พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 622 เป็นความผิด
“เจ้าต้องระลึกไว้ว่าเจ้าเป็นใคร”
พ่อบ้านเฉาลากเฉิงผิงพลางเอ่ยกำชับอยู่นอกประตูเรือน
“อย่าได้พูดเพ้อเจ้อกับนายหญิงข้าอีก”
เฉิงผิงสะบัดมือเขาทิ้ง
“เจ้าคิดว่าข้าอยากพูดคุยกับนายหญิงเจ้านักรึ” เขาเอ่ย พูดถึงตรงนี้ก็ถูมือไปมา “ได้พบนายหญิงเจ้าครานี้ ข้ารู้สึกว่า…”
เขาพูดถึงตรงนี้ก็หยุดลง
“รู้สึกว่าอย่างไร” พ่อบ้านเฉาเอ่ยถามอย่างเคร่งเครียด
เขาไม่ได้อยู่ข้างกายนายหญิงนานเพียงนี้แล้ว เรื่องราวมากมายล้วนได้ทราบจากทางจดหมาย แต่เขียนในกระดาษย่อมไม่ได้สัมผัสเท่าตัวจริง สตรีที่ถูกญาติแท้ๆ ทอดทิ้งในตอนนั้นยามนี้ได้พบกันอีกครั้งกลายเป็นพระชายาจวิ้นอ๋องไปแล้ว เขาไม่กล้ามองและพูดคุยด้วยมากนัก ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดอาจเพราะห่างเหินหรืออาจเพราะอย่างอื่น เขาก็รู้สึกว่านางแตกต่างกับเมื่อก่อนเสียแล้ว
เฉิงผิงเบี่ยงกายยกมือไปขวางใกล้ๆ เขา
“นายหญิงของเจ้าดูๆ แล้วแปลกประหลาดกว่าเดิมเสียอีก” เขาเอ่ยเสียงเบา
พ่อบ้านเฉาส่งเสียงถุยออกมา ยกมือตบศีรษะเขา
“นั่นเป็นเพราะเจ้าแปลกต่างหาก!” พ่อบ้านเฉาเอ่ย
ทั้งสองคนกำลังเถียงกันไปมา ทางด้านนั้นปั้นฉินก็กำลังพาเฉิงเจียวเหนียงมาพอดี พ่อบ้านเฉารีบคำนับให้ แล้วส่งสายตาตักเตือนเฉิงผิง มองพวกเขาเข้าไปในห้องโถง
“อันที่จริงข้าเข้าเมืองหลวงก็ไม่ได้มีธุระใด ในเมื่อมาแล้วก็เลยมาหา กะว่าได้ทำเรื่องเก่าๆ”
เฉิงผิงหัวเราะพลางเอ่ยขึ้นก่อน
“เมืองหลวงผู้คนมากมาย อยากจะมาหาเงินหารายได้นั้นง่ายมาก ข้าก็มีเวลาว่างมากขึ้นมาอ่านหนังสือด้วย”
อีกนัยก็คือเขาไม่คิดจะพึ่งตำหนักจิ้นอันจวิ้นอ๋อง
เฉิงเจียวเหนียงพยักหน้าขานรับ
“ตามใจท่าน” นางคำนับพลางเอ่ย
เฉิงผิงยอมรับคำนับของนางอย่างสงบนิ่ง
“เจ้าก็ตามสบาย” เขายิ้มเอ่ย แล้วมองหญิงสาวที่นอบน้อมตรงหน้า “เจ้ามีอะไรจะพูดกับข้าหรือ”
เฉิงเจียวเหนียงหลบตาลงคำนับ
“ท่านเพิ่งจะเข้าเมืองหลวงมา ไม่รู้ว่าเคยได้ยินเรื่องที่ลูกสาวของอำมาตย์เฉินกลายเป็นพระชายา
องค์รัชทายาทหรือไม่” นางเอ่ย
เฉิงผิงนิ่งอึ้ง ปั้นฉินที่นั่งอยู่เป็นเพื่อนข้างๆ ก็ตกตะลึงเช่นกัน
นึกไม่ถึงว่าจะถามเรื่องนี้
“ข้าได้ยินมาบ้าง” เฉิงผิงเอ่ย “เพิ่งจะมาก็ได้ยินคนเขาพูดกันว่ากำหนดตัวพระชายาขององค์รัชทายาทแล้ว เป็นลูกสาวของตระกูลอำมาตย์คนนั้น เรื่องแต่งงานมิใช่หรือ เป็นเรื่องที่ดี เรื่องที่ดี”
“เรื่องนี้ไม่นับว่าเป็นเรื่องดีอะไรได้หรอก” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย เฉิงผิงยังไม่ทันมีปฏิกิริยาตอบสนองก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง
เฉิงผิงฟังเสียดวงตาเป็นประกาย คล้ายทั้งตกใจทั้งตื่นเต้นที่ได้รับรู้ข่าวลับของราชวงศ์ประเภทนี้ได้
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง” เขาเอ่ยแล้วทอดถอนใจ “ไม่ง่ายดายเลยจริงๆ”
“ท่านคิดว่าใครที่ไม่ง่ายดาย” เฉิงเจียวเหนียงถาม
เฉิงผิงหัวเราะฮ่าๆ
“ไม่ง่ายดายกันหมดทุกคนนั่นล่ะ” เขาเอ่ย
เฉิงเจียวเหนียงเงยหน้ามองเขา
“เช่นนั้นท่านคิดว่าอำมาตย์เฉินทำถูกหรือไม่” นางถาม
เฉิงผิงสีหน้าตกตะลึงอีกครั้ง
…
“กำลังพูดคุยกันภายในห้องโถงพ่ะย่ะค่ะ”
ภายในเรือนชั้นใน ขันทีจิ่งก้มหน้าเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า
“ฝ่าบาท จะฟังหรือไม่”
ที่นี่คือตำหนักจิ้นอันจวิ้นอ๋อง พูดคุยกันในที่บางแห่งในตำหนักแห่งนี้ก็สามารถถูกคนแอบฟังได้
“นางพูดคุยอยู่ในห้องโถง ก็หมายความว่าไม่มีอะไรปิดบัง ในเมื่อไม่มีอะไรจะปิดบัง ยังมีอะไรให้ต้องไปฟังอีก” จิ้นอันจวิ้นอ๋องโยนตำรากลับลงบนโต๊ะ มองขันทีจิ่งอย่างเย็นชา “ในสายตาของพวกเจ้ายังมีข้าอยู่หรือไม่”
ขันทีจิ่งรีบคุกเข่าลง
“พวกบ่าวไม่บังอาจ” เขาก้มหน้าเอ่ย
“ไม่บังอาจก็ดี จำเอาไว้ว่าพวกเจ้าปฏิบัติต่อข้าเช่นไร ก็ต้องปฏิบัติต่อนางเช่นนั้น” จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ยอย่างช้าๆ
ขันทีจิ่งขานรับ ลุกขึ้นถอยออกไป
มีขันทีน้อยสาวเท้าเข้ามาหา
“กำลังพูดคุยกันเรื่องอำมาตย์เฉิน ถามคนผู้นั้นว่าอำมาตย์เฉินทำถูกหรือไม่…” เขาเอ่ยเสียงเบา
ยังไม่ทันเอ่ยจบก็ถูกขันทีจิ่งยกมือขัดขึ้น
“แยกย้าย แยกย้าย” เขาเอ่ย
แยกย้ายอย่างนั้นรึ
ขันทีน้อยนิ่งอึ้ง ทันใดนั้นก็รีบขานรับหันหลังเดินออกไป แต่ถูกขันทีจิ่งเรียกเอาไว้อีก
“รอบๆ ก็ไปปัดกวาดให้สะอาดสะอ้านหน่อย” เขากำชับเสียงเบา
ขันทีน้อยกระจ่างแจ้งแล้วขานรับ
เห็นขันทีน้อยเดินออกไป ขันทีจิ่งก็ขมวดคิ้ว
พูดคุยเรื่องอำมาตย์กับเด็กหนุ่มที่ไม่สะดุดตาคนนี้ ทั้งยังถามว่าอำมาตย์เฉินทำถูกหรือไม่อีก
น่าแปลกเสียจริง
แต่ว่าอำมาตย์เฉินทำถูกหรือผิด คนคนนั้นจะตอบอย่างไร
“ไม่พูดถึงความถูกผิดของคนอื่น ไม่พูดถึงความถูกผิดของคนอื่น” เฉิงผิงยิ้มพลางโบกมือเอ่ย “อีกอย่าง อำมาตย์เฉินทำสิ่งใด คนอื่นสามารถมาตัดสินถูกผิดได้หรือ”
เฉิงเจียวเหนียงขานรับ
“เช่นนั้น หากท่านเป็นอำมาตย์เฉิน ท่านจะทำเช่นนี้หรือไม่” นางเอ่ยถาม
เฉิงผิงหัวเราะออกมา
“แน่นอนว่าไม่” เขาเอ่ยโดยไม่ลังเล
ไม่อย่างนั้นรึ
ครานี้เป็นเฉิงเจียวเหนียงที่สีหน้านิ่งอึ้ง
“เหตุใดจึงไม่เล่า อำมาตย์เฉินทำเช่นนี้ก็เพื่อคุณธรรมในใจเขานะ” นางเอ่ย “เพื่อคุณธรรมแห่งขุนนางย่อมไม่เสียดายชีวิตและมุ่งมั่นห้าวหาญโดยไม่สนคุณธรรมจรรยาใด จิตใจที่ตั้งมั่นในคุณธรรมก็ควรเป็นเช่นนี้มิใช่หรือ”
เฉิงผิงหัวเราะ ยกเข่าเอนพิงพนักอิงสามขา
“นั่นจะเรียกคุณธรรมได้อย่างไร” เขายิ้มเอ่ย “อีกทั้งทำแบบนั้นก็ไม่ใช่เพื่อคุณธรรม”
ไม่เรียกว่าคุณธรรมอย่างนั้นรึ ไม่ใช่เพื่อคุณธรรมอย่างนั้นรึ
เฉิงเจียวเหนียงมองเขา
“จะไม่ใช่ได้อย่างไร” นางโพล่งถาม
ท่าทางเช่นนี้ของนางทำให้รอยยิ้มเฉิงผิงเหยเก
“อ่า ข้าก็พูดเพ้อเจ้อไปเรื่อย” เขารีบเอ่ยขึ้น “นี่เป็นเพียงความคิดของข้าเท่านั้น”
เฉิงเจียวเหนียงส่ายหน้า
“ไม่ ความคิดของท่านก็คือความคิดของพวกเรา” นางเอ่ยอย่างร้อนรน “เขาคิดว่าองค์รัชทายาทเป็นวิถีแห่งสวรรค์ เพื่อวิถีแห่งสวรรค์นี้ พวกเรายินดีบุกน้ำลุยไฟเผชิญอันตรายตายไปไม่เสียดายชีวิต”
พวกเราอย่างนั้นรึ
ประโยคนี้ราวกับไม่ได้พูดเรื่องเดียวกันอยู่ เขาพูดเรื่องหนึ่ง ส่วนพวกเราก็พูดอีกเรื่องหนึ่ง
เฉิงผิงให้สองคำนี้ผ่านข้างหูไป ยิ้มพลางมองหญิงตรงหน้าแล้วส่ายหน้าอีกครั้ง
“ไม่ใช่ องค์รัชทายาทไม่ใช่คุณธรรมของเขา คุณธรรมประเภทนี้ไม่ใช่วิถีแห่งสวรรค์ นี่ก็ไม่ใช่เพื่อองค์รัชทายาทหรือว่าใครด้วย…” เขายิ้มเอ่ย คำว่าหรือว่าใครผ่านจากไปอย่างรวดเร็ว “นี่ก็แค่เพื่อตัวเอง เพื่อความปรารถนาของตัวเอง จะเรียกวิถีแห่งสวรรค์ได้อย่างไร”
เฉิงเจียวเหนียงมองเขา สีหน้าคล้ายร้อนรนและสับสน
“เพื่อตัวเองอย่างนั้นรึ ใต้เท้า ไม่ใช่ พวกเราไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง…” นางเอ่ยอย่างร้อนรน
ไม่ใช่หรอก พวกเขาตระกูลเฉิงรุ่นสู่รุ่น จะทำเพื่อตัวเองได้อย่างไร! หากเพื่อตัวเอง เหตุใดพวกเขาต้องทำเช่นนี้ด้วย!
“ไม่ใช่เพื่อตัวเองอย่างนั้นรึ แล้วจะทำเรื่องไร้มนุษยธรรมเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร ไร้มนุษธรรมไป แล้วจะเป็นวิถีแห่งสวรรค์ได้อย่างไร” เฉิงผิงเอ่ย น้ำเสียงยังคงสบายสบาย
มนุษยธรรมรึ
“เหตุใดจึงเป็นมนุษธรรมเล่า” เฉิงผิงโพล่งถามเสียงสูง “ที่ข้าเป็นข้า…”
“…เพราะมีเทพเซียน” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ยต่อ
เฉิงผิงตกตะลึง คำพูดยังไม่หยุดลง
“…ที่เทพเซียนทิ้งข้าไป ก็เพราะคุณธรรม” เขาเอ่ย
นอกจากเสียงของเขาแล้ว เสียงของเฉิงเจียวเหนียงก็เอ่ยต่อเช่นกัน
“…เคล็ดดึงคุณธรรม วิธีระมัดระวัง สงบเงียบเป็นรากฐาน ว่างเปล่าเป็นปกติ…”
เอ่ยจบ ภายในห้องก็เงียบงันลงครู่หนึ่ง
“ฮูหยินมีเข้าใจได้อย่างถ่องแท้นัก” เฉิงผิงหัวเราะเอ่ย
เข้าใจได้อย่างถ่องแท้นักอะไรกัน
เฉิงเจียวเหนียงมองเขายิ้มขื่นครู่หนึ่ง
“ใช่นะสิ เพราะมีเทพเซียน ดังนั้นจึงได้ปรารถนาวิถีแห่งสวรรค์ ปฏิบัติตามวิถีแหงสวรรค์” นางเอ่ยต่อ
“วิถีแห่งสวรรค์อย่างนั้นรึ” เฉิงผิงยิ้มอีกครั้ง “ชีวิตไร้ราก ไร้ประตูเข้าออก ได้ยินแต่ไม่เห็น ได้เห็นแต่อธิบายไม่ได้ ได้รับแต่ถ่ายทอดไม่ได้ ได้ใช้แต่บอกไม่ได้ เจ้าใช้คำว่าปรารถนาแค่คำเดียว นั่นไม่ใช่คุณธรรมที่ถูกต้องแล้ว”
“ปรารถนาอย่างนั้นรึ” เฉิงเจียวเหนียงมองเขาพลางถาม
“วิถีแห่งสวรรค์ต้องไร้ความปรารถนา หากมีความปรารถนา นั่นก็เพื่อตัวเอง” เฉิงผิงยิ้มเอ่ย ยกมือไปตบอกตัวเอง “เพื่อชื่อเสียง เพื่ออำนาจ เพื่อผลประโยชน์ มีความต้องการจึงได้เกิดความปรารถนา”
พูดถึงตรงนี้ก็หัวเราะออกมา
“มีความปรารถนาก็จะมีได้มีเสีย สิ่งนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ควรจะได้ ตัวเองปรารถนาเพื่อตัวเอง เรียกว่าผิดอะไรไม่ได้หรอก แต่ก็อย่าได้หลงตัวเองเกินไปนัก เที่ยวโอ้อวดตัวเองเกินไป ห่มคลุมคำว่าคุณธรรมเอาไว้ ก็ทำได้แค่ปลอบใจตัวเองเท่านั้น”
เฉิงเจียวเหนียงลุกขึ้นทันใด
“ไม่ใช่” นางตวาด สีหน้าแดงก่ำ “ไม่ใช่! พวกเราทำตามวิถีสรรค์ ปฏิบัติตามวิถีแห่งสวรรค์ ลิขิตแห่งสวรรค์ควรจะเป็นเช่นนี้ ดังนั้นพวกเราจึงได้ทำแบบนี้”
ปั้นฉินลุกขึ้นยืนตัวสั่น ไม่รู้ว่าควรเกลี้ยกล่อมหรือว่าควรทำอย่างไรดี
เฉิงผิงหุบยิ้ม
“ทำตามลิขิตสวรรค์อย่างนั้นรึ ทำไมรึ สามารถล่วงรู้ลิขิตสวรรค์ได้ก็สามารถทำทุกอย่างตามอำเภอใจได้อย่างนั้นรึ” เขาเอ่ยอย่างเนิบช้า “นั่นไม่ใช่คุณธรรม นั่นมันอุบาย!”
นั่นไม่ใช่คุณธรรม นั่นมันอุบาย!
เฉิงเจียวเหนียงมองเฉิงผิง ข้างหูพลันมีเสียงราวสายฟ้าฟาด
นั่นมันอุบาย! ไม่ใช่คุณธรรม!
“ตระกูลเฉิงของเรามั่งคั่งมาแต่โบราณ”
“แน่นอนอยู่แล้ว เพราะตระกูลเฉิงของเราปฏิบัติตามวิถีทางแห่งสวรรค์”
เพราะตระกูลเฉิงของเราปฏิบัติตามวิถีทางแห่งสวรรค์ ล่วงรู้ลิขิตสวรรค์ ดังนั้นจึงปฏิบัติตามคุณธรรม ดังนั้นจึงสามารถมีชื่อเสียงและผลประโยชน์ ดังนั้นจึงโด่งดังตระกูลมั่งคั่ง
โด่งดังตระกูลมั่งคั่ง นั่นต้องปฏิบัติตามวิถีทางแห่งสวรรค์ จึงจะสามารถรักษาชื่อเสียงให้ปลอดภัย รักษาตระกูลไว้ไม่ล้มสลาย ปฏิบัติตามวิถีทางแห่งสวรรค์ เพื่อชื่อเสียง เพื่อผลประโยชน์ เพื่อตระกูลเฉิงอันรุ่งเรืองไม่เสื่อมคลาย ขับไล่ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ ได้รับคุณูปการอันยิ่งใหญ่
ล่วงรู้ลิขิตสวรรค์ ทำทุกอย่างตามอำเภอใจ ใช้กลอุบาย ปฏิบัติตามวิถีทางแห่งสวรรค์ ผลักดันวิถีทางแห่งสวรรค์
นั่นไม่ใช่คุณธรรม นั่นมันอุบาย!
นั่นไม่ใช่คุณธรรม นั่นมันอุบาย!
ท่านพ่อ! ผิดแล้ว!
เฉิงเจียวเหนียงคุกเข่ากับพื้น ค้อมตัวหมอบลงปิดหน้าร้องไห้ยกใหญ่
ท่านพ่อ! พวกเราผิดพลาดกันแล้ว!
เฉิงผิงตกใจจนสะดุ้งโหยง ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
ดูสิ เอาอีกแล้ว บอกแล้วว่าแปลกไปกว่าเดิม
แม้จะไม่ได้ฟังรายละเอียดว่าพวกเขาคุยอะไรกัน แต่เฉิงผิงขอตัวลา เฉิงเจียวเหนียงก็ไม่ได้กลับไปในห้อง แต่ไปสนามฝึก จิ้นอันจวิ้นอ๋องก็ยังรู้
“ร้องไห้อีกยกหนึ่ง” ขันทีจิ่งบอก “เดินไปทางสนามฝึกแหน่ะพ่ะย่ะค่ะ”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องลังเลครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ไม่ได้ลุก
“เช่นนั้นก็ให้นางได้สงบสติอารมณ์เถิด” เขาเอ่ย
การสงบสติอารมณ์นี้สงบถึงฟ้ามืด กลับมาจากสนามฝึกตรงเข้าห้องหนังสือ จนถึงมื้อค่ำตั้งเรียบร้อยก็ยังไม่ออกมา
“ฮูหยินบอกว่าไม่กิน” ปั้นฉินกระซิบบอก
จิ้นอันจวิ้นอ๋องมองโต๊ะตรงหน้า แล้วมองสาวใช้นางนั้น
“พวกเจ้าก็ไม่ได้เกลี้ยกล่อมนางเลยรึ” เขาถามด้วยความใคร่รู้
จิ้นอันจวิ้นอ๋องแทบจะไม่เคยพูดคุยกับสาวใช้อย่างพวกนางมาก่อนเลย ปั้นฉินที่จู่ๆ ถูกถามจึงตกใจ
“เพคะ” นางพยักหน้าบอก แล้วรีบอธิบายว่า “แต่ไหนแต่ไรมานายหญิงเป็นอย่างที่พูดเสมอ ไม่ต้องเกลี้ยกล่อม”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องหัวเราะ
“ให้ห้องเครื่องเตรียมพร้อมไว้ อยากจะกินเมื่อใดก็ค่อยทำ” เขาเอ่ย
ฟากฟ้าค่อยๆ มืดลงเรื่อยๆ จิ้นอันจวิ้นอ๋องขยี้ตา โยนตำราในมือทิ้ง มองห้องชั้นในอันว่างเปล่ารู้สึกไม่คุ้นชินเลย ในขณะที่กำลังลังเลว่าจะไปดูนางที่ห้องหนังสือดีหรือไม่ ม่านประตูก็ขยับส่งเสียงขึ้น เฉิงเจียวเหนียงเข้ามา
“เหตุใดจึงยังไม่นอนอีก” เฉิงเจียวเหนียงเห็นเขานั่งอยู่บนหัวเตียงจึงถามขึ้น
เสียงไม่ได้แหบพร่า สีหน้าก็ซีดขาวเล็กน้อย ไม่ได้แตกต่างจากเมื่อก่อนเลย
ไม่ได้แตกต่างกับเมื่อก่อนจึงเป็นเรื่องที่ไม่ดี นางซ่อนความรู้สึกตัวเองอีกแล้ว
จิ้นอันจวิ้นอ๋องถอนหายใจเงียบๆ
“รอเจ้าอยู่” เขายิ้มเอ่ยพลางล้มตัวลงนอน “รีบไปอาบน้ำเถิด”
เฉิงเจียวเหนียงเข้าไปโดยไม่พูดอะไร
ดับโคมไฟสุดท้ายลง ภายในห้องก็เข้าสู่ความมืดมิด ข้างกายมีคนล้มตัวลงนอน จิ้นอันจวิ้นอ๋องจึงขยับตัวไปด้านใน
“หากหิวก็บอก อย่าทนไว้” เขายิ้มบอก “โลกนี้แสนกว้างใหญ่ เรื่องกินข้าวก็เรื่องใหญ่”
เขาเพิ่งจะเอ่ยจบ คนข้างกายก็พลิกตัวมาหา ยื่นมือมากอดเขาไว้
กอดเขาไว้!
จิ้นอันจวิ้นอ๋องรู้สึกร่างกายแข็งทื่อสมองมึนงง อาภรณ์ชั้นในตัวบางมีไอร้อนและความชื้นส่งมาทำให้เขาตกใจจนได้สติขึ้น
“ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร” เขายื่นไปตบปลอบคนที่กอดรัดเขาตรงหน้า พลางเอ่ย
คนในอ้อมอกไม่ได้พูดอะไร ทั้งยังนิ่งงันไม่ขยับไหว ทำเพียงกอดเขาไว้เช่นนั้น
ภายในฤดูร้อนสามารถสัมผัสถึงความเย็นตรงหน้าอกของนางได้อย่างชัดเจน
จิ้นอันจวิ้นอ๋องยกมือขึ้นโอบเฉิงเจียวเหนียงไว้แนบอก
“ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร” เขาเอ่ยต่อ มืออีกข้างที่ลูบปลอบค่อยๆ คุ้นเคยและผ่อนคลาย ในใจมีทั้งความกังวลและความชื่นชอบที่ยากจะปิดบังไว้
บางคนเมื่อเจ็บปวดก็จะไม่ให้คนอื่นเห็นและไม่ให้ใครเข้าใกล้ ก็เหมือนสัตว์ป่าเวลาบาดเจ็บจะยิ่งระวังตัวกว่าตอนที่ไม่บาดเจ็บมาก ไม่มีทางเปิดเผยบาดแผลของตัวเองให้คนอื่นเด็ดขาด และเลือกที่จะซ่อนตัวเพื่อรักษาแผลตัวเอง อย่างเช่นเขากับนาง
ส่วนยามนี้หญิงสาวที่ได้รับบาดเจ็บอย่างเห็นได้ชัดผู้นี้กลับกอดเขาไว้ ยอมแบ่งปันความเจ็บปวดกับเขา
นี่เป็นเพราะเฉิงผิงคนนั้นกระมัง
การมาเยือนของคนผู้นั้นก็ไม่เลวนี่นา!