พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 620 ป่าวประกาศ (2)
แสงไฟภายในห้องถูกจุดสว่างไสว ปั้นฉินรีบพาบรรดาสาวใช้ ให้รีบออกมา
“อย่างนั้นรึ” จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ยถาม
ขันทีจิ่งพยักหน้าขานรับ
“ฮูหยินเฉินเข้าวังมาตอนบ่าย แต่ไม่ได้อยู่นานมากนักก็ออกไป แล้วพ่ะย่ะค่ะ” เขาเอ่ย
สายตาของจิ้นอันจวิ้นอ๋องมองเฉินเจียวเหนียงอย่างอดไม่ได้
เฉินเจียวเหนียงนั่งอ่านตำ ราอยู่ใต้โคมไฟด้านข้าง ราวกับไม่ ได้ยินที่พวกเขาพูดคุยกัน
“แต่ก็ไม่มีข่าวคราวอื่นใดอีกแล้ว” ขันทีจิ่งเอ่ยบอกเสียงเบา
จิ้นอันจวิ้นอ๋องพยักหน้า
“อย่างไรเสียฮูหยินเฉินก็ขัดราชโองการก่อน ไม่อาจหันกลับมา เห็นด้วยได้อยู่แล้ว” เขาเอ่ย แล้วทอดถอนใจอีกครั้ง “แต่ใต้เท้าเฉิน
ยอมอ่อนข้อให้มากมายถึงเพียงนี้ ไทเฮาจะต้องไว้หน้าให้มากอยู่ แล้ว”
ขันทีจิ่งขานรับ
“แต่ว่าก็คงไม่ยืดเยื้อนานเกินไปหรอก อีกไม่นานนี้แหละ” เขา เอ่ย
จิ้นอันจวิ้นอ๋องหลุบตาลงส่งเสียงอืมออกมาภายใต้โคมไฟ กำ ถ้วยชาไว้ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา
“ไม่ว่าอย่างไร องค์รัชทายาทก็ต้องอภิเษกอยู่ดี” ขันทีจิ่งเอ่ย ขึ้นอย่างอดไม่ได้ “อย่างไรเสียลูกสาวของตระกูลเฉินก็ดีกว่าคน อื่น…”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องวางถ้วยชาลง
“เจ้าออกไปเถิด ข้าจะพักผ่อน” เขาเอ่ย
ขันทีจิ่งขานรับหน้าเหยเกแล้วออกไป
ภายในห้องเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง
“รีบพักเถอะ” จิ้นอันจวิ้นอ๋องหันหน้าไปมองเฉิงเจียวเหนียง เอ่ยว่า “กลางค่ำ กลางคืนอย่าอ่านหนังสือเลย เดี๋ยวจะปวดตา”
เฉิงเจียวเหนียงไม่ได้เอ่ยคำ ใด จิ้นอันจวิ้นอ๋องจึงเดินไปหา ยิ้ม พลางผลักแขนนาง
“ไม่ต้องอ่านแล้ว เจ้าช่วยข้าสระผมดีกว่า” เขาเอ่ย
“ข้าสระผมให้คนอื่นไม่เป็น” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย
“เช่นนั้นข้าสระให้เจ้าเอง” จิ้นอันจวิ้นอ๋องยิ้มเอ่ย
ปั้นฉินที่อยู่ด้านนอกได้ยินเสียงน้ำ ในห้องน้ำ ก็หันไปมองอย่าง อดไม่ได้
“…ผมเจ้าสวยนัก…”
ทั้งยังมีเสียงจิ้นอันจวิ้นอ๋องลอยออกมาจากในห้องอีก
“…น้ำ เย็นหรือไม่ ให้เพิ่มอีกหน่อยหรือไม่”
“ฝ่าบาทสระผมให้คนอื่นเป็นจริงๆ” ซู่ซินอมยิ้มเอ่ยขึ้น
ปั้นฉินนึกไปถึงเสียงอ่างทองแดงคว่ำ ภายในนั้นเมื่อครู่ ก้มหน้า เม้มปากยิ้ม กำ ลังจะเอ่ยขึ้นก็เห็นจิ้นอันจวิ้นอ๋องเดินออกมาจากด้าน ใน
“อาบน้ำ ให้ฮูหยินด้วย” เขาเอ่ย
ปั้นฉินรีบขานรับแล้วเดินเข้าไป
หลังจากจิ้นอันจวิ้นอ๋องอาบเสร็จออกมา เฉิงเจียวเหนียงก็นอน อยู่บนเตียงแล้ว สาวใช้ภายในห้องต่างออกจากห้องไป เขายกแก้วที่ รินน้ำ เปล่าไว้แล้วจากด้านข้างขึ้นมาดื่มคำ หนึ่ง
“จะดื่มน้ำ หรือไม่” เขาถาม
เฉิงเจียวเหนียงส่ายหน้า
จิ้นอันจวิ้นอ๋องจึงวางแก้วน้ำ ลง ดับไฟ หลังจากเสียงสวบสาบ ดังขึ้นก็ข้ามตัวเฉิงเจียวเหนียงไปนอนอยู่ด้านใน
“เหมือนกับที่เจ้าบอกไว้จริงๆ ด้วย” เขายื่นมือไปกระทุ้งคนข้าง กาย
“แบบไหนรึ” เสียงลอยมาข้างหู
จิ้นอันจวิ้นอ๋องจึงพลิกตัวไปนอนตะแคง อาศัยแสงจันทรามอง คนในม่านมุ้งอันรางเลือน
“ชินนอนเตียงเดียวกันก็พอแล้ว” เขายิ้มเอ่ย
เฉิงเจียวเหนียงยิ้ม
“ฟังป๋อจง” นางเอ่ย
จิ้นอันจวิ้นอ๋องขานตอบ
“ข้าไม่เป็นไร” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย “ฮูหยินเฉินจะต้องตอบ ตกลง เรื่องนี้ข้ารู้แต่แรกแล้ว”
คาดเดาไว้แต่แรกแล้ว
ขอบคุณที่เจ้าเป็นห่วงข้าเช่นนี้
นางกระจ่างแจ้งทุกอย่าง ดีกับนาง ร้ายกับนาง นางล้วนรู้ดี
จิ้นอันจวิ้นอ๋องทอดถอนใจเงียบๆ
“แต่ว่า ต่อให้คาดเดาไว้แต่แรกแล้ว ก็ยังเสียใจอยู่ดีนี่นา” เขา เอ่ย ยื่นมือไปลูบผมยาวแผ่สยายบนหมอนอย่างห้ามใจไม่อยู่ แล้ว รีบชักมือกลับ
“ข้าน่ะหรือ” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย หันหน้าไปมองเขา
ดวงตาสองข้างเป็นประกายแวววาวภายในราตรีสีมืด
“ข้าไม่เสียใจหรอก” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย “ซ้ำ นี่ก็ไม่ใช่เรื่องของ ข้า ท่านมิใช่ปลา ไหนเลยจะรู้ความสุขของปลา เหตุใดข้าต้องเสียใจ ให้กับเรื่องของคนอื่นด้วย”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องหัวเราะ
“ใช่ ข้าคิดมากไปเอง” เขาเอ่ย แล้วถอนหายใจเบาๆ อีกหน “ตันเหนียงเป็นเด็กดีคนหนึ่ง แต่กลับต้องเจอเรื่องแบบนี้ นางคง เสียใจแน่”
เฉิงเจียวเหนียงส่ายหน้าอยู่บนหมอน “ไม่ นางไม่เสียใจหรอก” นางเอ่ย จิ้นอันจวิ้นอ๋องยันตัวขึ้นมองนาง
“อย่างนั้นรึ” เขาเอ่ยพลางยิ้ม “ท่านมิใช่ปลา ไหนเลยจะรู้ ความสุขของปลา”
“เพราะความจริงแล้วข้าก็เป็นปลาเหมือนกัน” เฉิงเจียวเหนียง เอ่ย
…
ฟากฟ้าเริ่มส่องสว่าง เมื่อประตูเมืองเพิ่งจะเปิดออกทหารเฝ้า เวรยามที่ยังคงง่วงงุนเตรียมตัวทำ ความสะอาด ทันใดนั้นก็มีรถม้า สองคันก็เคลื่อนตัวโคลงเคลงออกจากประตูเมืองไป
บ้านใครออกไปแต่เช้าเลย บรรดาทหารเวรยามมองตามด้วย ความสนใจใคร่รู้
ดูท่าแล้วไม่เหมือนพวกกรรมกรที่ทำ งานหนักเพื่อความอยู่รอด
เสียงเกือกม้าดังมาจากในเมืองอย่างรีบร้อน บรรดาทหารมอง ตามไป เห็นบนนั้นเป็นชายวัยกลางคนคนหนึ่ง
“อำ มาตย์เฉิน!” มีทหารเวรยามคนหนึ่งจำ ได้ ตกอกตกใจจน หน้าซีด
ยังไม่ทันจะคำ นับ ม้าของเฉินเซ่าก็ผ่านประตูเมืองออกไปแล้ว
“ท่านพ่อ!”
ม้าถูกมัดไว้หน้ารถ เฉินเซ่าตะโกนเรียกเสียงแหบแห้ง สีหน้า ซีดเซียวเล็กน้อย ขอบตาแดงก่ำ พลิกตัวลงจากม้าคุกเข่าโขกหัวกับ พื้น
“เจ้าอย่ามาขวางข้า” นายใหญ่เฉินเลิกม่านรถขึ้นเอ่ย “ลูกของ เจ้า ข้าให้เจ้าตัดสินใจ ส่วนลูกของข้า ข้าเป็นคนตัดสินใจ เฉินเซ่า แต่นี้ต่อไปข้าจะคิดว่าไม่มีลูกชายอย่างเจ้าอีก หากเจ้าพยายาม
จงรักภักดีและกตัญญูอย่างสุดความสามารถจริงๆ เช่นนั้นก็อย่ามา ตอแย”
เฉินเซ่าสะอึกสะอื้นร่ำ เรียกบิดา
“ทำ ไมรึ เจ้าจะบีบคั้นให้ข้ายอมคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ของเจ้า เช่นกันรึ” นายใหญ่เฉินอมยิ้มถาม “อยากจะบีบคั้นข้าให้ไม่ให้อภัย เจ้า ไม่เห็นอกเห็นใจเจ้าให้เป็นความผิดของข้ารึ”
“ลูกไม่บังอาจ!” เฉินเซ่าเอ่ย เงยหน้าขึ้น หน้าผากเขียวช้ำ ไป หมดแล้ว
“ไม่บังอาจก็ดี” นายใหญ่เฉินเอ่ย “เช่นนั้นเจ้าก็หลีกไปเถิด”
เฉินเซ่าโขกหัวลงอีกครั้ง บ่าวชราที่ขับรถทนมองต่อไปไม่ได้ แล้ว
“นายท่าน เอาแบบนี้เถิด ปล่อยนายใหญ่ไปเถิด” เขาเอ่ยเสียง เบา
ปล่อยไป…
เฉินเซ่าร่างสั่นสะท้าน ค้อมกายหมอบลงต่ำ คลานเข่าไปด้าน ข้างเพื่อหลีกทางให้
รถม้าโคลงเคลงเคลื่อนไปเบื้องหน้า นายใหญ่เฉินปล่อยม่าน รถลง ไม่มองเฉินเซ่าอีกแม้แต่น้อย
รถม้าค่อยๆ เคลื่อนไกลออกไป คนบนถนนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ เฉินเซ่าที่คุกเข่าอยู่ข้างทางยังคงไม่ลุกไปไหน ปล่อยให้คนที่ผ่านไป มาชี้มือชี้ไม้วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างตกใจ
บ่าวชราเห็นฉินเซ่าที่อยู่ด้านหลังกลายเป็นเพียงจุดดำ เล็กๆ ก่อนจะทอดถอนใจ แหงนหน้ามองฟากฟ้า
ท้องฟ้าต้นฤดูสารทไม่สูงริบลิ่วเหมือนเก่า ทั้งยังอึมครึมอยู่เล็ก น้อยด้วย
“เกรงว่าฝนจะตกขอรับ” เขาพึมพำ
นายใหญ่เฉินเลิกม่านรถขึ้นมองไปยังฟากฟ้าด้วยสีหน้าตกใจ
“อืม เมฆมาก ฝนกำ ลังจะตก” เขาเอ่ยคล้ายกำ ลังหวนถึงอดีต “เจ้าคงยังจำ ได้กระมัง ตอนพวกเราเจอแม่นางเฉิงกันครั้งแรก ก็เป็น แบบนี้เช่นกัน”
บ่าวชรานิ่งอึ้ง นึกย้อนไปเมื่อหกปีก่อน ความทรงจำ เลือนราง ลงไปแล้ว
“หากไม่ได้เจอนาง ข้าก็คงตายไปหลายปีแล้ว” นายใหญ่เฉิน ยิ้มเอ่ย พูดถึงตรงนี้ก็หยุดเว้นไป “หากตอนนั้นข้าเชื่อคำ พูดของนาง ไม่แน่ว่าอาจจะไม่เข้าเมืองหลวง”
ไม่เข้าเมืองหลวง ก็คงจะไม่เกิดเรื่องวันนี้ขึ้นกระมัง
บ่าวชราสีหน้าเศร้าสลด
“นายใหญ่” เขาเอ่ย
นายใหญ่เฉินถอนหายใจ
“แม้ว่านางจะรักษาโรคของข้าหายแล้ว แต่สุดท้ายข้าก็ยังต้อง กลับบ้านเกิดอยู่ดี ดังนั้นเรียกได้ว่า รักษาโรคได้ แต่เปลี่ยนโชคชะตา ไม่ได้” เขาพึมพำ “เราเป็นคนลิขิตโชคชะตา จะโทษคนอื่นไม่ได้”
เรื่องที่เฉินเซ่าคุกเข่าส่งนายใหญ่เฉินออกจากเมืองหลวงยัง ไม่ทันลือทั่ว สามวันต่อมา พระราชโองการแต่งตั้งแม่นางสิบเก้าแห่ง ตระกูลเฉินให้เป็นพระชายาในองค์รัชทายาทก็แพร่สะพัดไปทั่วแผ่น ดิน
เมื่อได้ยินข่าวนี้เข้า เฉิงเจียวเหนียงกำ ลังยิงธนูอยู่ในสนามฝึก จิ้นอันจวิ้นอ๋องมาบอกนางด้วยตัวเอง
พร้อมกับเสียงของธนูนั้น หัวลูกธนูไม่ได้ปักลงบนกลางเป้าสี แดง ขนนกหางธนูสั่นไหวเล็กน้อยภายใต้แสงตะวัน
“แม้พวกเราจะไม่สะดวกออกเมือง แต่เจ้าก็ยังต้องไปหาตระ กูลเฉินอยู่ดี” จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ย
เอ่ยพลางยิ้มขื่น
“ต่อให้มีการยื่นมติไม่ไว้วางใจเหน็บแนมมากกว่านี้ อำ มาตย์ เฉินก็ไม่สนใจเพราะพวกเราไปเยี่ยม”
เฉิงเจียวเหนียงลดคันธนูในมือลง ยังไม่ทันจะเอ่ย ซู่ซินก็รีบ ร้อนเดินมาจากไกลๆ
“ฮูหยิน ฮูหยิน พ่อบ้านเฉามาเจ้าค่ะ” นางตะโกนขึ้นด้วยความ ดีใจ
พ่อบ้านเฉารึ
เฉิงเจียวเหนียงหันไปมอง
ปั้นฉินที่ได้ยินข่าวก็ยินดีเช่นกัน ในที่สุดก็มา เหตุใดจึงได้ช้านัก นับวันดูน่าจะถึงตั้งแต่สองวันก่อนแล้วนี่นา
ซู่ซินยืนอยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้ายินดี
“แล้วก็ เฉิงผิงก็ตามมาด้วยพร้อมกันเลยเจ้าค่ะ” นางเอ่ย
เฉิงผิงอย่างนั้นรึ
จิ้นอันจวิ้นอ๋องยังไม่ทันมีปฏิกิริยากับชื่อนี้ก็เห็นเฉิงเจียวเหนียง โยนธนูในมือทิ้ง สาวเท้าเร็วๆ ไปทางด้านนอก
โยนธนูทิ้ง! รีบร้อนถึงเพียงนั้น!
เขาไม่เคยเห็นนางเดินอย่างเสียกิริยาเช่นนี้มาก่อน
ทว่าภาพเหตุการณ์ในครู่ต่อมายิ่งทำ ให้เขาเสียกิริยากว่าเดิม หญิงที่เดิมทีสาวเท้ายาวผู้นั้นออกตัววิ่งในทันใด ชายกระโปรงแขน เสื้อกว้างถูกถกขึ้นภายในแสงยามเช้าที่สาดส่อง
คนผู้นี้เป็นใครกัน!
จิ้นอันจวิ้นอ๋องตกตะลึง