงสารมากกว่า” เขายิ้มเอ่ย น่าสงสารอย่างนั้นรึ เฉิงเจียวเหนียงเงียบงัน
ถูกบีบคั้นจนถึงสถานการณ์เช่นนี้ จำ ต้องฝืนตั้งรับต่อไปเท่านั้น รู้ทั้งรู้ว่าโดนใส่ร้ายแต่ก็จำ ต้องกล้ำ กลืนมันลงไป ช่างน่าสงสารจริงๆ นั่นแหละ
นางพลันเร่งฝีเท้าขึ้น แต่ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าน่าสงสาร ฝีเท้านางช้าลง
“ไม่ใช่ว่าไร้หนทางให้เดิน แต่เขาไม่อยากเดิน นี่คงเรียกได้ว่า
เขาสมดังปรารถนา” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ยอย่างเชื่องช้า จิ้นอันจวิ้นอ๋องก็ผ่อนฝีเท้าลงเช่นกัน “เช่นนั้น เขาก็น่านับถือนะสิ” เขาเอ่ย น่านับถืออย่างนั้นรึ เฉิงเจียวเหนียงหยุดฝีเท้าลง
เพื่อคุณธรรมในใจตน น่านับถือโดยไม่ต้องคิด แต่ถ้าหาก คุณธรรมมันผิดล่ะ
“คุณธรรมแห่งบัณฑิตจะไม่ถูกต้องได้อย่างไร” จิ้นอันจวิ้นอ๋อง เอ่ยถาม น้ำ เสียงอ่อนโยนคล้ายกลัวว่าจะทำ ให้นางตกใจเอา
แม้ว่าสองวันมานี้นางจะดูนิ่งสงบเหมือนที่ผ่านมา แต่สามารถ เห็นความวิตกในยามนี้ของนางได้จากฝ่ามือที่กำ แน่นอย่างไม่รู้ตัว
เพราะอย่างนั้นเขาจึงไม่อยากให้นางอยู่คนเดียว ต้องคอย พะเน้าพะนอพูดคุยกับนาง ลากนางออกมาเดินเล่น เขาไม่อยากเห็น นางนั่งอยู่เดียวดายเงียบงันไม่พูดไม่จา
ยามนี้นางไม่ได้ตัวคนเดียวแล้ว นางมีเขาแล้ว
คุณธรรมของบัณฑิตไม่ได้ผิด
เฉิงเจียวเหนียงเงียบลงอีกครั้ง ยกเท้าเดินต่อไป
ไม่ได้ผิดเหมือนลิขิตสวรรค์ที่ตระกูลเฉิงอย่างพวกเขายอมรับ
คราแรกราชวงศ์ต้าชิ่งยังไม่สู้รบไปทั่วสารทิศ เมื่อเจิ้งถ่งขึ้น ครองบัลลังก์ก็แตกออกเป็นสี่สาขา และสองคนในนั้นอย่างซุ่นอ๋อง และหนิงอ๋องก็เป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุด และมีอำ นาจที่แท้จริงในการ
ครองบัลลังก์มากที่สุดในสายตาของคนทั้งแผ่นดิน ทว่าตระกูลเฉิงก ลับเลือกอำ มาตย์หยางที่ไม่มีสายเลือดราชวงศ์อยู่เลย แบกชื่อเสียง ของคนทรยศที่สมรู้ร่วมคิดแย่งชิงบัลลังก์เอาไว้เพื่อแต่งตั้งกษัตริย์ พระองค์ใหม่ให้ได้
เนื่องจากนั่นเป็นกษัตริย์ที่สวรรค์ได้เลือกไว้ นั่นเป็นกษัตริย์ที่ ตระกูลเฉิงยอมรับ
แบกคำ ครหา หลังจากสิบปีของการวางแผนสงคราม ในที่สุด กษัตริย์พระองค์ใหม่ก็ขึ้นครองราชย์ตามทางแห่งสวรรค์ แต่กลับ แลกมาด้วยความหายนะสูญสิ้นตระกูล
น่านับถือรึ น่าสงสารรึ น่าขันรึ
…
เรือนของนายใหญ่เฉินตกสู่ความเงียบงันอีกครั้ง
เสียงฝีเท้าดังขึ้น เฉินเซ่าเงยหน้าขึ้นเห็นว่านายใหญ่เฉินเลี้ยว เข้าไปในห้องแล้ว
“ท่านพ่อ” เฉินเซ่าเอ่ยเรียก น้ำ เสียงนั้นแฝงไปด้วยความเจ็บ ปวด เขาคำ นับค้อมกายลงอีกครั้ง แต่ได้ยินเสียงฝีเท้ากลับมาอีก
ครั้ง “ฮูหยินกับตันเหนียงเก็บข้าวเก็บข้าวเสร็จแล้วกระมัง”
เสียงนายใหญ่เฉินดังขึ้นข้างหู เฉินเซ่าร่างกายสั่นเทิ้ม ได้ยินเสียงบ่าวรับใช้เฒ่าขานรับ
“เช่นนั้นก็ขึ้นรถเถิด” นายใหญ่เฉินเอ่ย “ค่ำ แล้วยังพอเร่งไปถึง โรงเตี๊ยมได้”
“ท่านพ่อ!” เฉินเซ่าเงยหน้าตะโกนเจือสะอื้น เงยหน้าขึ้นก็เห็นดาบเล่มหนึ่งในมือนายใหญ่เฉิน เขาเพิ่งจะเงยหน้าขึ้น มือนายใหญ่เฉินก็ยกขึ้น เสียงเคร้งดังขึ้น ดาบยาวถูกโยนลงตรงหน้าเขา “ในเมื่อไม่อาจจงรักภักดีและกตัญญูไปพร้อมกันได้” นายใหญ่
เฉินยิ้มบาง “เช่นนั้นเจ้าก็พยายามจงรักภักดีและกตัญญูให้ถึงที่สุด เสีย นับว่าได้สมปรารถนาแล้ว เจ้ารักษาชื่อเสียงอันบริสุทธิ์แห่ง บัณฑิตผู้จงรักภักดีเอาไว้ ข้าจะรับคำ ครหาว่าบีบบังคับบุตรชายให้ ไปตายไว้เอง”
เฉินเซ่านิ่งอึ้ง นายใหญ่เฉินกลับไม่มองเขาอีก ยกเท้าเดินลง บันไดไป
“…เจ้าคำ นวณเวลาไว้ เหลือเวลาให้เราได้เดินทางและกลับมา ด้วย”
นายใหญ่เฉินเดินผ่านเฉินเซ่าไป เอ่ยถ้อยคำ ที่ทำ เอาอกสั่น ขวัญหาย ทว่าน้ำ เสียงกลับผ่อนคลาย ราวกับถามว่าวันนี้อากาศดี หรือไม่
“นายท่าน!” บ่าวชราคุกเข่าลงอย่างอดไม่ได้
เฉินเซ่าเอ่ยเรียกท่านพ่อคำ หนึ่งแล้วโน้มตัวโขกหัวกับพื้นสะอึก สะอื้น
ฝีเท้านายใหญ่เฉินกลับไม่ได้หยุดลง
“เจ้าอยากจะอยู่ต่อก็อยู่เถิด ใครอยากจะอยู่ต่อก็อยู่เถิด” เขา เอ่ยอย่างเนิบช้า
เฉินเซ่าสะอื้นพลางลุกขึ้น ยื่นมือคว้าดาบยาวเล่มนั้นขึ้นมา
“นายท่าน!” บ่าวชราตะโกนพลางเข้าไปขวางเขาไว้
“มีลูกชายสี่คน ตายไปคนหนึ่ง ยังเหลืออีกสามคน ลูกชายสาม คนฐานะปานกลางก็ไม่เป็นไร ข้ายังมีหลานชาย…”
ถ้อยคำ ของนายใหญ่เฉินลอยมาอย่างต่อเนื่องเชื่องช้า “พึ่ง
หลานๆ ไม่ได้ ก็ยังมีเหลน รุ่นนี้ไม่ได้ก็ยังมีรุ่นต่อไป ตราบใดที่ยัง บริสุทธิ์ใจ ก็ยังสามารถเข้าไปเป็นขุนนางได้อีกครั้ง”
เฉินเซ่ากำ ดาบปิดหน้าสะอื้น “ท่านปู่!” เสียงใสดังลอยมาจากด้านนอก
ทั้งสามคนภายในลานบ้านต่างตกตะลึง เห็นเฉินตันเหนียงวิ่ง เข้ามาจากประตูเรือนด้านนอก
เฉินตันเหนียงสวมชุดเดินทางไว้แล้ว สีหน้าแดงเรื่อเนื่องจาก วิ่งมาอย่างรีบร้อน
“ตันเหนียง เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร” นายใหญ่เฉินเอ่ยพลางยื่น มือไปหา “มา ไปกับปู่”
เฉินตันเหนียงไม่ได้ยื่นมือไปหาแต่คุกเข่าลง “ท่านปู่ ข้าอยากอยู่ที่นี่ต่อ” นางโขกหัวเอ่ยขึ้น
เฉินเซ่าที่เดิมทีหันหน้าหนีเพื่อปิดบังใบหน้าไว้ก็หันมามองด้วย
สีหน้าซับซ้อนเมื่อได้ยินตันเหนียงเอ่ยเช่นนี้ “ตันเหนียง…” เขาพึมพำ ขึ้น เฉินตันเหนียงเงยหน้ายิ้มให้นายใหญ่เฉิน “ท่านปู่ ให้ข้าอยู่ที่นี่ต่อเถิด” นางเอ่ย นายใหญ่เฉินสีหน้าเศร้าโศก “ตันเหนียง เจ้ารู้หรือไม่ว่าถ้าเจ้าอยู่ต่อจะเป็นเช่นไร” เขาเอย
ถาม เฉินตันเหนียงพยักหน้า
“ท่านปู่ ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ พวกนางปิดบังข้าไว้ แต่ข้าได้ยิน หมดแล้ว” นางเอ่ย “ให้ข้าแต่งกับองค์รัชทายาท”
ไม่รอให้นายใหญ่เฉินได้เอ่ย เฉินตันเหนียงก็ยื่นมือไปดึงแขน เสื้อนายใหญ่เฉินไว้
“ท่านปู่ ข้าอยากแต่งกับองค์รัชทายาท” นางเอ่ย ดวงตากลม โตกะพริบปริบๆ “ข้าชอบองค์รัชทายาทมากเลย”
เฉินเซ่าได้ยินประโยคนี้ก็ปิดหน้าไว้อีกครั้ง
นายใหญ่เฉินส่ายหน้าจับมือตันเหนียงไว้
“ตันเหนียง เจ้าไม่ได้ชอบองค์รัชทายาท ไม่ต้องใช้คำ พูดมา ปลอบใจปู่หรอก” เขาเอ่ย “มา เด็กดี ไปกับปู่ พวกเราเดินไปด้วยคุย ไปด้วย”
“ไม่นะ ไม่นะท่านปู่ ข้าชอบองค์รัชทายาทจริงๆ องค์รัชทายาท ไม่เลวเลย ทั้งยังไม่น่ากลัวด้วย เรายิ้มให้เขา เขาก็จะยิ้มให้เรา” เฉิน ตันเหนียงเอ่ยเสียงดัง
นายใหญ่เฉินไม่เอ่ยคำ ใด เอาแต่ลากนาง
“ใครก็ได้มาเร็วเข้า พวกเจ้าเฝ้าตันเหนียงกันประสาอะไร” เขา ตวาดบรรดาแม่นมที่ลนลานตามมาจากด้านนอก
บรรดาแม่นมจะเข้ามาอุ้มตันเหนียง แต่เฉินตันเหนียงดิ้นรน ค้อมกายโขกหัวให้นายใหญ่เฉิน
“ท่านปู่” นางเอ่ยเรียก “ท่านปู่รักเอ็นดูตันเหนียงที่สุดมิใช่หรือ ท่านปู่ต้องการเห็นตันเหนียงแบกคำ ครหาว่าบีบคั้นบิดาให้ตายไว้ ตลอดชีวิตหรือ ท่านปู่ทนให้ตันเหนียงเป็นเช่นนั้นได้หรือ”
นายใหญ่เฉินร่างแข็งทื่อ
“ท่านปู่ ข้ายินดีแต่งกับองค์รัชทายาท” เฉินตันเหนียงเอ่ยต่อ นางเงยหน้ามองนายใหญ่เฉิน “ข้ายินดีจริงๆ ไม่ใช่จำ ใจ”
นายใหญ่เฉินมองดวงตากลมโตสดใสราวน้ำ พุตรงหน้า สีหน้า ก็เศร้าสลด ริมฝีปากขยับไหว
“ตันเหนียง เจ้าไม่เข้าใจหรอก” เขาเอ่ย “เจ้าไม่เข้าใจว่าเจ้า กำ ลังพูดอะไรอยู่และวันคืนข้างหน้าที่จะต้องเผชิญกับความลำ บาก มากมาย”
เฉินตันเหนียงพยักหน้า
“ท่านปู่ ข้าไม่เข้าใจเจ้าค่ะ แต่ข้าไม่อยากมาเสียใจภายหลัง” นางเอ่ย
นายใหญ่เฉินส่ายหน้า ยื่นมือไปลูบศีรษะเฉินตันเหนียง
“เด็กโง่ วันหน้าเจ้าจะต้องเสียใจ” เขาสะอื้นบอก
“ท่านปู่ วันหน้าข้าจะเสียใจหรือไม่นั้นเป็นเรื่องวันหน้า” เฉิน ตันเหนียงเอ่ยอย่างจริงจัง “ข้าแค่อยากจะทำ วันนี้ให้ไม่เสียใจภาย หลังก็พอ”
พูดถึงตรงนี้นางก็แย้มยิ้มอีกครั้ง พยักหน้า
“ใช่แล้ว ท่านปู่ ยามนี้ข้าทำ เช่นนี้ ไม่เสียใจภายหลัง”
นายใหญ่เฉินยกมือปิดหน้า เฉินเซ่าที่อยู่ด้านข้างส่งเสียงสะอึก สะอื้นออกมาตั้งนานแล้ว
ฮูหยินเฉินที่อยู่หน้าประตูร่างกายโงนเงนอ่อนยวบลงกับพื้น ปิดหน้าร้องไห้ออกมายกใหญ่อย่างทนไม่ไหวอีกต่อไป