พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 621 ใครบางคน
เสียงร้องไห้ของหญิงภายในห้องโถงดังลอยมา จิ้นอันจวิ้นอ๋องที่ลังเลแล้วลังเลอีกชะงักฝีเท้า สีหน้าตกตะลึงขึ้นอีกขึ้น
ร้องไห้!
รู้จักกันมาสี่ห้าปีแล้ว เพิ่งจะได้ยินนางร้องไห้เช่นนี้เป็นครั้งแรก ร้องไห้เสียงดังยกใหญ่
ใครกันที่สามารถทำให้นางร้องห่มร้องไห้เสียงดังออกมาโดยไม่สนใจสิ่งใดเช่นนี้ได้
จิ้นอันจวิ้นอ๋องอดใจไม่ไหวชะโงกหน้าไปดูอย่างระมัดระวัง
ประตูห้องโถงเปิดอ้าอยู่ มีม่านผืนบางกั้นไว้เห็นชายสองคนในนั้นลางๆ เพราะหันหลังให้จึงมองไม่เห็นหน้า เห็นแค่หนึ่งในนั้นรูปร่างค่อนข้างเตี้ย คนๆ นี้จิ้นอันจวิ้นอ๋องรู้จัก เขาคือพ่อบ้านเฉา
ส่วนอีกคนสวมใส่เสื้อผ้าเก่าๆ รูปร่างผอมแห้ง ทว่าท่านั่งผ่อนคลายสบายใจ หญิงนางนั้นกำลังค้อมกายหมอบกับพื้นไปทางเขา ไหล่สั่นเล็กน้อย
เป็นคนคนนี้
คนคนนี้เป็นใครกันแน่
“นี่เป็นคนในครอบครัว”
มีเสียงเอ่ยขึ้นข้างหูเบาๆ
จิ้นอันจวิ้นอ๋องตกใจรีบยืนตัวตรง มองขันทีจิ่งที่อยู่ข้างกาย
“ทำท่าทางลับๆ ล่อๆ อะไรน่ะ” เขาขมวดคิ้วตวาดใส่เสียงเบา
ใครกันแน่ที่ท่าทางลับๆ ล่อๆ…
ขันทีจิ่งพึมพำในใจ
นี่เป็นเรือนเจ้า บ้านเจ้า ภรรยาเจ้ากำลังพบชายอื่น สุดท้ายเจ้ายังไม่กล้าเข้าไป เอาแต่ยืนแอบมองอยู่ด้านนอก
“ฝ่าบาท เห็นว่าคนจากเจียงโจวมา ในเมื่อเป็นคนในครอบครัวพระชายา ฝ่าบาทก็ไปพบเสียหน่อย” เขาเอ่ย
เสียงร้องไห้ภายในโถงยังคงดังอยู่
อันที่จริงร้องไห้ออกมาได้ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งเช่นกัน
จิ้นอันจวิ้นอ๋องส่ายหน้า
“ให้พวกเขาพูดคุยกันไปเถิด อีกเดี๋ยวพวกเราก็ต้องพบกันอยู่แล้ว” เขาเอ่ย หันหลังเดินไป “ข้าจะไปห้องหนังสือด้านนอก”
ขันทีจิ่งมองภายในเรือนแวบหนึ่ง เห็นสตรีนางนั้นยังหมอบร้องไห้อยู่
น่าแปลกจริงๆ เป็นเพราะเห็นคนในครอบครัวอย่างนั้นหรือ
น่าแปลกจริงๆ ในครอบครัวนางยังมีใครทำให้นางแสดงอารมณ์ออกมาได้เช่นนี้อีกหรือ
ยามนี้เฉิงผิงและเฉากุ้ยที่นั่งอยู่ภายในห้องสีหน้าก็แปลกประหลาดเช่นกัน
เฉากุ้ยที่เป็นบ่าวรับใช้ค้อมกายก้มหน้าเล็กน้อย เฉิงผิงกุมมือมองภายในห้องโถงด้วยสีหน้าสับสน ริมฝีปากขยับเล็กน้อย คล้ายกำลังพึมพำเอ่ยกับตัวเอง
เสียงร้องไห้ของเฉิงเจียวเหนียงภายในห้องค่อยๆ เบาลง จากนั้นนางก็คำนับแล้วลุกขึ้น
ปั้นฉินที่เช็ดน้ำตาอยู่ด้านข้างรีบลุกขึ้นตามไปในห้องเพื่อช่วยนางล้างหน้า
เฉากุ้ยกับเฉิงผิงต่างพรูลมหายออกมา
“อย่างไรเสียตอนแต่งงานก็ไม่มีคนที่บ้านเดิมอยู่เลย” เฉากุ้ยโพล่งขึ้นเสียงเบา “จู่ๆ ก็เจอญาติผู้ใหญ่ นายหญิงจึงเจ็บปวดใจอย่างยากจะเลี่ยง”
เดิมทีพวกเขารอเสียงเรียกอยู่ตรงนอกเรือน คิดไม่ถึงว่าเฉิงเจียวเหนียงจะวิ่งมาหาด้วยตัวเอง หลังจากวิ่งมาหาแล้วก็คำนับยกใหญ่ปิดหน้าร้องไห้โดยไม่ทันได้ห้าม
ทำเอาเฉิงผิงตกอกตกใจแทบจะยกเท้าวิ่งเสียตรงนั้น ยังดีที่เฉากุ้ยคุ้นชินกับเหตุการณ์เช่นนี้ดี จึงคว้าตัวเฉิงผิงเอาไว้เงียบๆ ได้ทันเวลา
ความเจ็บปวดนี้ยังคงต่อเนื่องตั้งแต่นอกเรือนมาจนถึงภายในเรือน
จู่ๆ เห็นญาติผู้ใหญ่อย่างนั้นรึ ตอนนั้นพบกันครั้งแรกที่เจียงโจวนางไม่ได้ขาดญาติผู้ใหญ่ตระกูลเฉิงเสียหน่อย แต่พอเห็นตนก็ร้องไห้ไม่ใช่หรือ
คงเพราะดวงหน้านี้กระมัง
เฉิงผิงยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองอย่างอดไม่ได้
ผ่านไปนานเพียงนี้แล้ว ยังเป็นแบบเดิมอยู่อีก
“นับตามลำดับอาวุโส ข้าต้องเรียกนางว่าท่านอาเล็ก” เขาขำแห้ง เอ่ยกับเฉากุ้ยเสียงเบา
เฉากุ้ยถลึงตาใส่เขา
“เพ้อเจ้อให้มันน้อยๆ หน่อย ยกเจ้าให้เป็นญาติผู้ใหญ่ก็ให้เกียรติเจ้าแค่ไหนแล้ว” เขาเอ่ยเสียงเบา “รู้แบบนี้คงไม่พาเจ้ามาด้วยหรอก”
นึกว่านายหญิงยามนี้แต่งงานออกเรือนมีวันคืนที่ดีแล้ว คงไม่เป็นเหมือนเมื่อก่อนอีก ที่ไหนได้…
จู่ๆ เฉากุ้ยก็ลังเลขึ้นมา ไม่รู้ว่าตัวเองพาเฉิงผิงมานั้นมันผิดหรือถูกกันแน่
ที่ถูกก็คือ นายหญิงรู้สึกไม่ธรรมดาต่อเฉิงผิงผู้นี้จริงๆ ผิดก็คือ นายหญิงเห็นเฉิงผิงผู้นี้แล้วทำตัวแปลกไป
เสียงฝีเท้าลอยมา เฉิงเจียวเหนียงที่ล้างหน้า แต่งหน้าใหม่แล้ว เดินออกมา
เฉากุ้ยก้มหน้านั่งให้เรียบร้อย
ภายในห้องกลับเงียบงันลง
“เดิมทีก็ออกจากเรือนแต่เช้าแล้ว แต่ต่อมาทราบว่าเฉิงผิงไปก่อเรื่องก่อราวอีก จึงกลับไปพาตัวเขามาด้วย ไปๆ มาๆ แบบนี้จึงได้เสียเวลา” พ่อบ้านเฉารีบเอ่ยขึ้นก่อน
“เจ้านะเจ้า เหตุใดจึงใช้คำว่าก่อเรื่องก่อราวเล่า” เฉิงผิงขมวดคิ้วเอ่ย
พ่อบ้านเฉาหันหน้าไปถลึงตาใส่
“คนตายอยู่ตรงหน้าเจ้า เจ้าไม่ได้ก่อเรื่องแล้วให้เรียกว่าอะไร” เขาเอ่ย “หากไม่เป็นเพราะเจ้าบอกว่าคนเขาถึงอายุขัยแล้ว คนเขาจะโมโหตายตรงหน้าเจ้ารึ”
ตอนนั้นเจ้ายังบอกอีกด้วยว่านายหญิงของเราเป็นคนไร้ชีวิต แผ่นดินนี้จะมีสักกี่คนที่เหมือนนายหญิงของเรา ให้เจ้าเอะอะก็ไปพูดเพ้อเจ้อกับคนอื่น ก่อเรื่องสร้างราวไม่เว้น
“เขาตายต่อหน้าข้าก็เป็นเพราะว่าเขาหมดอายุขัยอย่างไรเล่า จะเรียกว่าโมโหข้าจนตายได้อย่างไร” เฉิงผิงส่ายหน้าเอ่ย
พ่อบ้านเฉาถลึงตาใส่หมายจะเอ่ยขึ้นอีก แต่มีคนเอ่ยขึ้นก่อนเขาแล้ว
“อายุขัยเขาหมดแล้ว ดังนั้นเจ้าทำเขาโมโหจนตายก็เป็นไปตามลิขิตสวรรค์ใช่หรือไม่” เฉิงเจียวเหนียงถาม
เฉิงผิงนิ่งอึ้ง
“เปล่า” เขารีบโบกมือเอ่ยว่า “เปล่า ข้าไม่ได้ทำเขาโมโหจนตายจริงๆ อายุขัยของเขาหมดลงเป็นลิขิตสวรรค์ แต่ข้าก็ไม่อาจทำให้เขาโกรธจนตายได้เหมือนกัน”
“หากลิขิตสวรรค์เป็นเช่นนี้ เหตุใดจะทำไม่ได้เล่า” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ยถาม
เหตุใดจะทำไม่ได้อย่างนั้นหรือ
ไม่ต้องถามเฉิงผิง พ่อบ้านเฉาก็รู้สึกว่าตัวเองสามารถตอบได้
คนที่ไม่มีเหตุให้ต้องจงเกลียดจงชัง เหตุใดจะทำให้คนที่ใกล้จะถึงฆาตแล้วตายไปเสียไม่ได้
ดูเอาเถิด ไม่ควรพาเฉิงผิงมาหานายหญิงจริงๆ ด้วย ควรโยนเขาไปให้นายใหญ่เฉิงสั่งสอน ดูสิ พานายหญิงพูดจาโง่ๆ ออกมา
“เจ้าหมายถึงเรื่องนี้หรือ”
เฉิงผิงกลับไม่ได้ตอบ แต่เอ่ยขึ้นทันที
เรื่องไหนรึ
พ่อบ้านเฉามองเฉิงผิงอย่างอึ้งๆ
“แน่นอนว่าไม่ได้ เพราะทุกสรรพสิ่งมีทางของตัวเอง ศีลธรรมของคนก็มีส่วน” เฉิงผิงอมยิ้มเอ่ย
…
จิ้นอันจวิ้นอ๋องหยิบหนังสือในมือขึ้นอีกครั้ง
“ฝ่าบาท ไม่อยากอ่านก็ไม่ต้องอ่านแล้ว” ขันทีจิ่งเอ่ย ไม่รอให้จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ย ก็รีบเอ่ยต่อว่า “อย่างไรเสียฝ่าบาทร่างกายเพิ่งจะดีขึ้น พักผ่อนร่างกายดีกว่า”
อย่างไรเสียก็อ่านต่อไปไม่ได้ เดี๋ยวหยิบเดี๋ยววางไปมา พักผ่อนร่างคงจะดีกว่า
จิ้นอันจวิ้นอ๋องโยนหนังสือลง
“เตรียมที่นั่งไว้พร้อมหรือยัง” เขาถาม
“ฝ่าบาทวางพระทัย เตรียมไว้พร้อมหมดแล้ว” ขันทีจิ่งยิ้มเอ่ย “มีญาติคนสำคัญมาจากบ้านเดิมฮูหยินทั้งที จะไม่คำนึงถึงหน้าฝ่าบาทได้อย่างไร”
มีคนที่นางใส่ใจมาหาอย่างหาได้ยากยิ่ง…
จิ้นอันจวิ้นอ๋องพยักหน้าแล้วส่ายหน้า
“คนอื่นจะไว้หน้าหรือไม่ไว้หน้า นางกลับไม่สนใจ” เขาเอ่ย สุดท้ายก็อยากจะเก็บความสงสัยไว้ได้ “…คนผู้นั้นเป็นคนอย่างไรรึ”
ดูจากแผ่นหลังแล้วยังหนุ่มๆ อยู่เลย โตกว่าเฉิงเจียวเหนียงไม่มากกระมัง
“บ่าวไม่ได้ดูอย่างละเอียด ถูกพ่อบ้านเฉาเรียกให้ไปดื่มเสียก่อน คิดว่าคนที่ฮูหยินเรียกใช้ อายุปรพมาณยี่สิบสอง ยี่สิบสามปี ผ่ายผอม อ่อนแอ ผิวขาวจมหมด…” ขันทีจิ่งเอ่ย ยังพูดไม่ทันจบ ขันทีน้อยก็เข้ามา
“พระชายาให้คนมาพบฝ่าบาท”
ในที่สุดก็มาแล้ว
อย่างน้อยก็ยังรู้จักธรรมเนียม
ขันทีจิ่งเข้าใจโดยไม่ต้องพูด จิ้นอันจวิ้นอ๋องพยักหน้าอย่างดีใจ
ซู่ซินพาเฉิงผิงเข้ามา พ่อบ้านเฉาก็โขกหัวอยู่นอกประตู
เป็นเด็กหนุ่มที่ขาวสะอาดจริงๆ นั่นแหละ และไม่มีอะไรพิเศษ พอๆ กันกับท่านชายเฉิงสี่ แต่ดูมีชีวิตชีวากว่าท่านชายเฉิงสี่มาก ท่าทางที่แค่มองก็รู้ว่าเห็นเรื่องเห็นราวผ่านโลกมามากมาย
“…ตามลำดับญาติแล้วฮูหยินเป็นอาเล็กของข้า…” เฉิงผิงคำนับพลางเอ่ย
ตามลำดับญาติ!
จิ้นอันจวิ้นอ๋องเลิกคิ้ว
เป็นลำดับญาติก็ลำดับญาติ เว้นเสียแต่ว่าไม่ใช่ลำดับญาติแต่มาอ้างลำดับญาติ
เป็นคนของเฉิงฝั่งใต้
จิ้นอันจวิ้นอ๋องพลันกระจ่างแจ้ง
เฉิงฝั่งใต้กับฝั่งเหนือแยกกันมานานมากแล้ว นึกไม่ถึงว่าจะยังมีคนที่สามารถทำให้นางเสียกิริยาได้อีก
เฉิงเจียวเหนียงไม่มีทางเสียกิริยาต่อหน้าท่านชายเฉิงสี่เด็ดขาด คนตระกูลเดียวกันของเฉิงฝั่งใต้เป็นญาติห่างๆ…
“งานเลี้ยงจัดขึ้นที่ไหน” จิ้นอันจวิ้นอ๋องถามตามความคิด
“ฮูหยินให้จัดอยู่เรือนส่วนนอก มีสาวใช้อยู่เป็นเพื่อนก็พอ” ซู่ซินรีบบอก
นึกไม่ถึงว่าไม่ต้องให้เขาไปร่วมด้วย อีกทั้งนางยังไม่อยู่ร่วมด้วย!
จิ้นอันจวิ้นอ๋องตกใจไม่น้อย แต่ในเมื่อเฉิงเจียวเหนียงเป็นคนพูด เขาก็ไม่พูดมากอะไรอีก มองเฉิงผิงคำนับลา
ขันทีจิ่งจึงพยักหน้าด้วยความพอใจไม่น้อย
ที่แท้ก็เป็นญาติห่างๆ นั่นย่อมไม่มีสิทธิ์พอที่จะให้ฝ่าบาทไปเข้าร่วมด้วยอยู่แล้ว อย่าว่าแต่ญาติห่างๆ เลย ตระกูลเฉิงเองก็คงมีเพียงนายรองกับนายใหญ่เฉิงเท่านั้นที่พอจะมีสิทธิ์ให้ราชวงศ์ร่วมอยู่เป็นเพื่อนได้
ดูท่าแล้วก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับญาติมากมายเพียงนั้น
“ฝ่าบาท ท่านจะเสวยที่นี่ หรือว่า…” เขาถาม
ยังพูดไม่ทันจบ จิ้นอันจวิ้นอ๋องก็เดินไปด้านนอกแล้ว
ไร้สาระ ยังต้องถามอีกรึ แทบจะตัวติดกันไม่อยากแยกจากด้วยซ้ำ
ขันทีจิ่งก้มหน้าเบ้ปากรีบชิงเลิกม่านขึ้นก่อน
กลับมาถึงภายในเรือน จิ้นอันจวิ้นอ๋องพบว่ากระทั่งปั้นฉินยังไม่อยู่ ก็พลันตกใจ
บอกว่าไม่ให้ตนร่วมอยู่เป็นเพื่อน ก็เรียกได้ว่าไม่ต้องให้เฉิงผิงนั่นมาร่วมอยู่เป็นเพื่อนตนด้วยกระมัง
นี่จะไม่เรียกว่าให้ความสำคัญได้อย่างไร
“ยังนึกว่านายหญิงต้องไปต้อนรับด้วยตัวเองเสียแล้ว” ปั้นฉินเอ่ยเสียงเบา มองไปภายในห้องโถง
ภายในห้องรับแขกของเรือนส่วนนอกจัดตั้งโต๊ะไว้ สาวใช้ ขันทีเดินเข้าเดินออกกันขวักไขว่ ภายในห้องโถงกว้างใหญ่มีเพียงเฉิงผิงคนเดียวที่นั่งอยู่อย่างสบาย
“นึกไม่ถึงว่าข้าจะเสพสุขกับงานเลี้ยงชั้นเลิศเพียงนี้แค่คนเดียว”
เขาหัวเราะออกมายกใหญ่โดยปิดบัง
“พ่อบ้านเฉาอยู่อีกฝั่ง” ซู่ซินอมยิ้มบอกพลางรินสุราให้ด้วยตัวเอง “ไม่กล้านั่งร่วมกับท่านด้วย”
เฉิงผิงยิ้มพลางรับจอกสุรามา
“พอดีเลย ข้าจะได้กินอาหารอย่างอิสระ เขาขี้บ่นนัก” เขายิ้มเอ่ย
ไร้ซึ่งความหวาดกลัวและลำพองใจ สบายใจไร้กังวล
ซู่ซินยิ้มพลางถอยไปอีกด้าน
“รู้หรือไม่ว่าเหตุใดฮูหยินไม่ต้อนรับด้วยตัวเอง” นางกระซิบกับปั้นฉิน
ปั้นฉินส่ายหน้า
นึกว่าต้องการให้จิ้นอันจวิ้นอ๋องร่วมอยู่ด้วย สุดท้ายกลับไม่ใช่
“เพราะไม่กล้า” ซู่ซินยิ้มเอ่ยเสียงเบา “เจ้าไม่เห็นฮูหยินไม่กล้ามองเฉิงผิงหรือ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงร่วมงานเลี้ยงด้วยเลย”
สายตาจิ้นอันจวิ้นอ๋องตกลงบนร่างเฉิงเจียวเหนียงอีกครั้ง
นางร้องไห้ แม้ว่าจะแต่งแต้มเครื่องสำอางก็ปกปิดไว้ไม่มิด ความเปลี่ยนแปลงนี้เขาสังเกตเห็นได้ชัด
แต่ท่าทางเหม่อลอยจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวต่างหากที่ทำให้เขาแปลกใจ
“รู้จักกันตั้งแต่เด็กหรือ” เขาถามขึ้นอย่างอดไม่ได้
เฉิงเจียวเหนียงเงยหน้าขึ้น ราวกับไม่ได้ฟังเขาให้ชัด จิ้นอันจวิ้นอ๋องจึงยิ้มพลางถามอีกรอบ ถามไปแล้วก็มาเสียใจทีหลัง
เขารู้เรื่องราวของนางอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง รู้ว่านางสติไม่ดีตั้งแต่เด็ก ทั้งยังออกจากเรือนมาตั้งแต่เด็กด้วย ตอนเด็กๆ นางจะรู้จักใครได้…
รู้จักกันตั้งแต่เด็กหรือ
เฉิงเจียวเหนียงสีหน้านิ่งอึ้งเล็กน้อย
“ใช่” นางบอก
ตั้งแต่ยังเดินไม่ได้ก็ถูกอุ้มพลางชี้ไปที่รูปเหมือนในหอบรรพชน
‘อาฝั่ง นี่เป็นบรรพบุรุษ’
แต่บรรพบุรุษในรูปวาดนั้นไม่ใช่ตอนหนุ่มๆ แต่เป็นผู้เฒ่าที่อ่อนโยนอัธยาศัยดี
เฉิงเจียวเหนียงมุมปากปรากฏขึ้นเป็นรอยยิ้ม
จิ้นอันจวิ้นอ๋องได้ยินคำตอบของนางก็นิ่งอึ้งอยู่แล้ว มาเห็นรอยยิ้มที่มุมปากนาง ไหนจะดวงตาที่อ่อนโยนเป็นประกายในชั่วขณะนั้นอีก...
ไม่หรอกกระมัง รู้จักกันตั้งแต่เด็กจริงๆ!
“ฮูหยิน กินเสร็จแล้วเจ้าค่ะ บอกว่าขอตัวก่อน” ปั้นฉินสาวเท้ามาหาจากด้านนอกพลางเอ่ย
เฉิงเจียวเหนียงรีบวางตะเกียบในมือลง
“ให้เขารอก่อน ข้ามีอะไรจะพูดกับเขาเสียหน่อย” นางเอ่ย
ปั้นฉินรีบขานรับ เลิกม่านขึ้น เฉิงเจียวเหนียงบ้วนปาก เช็ดมุมปากแล้วรีบออกไป
ภายในห้องตกสู่ความเงียบงัน
จิ้นอันจวิ้นอ๋องกำตะเกียบนั่งอยู่หน้าโต๊ะด้วยสีหน้าตกตะลึง
มีอะไรจะพูดกับเขาเสียหน่อย…
นึกไม่ถึงว่านางจะอยากพูดคุยกับคนอื่น!
นึกไม่ถึงว่านางนึกถึงคนบางคนแล้วจะยิ้มออกมา!
นึกไม่ถึงว่าในโลกนี้จะมีคนคนนั้น!
คนผู้นี้เป็นใครกัน!