พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 623 รู้
ค่ำคืนในต้นฤดูสารทเย็นสบาย ลมราตรีพัดโชยเข้ามาจากหน้าต่าง ม่านมุ้งพลิ้วไหวไปมา
“เมื่อก่อนข้าก็เคยร้องไห้”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ยบอก มือลูบปลอบคนในอ้อมอกเป็นระยะ
“เจ้าลองเดาดูสิว่าร้องไห้กับใคร”
ไม่มีใครถามเขา
จิ้นอันจวิ้นอ๋องก็ไม่คิดอยากจะให้ใครถามอยู่แล้ว จึงเอ่ยต่อเองว่า
“หมอหลวงหลี่” เขาเอ่ยบอก พูดพลางหัวเราะขึ้น หน้าอกสะเทือนจนร่างสั่นเล็กน้อย “ตอนนั้นข้าทำเขาเกือบตกใจตายแหน่ะ”
หัวเราะอยู่พักหนึ่งเขาก็เงียบลง ลูบปลอบคนในอ้อมกอดต่อไปเรื่อยๆ
“มีคนสามารถทำให้เจ้าร้องไห้อย่างเสียกิริยาได้ นับเป็นความผาสุกอย่างหนึ่งเชียวนะ”
เสียงอืมอู้อี้ออกมาจากอ้อมอกเบาๆ
ลอยเข้าโสตจิ้นอันจวิ้นอ๋องกลับเหมือนเสียงสายฟ้าฟาด
“ใช่ไหมล่ะ” เขาก้มหน้าลงรีบยิ้มเอ่ยว่า “แม้พวกเราจะน่าสมเพชกันนัก แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีความสุขเสียหน่อย ในทุกข์นั้นยังมีสุขอยู่”
เขาก้มหน้าแล้วรู้สึกถึงความอ่อนนุ่มจึงใช้คางถูไถไปมาอย่างอดใจไม่ได้ จากนั้นก็เคลื่อนออกไปอย่างรวดเร็ว
คนในอ้อมอกไม่ได้ขยับไหว
“น่าสมเพชจริงๆ นั่นแหละ” เสียงอู้อี้ของหญิงสาวที่แฝงไว้ด้วยความขื่นขมลอยมาจากตรงหน้าเขา “ไม่นึกเลยว่าจะเป็นเรื่องที่ผิดไปได้ ทำเรื่องมากมายเพียงนี้ ล้วนเป็นเรื่องที่ผิดทั้งหมด”
“รู้ตัวว่าผิดไปก็ไม่เลวแล้ว” จิ้นอันจวิ้นอ๋องรีบยิ้มเอ่ย “บางคนชั่วชีวิตนี้ไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองทำผิด”
เขาเอ่ยพลางลดคางต่ำถูไถบนศีรษะของคนในอ้อมกอดอย่างแผ่วเบา
ทันทีที่สัมผัสโดนเส้นผม จู่ๆ คนในอ้อมกอดก็ขยับตัว
จิ้นอันจวิ้นอ๋องรีบเงยหน้าขึ้น ใจเต้นตึกตัก
ยังดี ยังดีที่ไม่ได้โดนเตะลงจากเตียง
คนในอ้อมอกเงยหน้าขึ้น
“พวกเขาไม่มีวันรู้ไปชั่วชีวิตจริงๆ นั่นแหละ” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ยด้วยเสียงเจือสะอื้น
ไม่มีวันได้รู้ไปชั่วชีวิต
เพราะพวกเขาต่างตายกันหมดแล้ว
ไม่มีวันได้รู้ไปชั่วชีวิต
จิ้นอันจวิ้นอ๋องรีบยื่นมือไปลูบใบหน้านาง เช็ดน้ำตาบนหน้าให้
“แต่เจ้าก็รู้แล้ว ยังดีที่เจ้ารู้แล้ว ยังมีเจ้าที่รู้นะ” เขารีบเอ่ยขึ้น
ใช่ ข้ารู้แล้ว ยังดีที่ข้ารู้แล้ว ท่านพ่อให้ข้ามาถาม ยามนี้ข้าถามแล้ว ได้รู้แล้ว
เฉิงเจียวเหนียงน้ำตาพรั่งพรูราวกับสายฝน ซุกหน้าลงกับอกจิ้นอันจวิ้นอ๋องกอดเขาไว้อีกครั้ง
ความดีใจในอกจิ้นอันจวิ้นอ๋องหายลับไปในกลีบเมฆตั้งนานแล้ว ยื่นมือไปกอดนางไว้แน่น
ไม่ต้องร้องแล้ว อย่าร้องไห้เลย ยอมเห็นสีหน้าไร้อารมณ์ของเจ้า ยอมเห็นเจ้าตีหน้าแข็งทื่อไม่รับแขก ดีกว่าเห็นเจ้าเจ็บปวดใจเช่นนี้
ความเสียใจเช่นใดกันหนอที่ทำให้คนที่ไม่แสดงอารมณ์บนสีหน้าคนหนึ่งร้องห่มร้องไห้ไม่หยุดเช่นนี้ได้
“เฉิงฝั่ง” เขารู้สึกลำคอขมปร่า กอดนางไว้ในอ้อมอกแน่น ลูบหลังปลอบนางเป็นระยะ “อย่าเสียใจไปเลย”
เฉิงฝั่ง อย่าเสียใจไปเลย
จิ้นอันจวิ้นอ๋องไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปตั้งแต่เมื่อใด ท่ามกลางอาการสะลึมสะลือเขายื่นมือไปลูบอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็พลันตื่นขึ้น บนหมอนว่างเปล่า ในอ้อมอกก็ว่างเปล่า เรื่องเมื่อคืนราวกับฝันหนึ่งตื่น…
เขารีบลุกขึ้นนั่ง ก้มหน้าลงเห็นชุดนอนตัวในตรงหน้าอกยับย่น บนนั้นยังมีคราบเปียกชื้นเหลืออยู่มาก
ไม่ใช่ความฝัน!
บนใบหน้าจิ้นอันจวิ้นอ๋องมีรอยยิ้มเบ่งบาน
“ฝ่าบาท”
ได้ยินเสียงเคลื่อนไหว ขันทีจิ่งรีบร้อนเดินเข้ามาจากด้านนอก เห็นจิ้นอันจวิ้นอ๋องที่เลิกม่านขึ้นนั่งอยู่ข้างเตียง สายตาก็ตกลงบนร่างเขา
อาภรณ์ยับย่นไม่เรียบร้อย เรียกว่าสวมอยู่บนร่างไม่ได้แล้ว ต้องเรียกว่าแขวนไว้บนร่างจะเหมาะกว่า แผ่นอกกึ่งหนึ่งเผยออกมาด้านนอก
เขามองจิ้นอันจวิ้นอ๋องที่ยกมือปิดปากหาวออกมา
“ฮูหยินเล่า” เขาถามอย่างเหนื่อยล้า
ฮูหยินเล่า…
ขันทีจิ่งเบ้ปาก มองใต้ตาดำคล้ำของจิ้นอันจวิ้นอ๋อง
“ฮูหยินไปฝึกธนูพ่ะย่ะค่ะ” เขาบอก
กลับไปออกกำลังกายตามปกติได้ นั่นก็หมายความว่าดีขึ้นไม่น้อยแล้ว จิ้นอันจวิ้นอ๋องถอนหายใจ ลุกขึ้นไปห้องน้ำ
“ข้าก็ต้องออกกำลังกายเช่นกัน” เขาเอ่ย “ถามหมอหลวงหลี่ให้ทีว่าข้าสามารถขี่ม้ายิงธนูได้หรือยัง”
“เรื่องนั้นน่ะไม่สำคัญหรอกพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีจิ่งรีบตามไปพึมพำว่า “ที่สำคัญก็คือยับยั้งเสียบ้าง อย่างไรเสียฝ่าบาทก็เพิ่งจะหาย อาศัยแค่ความหนุ่มแน่นคงไม่พอ”
“ยับยั้งอะไร” จิ้นอันจวิ้นอ๋องขมวดคิ้วถาม “เจ้าพึมพำอะไรน่ะ”
ไม่รอให้ขันทีจิ่งตอบก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้
“เมื่อคืนในเมืองหลวงมีความเคลื่อนไหวใดหรือไม่”
การเลือกตัวพระชายาขององค์รัชทายาทนำมาซึ่งความโกลาหลของเมืองหลวงและราชสำนัก
ขันทีจิ่งรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติก่อนจะเดินเข้าไปในห้องน้ำ กระซิบตอบไป
เมื่อเฉิงเจียวเหนียงกลับมา จิ้นอันจวิ้นอ๋องก็เดินเล่นภายในลานบ้านได้หนึ่งรอบแล้ว
ท่ามกลางแสงยามเช้าหญิงสาวในชุดกระโปรงเสื้อตัวสั้นยังคงเกล้าผมสูง ใบหน้าพราวเหงื่อขับให้ดูมีชีวิตชีวา สีหน้ากลับมาเรียบนิ่งแล้ว ยามแสงตะวันสาดผ่านมายังจิ้นอันจวิ้นอ๋องนั้นก็ทำเพียงพยักหน้าเบาๆ
จิ้นอันจวิ้นอ๋องตกตะลึง ราวกับหญิงสาวที่ซุกหน้าร้องไห้ในอกตนเมื่อคืนเป็นเขาจินตนาการไปเอง
“ตั้งโต๊ะก่อนเถิด ข้าจะไปอาบน้ำเดี๋ยวมา” นางเอ่ยบอก
ไม่เหมือนเดิมแล้ว
จิ้นอันจวิ้นอ๋องหัวเราะ
เมื่อคืนไม่มีประโยคนี้
“ตั้งโต๊ะ” เขาเอ่ย
คนที่อยู่ภายในลานบ้านขานรับ ไม่รู้ว่าเพราะจิ้นอันจวิ้นอ๋องคิดไปเองหรือไม่ ถึงได้รู้สึกว่าการกระทำของบรรดาสาวใช้แฝงไว้ด้วยความเบิกบาน แต่พอตั้งโต๊ะอาหารเสร็จ เฉิงเจียวเหนียงเพิ่งจะนั่งลง ซู่ซินก็รีบร้อนเข้ามา
“ฮูหยินเจ้าคะ พ่อบ้านเฉาบอกว่าเฉิงผิงหายตัวไปเจ้าค่ะ” นางเอ่ย
หายตัวไปอย่างนั้นรึ
จิ้นอันจวิ้นอ๋องสีหน้าตกใจ
เมื่อคืนพ่อบ้านเฉากับเฉิงผิงต่างดื่มกันอยู่ในตำหนักจวิ้นอ๋อง คนทั้งคนอยู่ดีๆ จะหายตัวไปได้อย่างไร
สีหน้าซู่ซินเหยเก
“หนีไปแล้วกระมัง” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย
ใช่ เมื่อครู่ที่พ่อบ้านเฉาให้คนมาบอกนั้น ประโยคดั้งเดิมคือ ‘ไอ้เด็กเวรนี่หนีไปอีกแล้ว’
แต่หากบอกไปตามความจริงมันน่าขายขี้หน้านัก
“พ่อบ้านเฉาออกไปตามหาแล้วเจ้าค่ะ” ซู่ซินเอ่ยเลี่ยงๆ สงวนท่าที
เฉิงเจียวเหนียงหัวเราะ
“จะหาเขาคงไม่ง่ายเพียงนั้น” นางเอ่ย วางชามกับตะเกียบลงแล้วลุกขึ้น
ปั้นฉินกับซู่ซินพลันได้สติขึ้น รีบตามไปทันที
เฉิงเจียวเหนียงหยุดฝีเท้าลง
“ข้าจะไปหาเขาก่อน” นางเอ่ย มองไปยังจิ้นอันจวิ้นอ๋อง
จิ้นอันจวิ้นอ๋องลุกขึ้นทั้งๆ ที่ยังถือชามข้าวอยู่
“เมื่อคืนก็ไม่ได้กินข้าวเลย กินสักคำก่อน ให้คนในตำหนักไปหา” เขาเอ่ยพลางคีบแป้งข้าวก้อนหนึ่งส่งให้
บรรดาสาวใช้ภายในห้องก้มหน้าลง
เฉิงเจียวเหนียงอ้าปากงับ พลางยกแขนเสื้อปิดปากเอ่ยว่า
“คนอื่นไม่ได้หรอก หากเขาต้องการซ่อน ไม่มีใครสามารถหาเขาพบได้” นางเอ่ยพลางเดินไปด้านใน
ปั้นฉินกับซู่ซินรีบตามไปช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้า จิ้นอันจวิ้นอ๋องถือชามเดินตามมา
“เขาร้ายกาจเพียงนั้นเชียว” เขายิ้มเอ่ย
เฉิงเจียวเหนียงกลืนแป้งข้าวลงคอพลางพยักหน้า กางแขนออกให้ปั้นฉินสวมชุดคลุมตัวนอก
จิ้นอันจวิ้นอ๋องป้อนให้อีกก้อน
ซู่ซินคุกเข่าจัดชายอารมณ์ ปั้นฉินจึงย่อตัวรัดเข็มขัดให้
“ดื่มชาสักคำ”
เฉิงเจียวเหนียงเห็นว่าสวมใส่เรียบร้อยจึงสาวเท้าเดินออกไป จิ้นอันจวิ้นอ๋องคว้าชาจากมือสาวใช้มาขวางทางไว้พลางเอ่ยบอก
เฉิงเจียวเหนียงยื่นมือไปรับมาดื่มจนหมด ส่งคืนให้เขา
จิ้นอันจวิ้นอ๋องรับมาพร้อมใช้อีกมือป้อนแป้งข้าวอีกก้อนให้ เฉิงเจียวเหนียงกินไปด้วยสาวเท้าเดินไปด้านนอกด้วย
ขันทีจิ่งที่ยืนอยู่ในห้องโถงมองภาพเหตุการณ์นี้ตั้งแต่ต้นจนจบด้วยท่าทางปากอ้าตาค้าง
…
นอกประตูเมืองทิศตะวันตก พ่อบ้านเฉาควบม้าตามมาด้วยความโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ มองเฉิงเจียวเหนียงที่สวมเสื้อคลุมที่เย็บหมวกติดกันปิดบังใบหน้าเอาไว้
“ตอนหนีมาเช้ามากนัก ประตูเมืองยังไม่เปิดแน่ พอข้ารู้ตัวก็ให้คนไปเฝ้าประตูเมืองทั้งสี่เอาไว้ ก็ไม่เห็นเขาเลย เด็กคนนี้ต้องซ่อนอยู่ในเมืองแน่” เขาเอ่ย
“ไม่หรอก เขาออกจากเมืองไปแล้ว” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย เงยหน้ามองนอกเมือง เร่งม้าไปเบื้องหน้าโดยไม่ลังเล
พ่อบ้านเฉาและคนอื่นๆ รีบตามไปทันที
คนกลุ่มนี้มีหญิงสาวและม้านำหน้าเรียกสายตาของคนบนถนนให้หันไปมอง
“ดูสิ อยู่ตรงนั้น”
ควบออกมาไม่ไกลมาก พ่อบ้านเฉาก็โพล่งตะโกนขึ้น ชี้ไปยังคนที่กำลังเดินสบายอกสบายใจอยู่บนถนนใหญ่
เสียงเกือกม้าด้านหลังทำให้คนที่เดินอยู่ข้างหน้าหันหน้ามา ทันใดนั้นก็สาวเท้าวิ่งโดยพลัน
ขาสองข้างไหนเลยจะสู้ขาของม้าสี่ข้างได้ เพียงไม่นานก็ถูกตามมาล้อมไว้แล้ว
“ไอ้เด็กเลวนี่ เจ้าจะวิ่งทำไม!” พ่อบ้านเฉากระโดดลงจากม้าไปดึงเฉิงผิงไว้ พลางตะโกนว่า “หากเจ้าอยากวิ่งก็วิ่งระหว่างทาง นึกไม่ถึงว่าจะมาวิ่งเอาตอนนี้ ไม่ดูเสียบ้างว่านี่มันที่ไหน นี่เจ้าทำเช่นนี้นายหญิงของข้าขายขี้หน้าหมดแล้ว!”
“ไม่ได้วิ่ง ไม่ได้วิ่ง” เฉิงผิงหลบพลางตะโกนบอก “ข้าบอกว่าพอข้าเข้าเมืองหลวงมาก็จะทำตามอำเภอใจไม่ใช่หรือ”
“เจ้าหมอนี่ นี่มันตามอำเภอใจเกินไปแล้วกระมัง” พ่อบ้านเฉาถลึงตาใส่พลางตวาด
ทั้งสองเถียงกันไปมา เฉิงเจียวเหนียงลงจากม้ามายืนข้างถนน พ่อบ้านเฉาระงับความพลุ่งพล่านที่อยากจะฟาดเด็กหนุ่มเอาไว้ ดึงตัวเขาให้ไปหา
“พระชายา” เฉิงผิงคำนับด้วยสีหน้าสบายสบายจัดเสื้อผ้าที่ถูกพ่อบ้านเฉาดึงยับให้เรียบร้อย
“ท่านจะไปแล้วหรือ” เฉิงเจียวเหนียงถาม แฝงไว้ด้วยความอาลัยอาวรณ์
เฉิงผิงหัวเราะเจื่อน สีหน้าเป็นประกาย
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่บนถนนเส้นนี้” เขาไม่ได้ตอบแต่โพล่งถามขึ้นแทน
นั่นน่ะสิ เหตุใดนายหญิงออกจากตำหนักมาก็ตรงมาที่นี่เลยเล่า ทั้งยังให้คนไปเรียกตนกลับมาอีก
พ่อบ้านเฉาคิดในใจ
“นายหญิงข้าต้องรู้อยู่แล้ว” แต่เขากลับยังคงแค่นเสียงเอ่ยออกมา
เฉิงเจียวเหนียงยื่นมือแบออกตรงหน้าเฉิงผิง
“สิ่งนี้” นางบอก
คนด้านข้างต่างมองไปอย่างอดไม่ได้ เห็นในมือนางมีเหรียญใหญ่สามเหรียญ
คืออะไรน่ะ
พ่อบ้านเฉานิ่งอึ้ง
เฉิงผิงหัวเราะออกมา เงยหน้ามองเฉิงเจียวเหนียง
“สมกับที่นายหญิงเป็นคนในรุ่นข้าจริงๆ” เขาเอ่ย
ประโยคนี้เอ่ยออกมา เห็นหญิงสาวนางนั้นดวงตาคลอหน่วยด้วยน้ำตา เฉิงผิงถอยหลังไปโดยสัญชาตญาณอย่างอดไม่ได้ ทว่าครานี้หญิงสาวผู้นั้นกลับไม่ได้ร้องไห้ยกใหญ่อย่างเสียกิริยา แต่ก้มหน้าคำนับให้แทน
บนพื้นมีหยดน้ำตาหยดลงและหายไปทันใด
“เช่นนั้นนายหญิงก็คงไม่ต้องถามข้าว่าเหตุใดข้าจึงไปแล้วกระมัง” เฉิงผิงยิ้มพลางเอ่ย
เพราะเหตุใดอย่างนั้นรึ
พ่อบ้านเฉาตกตะลึงอีกครั้ง
เป็นเพราะว่าเขาแปลกประหลาดดังนั้นนายหญิงจึงแปลกประหลาด ด้วยเหตุนี้ทั้งสองคนพอได้พบกันจึงต่างแปลกประหลาดหรือ คำพูดคำจาแต่ละถ้อยคำล้วนกระจ่างแจ้ง แต่รวมกันแล้วกลับฟังไม่เข้าใจ
เฉิงเจียวเหนียงเงยหน้าขึ้นด้วยความตื่นเต้น
“ท่านก็คงเห็นแล้วกระมัง” นางเอ่ย “เช่นนั้นท่านว่าเขา…”
เฉิงผิงยกมือขึ้นขัดคำพูดของนาง
“นายหญิง” เขาเอ่ยด้วยความเคารพอย่างสุดซึ้ง ชี้ไปยังเงินเหรียญใหญ่สามเหรียญในมือเฉิงเจียวเหนียง “ในเมื่อเป็นคนในอุดมการณ์เดียวกัน กฎเกณฑ์ที่ไม่ได้เอ่ยถึงก็คงไม่ลืมหรอกกระมัง”
ไถ่ถามชะตาลิขิต ทำนายเคราะห์ดีเคราะห์ร้าย เป็นสิ่งที่ผู้ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องไม่ถามไม่พูดกัน
“ยิ่งไปกว่านั้น ก็ไม่ได้ให้เงิน” เฉิงผิงยกมือเอ่ย
เฉิงเจียวเหนียงหัวเราะ น้ำตาในแววตาเป็นประกาย
“ใช่” นางคำนับพลางเอ่ย ลุกขึ้นแล้วเงยหน้ามองเขาอีกครั้ง “แต่ว่า เหตุใดท่านต้องไปด้วย ท่านมาเมืองหลวงก็เพื่อเขากระมัง”
ปีหน้าฮ่องเต้องค์ปัจจุบันสิ้นพระชนม์ ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ เฉิงผิงก็เริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังนับจากนั้นมา เพราะทำนายทายทักฮ่องเต้พระองค์ใหม่
ยามนี้ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ในประวัติศาสตร์อย่างผิงอ๋องพระองค์นั้นที่เฉิงผิงทำนายว่าตายไปแล้ว เฉิงผิงก็ยังมาเมืองหลวง อีกทั้งยังเห็นแล้วด้วย…
เหตุใดจึงไปเล่า น่าจะอยู่ต่อไม่ใช่หรือ หรือไม่ก็ทำนายทายทัก จากนั้นก็มีชื่อเสียงโด่งดัง…
“ข้าไม่ได้ทำเพื่อเขา” เฉิงผิงยิ้ม “ข้าจะทำเพื่อเขาได้อย่างไร ข้ามีเหลือเฟือ ไม่ใช่ไม่พอเสียหน่อย เหตุใดต้องมาหาเขาด้วย”
เฉิงเจียวเหนียงมองเขา
“สิ่งที่สามารถเพิ่มพูนเงินทองของข้าได้ ก็ทำลายจิตใจสติปัญญาข้าได้ เรื่องที่ทำให้ข้าเป็นข้าราชการและโด่งดังมีชื่อเสียงได้ ก็สามารถเป็นหายนะมาฆ่าข้าได้เช่นกัน” นางเอ่ย
เฉิงผิงดวงตาเป็นประกาย ยกนิ้วให้
“ดี ดี ดี” เขาเอ่ยติดต่อกันสามคำ “สมกับที่นายหญิงที่มีหลักการเดียวกัน”
เฉิงเจียวเหนียงยิ้ม ยกแขนเสื้อปิดหน้าเช็ดน้ำตา
นี่เป็นคำพูดที่บรรพบุรุษตระกูลเฉิงเอ่ยแสดงตัวตนชัดเจนแก่ผิงอ๋อง ปฏิเสธคำอนุญาตของผิงอ๋องที่ให้เขาเป็นขุนนาง คิดไม่ถึงว่ายามนี้จะเป็นตัวเองเอ่ยออกมาในสถานการณ์เช่นนี้
“ยิ่งไปกว่านั้นก็มีนายหญิงแล้ว” เฉิงผิงมองนางแล้วยิ้มอีกครั้ง เอ่ยด้วยความนับถือที่แฝงไว้ลึกซึ้ง “ข้าก็คงไม่ต้องอยู่แล้วล่ะ”
เฉิงเจียวเหนียงนิ่งอึ้ง
“เช่นนั้นข้าคงต้องลาแล้ว” เฉิงผิงคำนับเอ่ย
เฉิงเจียวเหนียงเลี่ยงคำนับเขา พลางคำนับคืนแล้วเดินตามไป
“ท่านจะไปไหน” นางรีบถาม “กลับเจียงโจวหรือ”
“ใช่นะสิ กลับไปเจียงโจว อ้อ จริงสิ ได้ยินว่าวัดไท่ผิงเป็นของนายหญิง ไม่ทราบว่าจะขอยืมมาใช้หน่อยได้หรือไม่” เฉิงผิงถาม
เฉิงเจียวเหนียงขานรับ
เฉิงผิงจึงยิ้มแล้วคำนับให้อีกครั้ง
เฉิงเจียวเหนียงรีบเลี่ยงคำนับ
เฉิงผิงยืนตัวตรง มองหญิงสาวที่ในที่สุดก็กล้ามองตนตรงๆ แล้ว ความเคารพในสีหน้าแววตาลดลง ทว่าความอาลัยอาวรณ์กลับเพิ่มขึ้น ราวกับเด็กน้อยที่อาลัยอาวรณ์พ่อแม่
เขาหยุดฝีเท้าลง มองเฉิงเจียวเหนียง
“ข้าศึกษาเล่าจื๊อได้อะไรมาอยู่บ้าง” เขาเอ่ย “ไม่ทราบว่านายหญิงอยากจะฟังหรือไม่”
เฉิงเจียวเหนียงมองเขาพลางยกแขนเสื้อปิดหน้าไว้ครึ่งหนึ่งอีกครั้ง น้ำตารื้นขึ้นคลอขอบตา ไม่รอให้หยดน้ำตาหยดลง นางก็โน้มตัวลงต่ำคำนับ
“ขอใต้เท้าโปรดชี้แนะด้วย” นางสะอื้น
บนถนนหลวงในเช้าตรู่ต้นฤดูสารท คนที่ผ่านเข้าออกเมืองค่อยๆ มากขึ้น ทั้งขี่ม้า นั่งรถ แบกหาม ลากรถ ฐานะสูงส่งต้อยต่ำ แก่เอย เด็กเอย ชายเอย หญิงเอย มีมาไม่ขาดสาย ยามผ่านมาตรงนี้ ผู้คนต่างเบนสายตามองไปข้างถนนอย่างอดไม่ได้
ในที่ร้างข้างทางมีต้นสารทต้นใหญ่เติบโตอยู่เดียวดาย ยามนี้กิ่งก้านใบยังคงเขียวชอุ่ม
ต้นสารทต้นใหญ่เพียงนี้ไม่ได้หายาก ที่ดึงดูดผู้คนก็คือคนสองคนที่กำลังนั่งอยู่ใต้ต้นไม้นั่นต่างหาก
เด็กหนุ่มคนหนึ่งยกมือชี้ฟ้าชี้ดินพูดจาเจื้อยแจ้วไม่หยุด เด็กสาวคนหนึ่งนั่งตัวตรงตั้งใจฟัง
“…ดังนั้นเต๋าให้กำเนิดหนึ่ง หนึ่งให้กำเนิดสอง สองให้กำเนิดสาม สามให้กำเนิดสรรพสิ่ง สรรพสิ่งมีบรรพบุรุษ ประเภทมีบรรพบุรุษ ฟ้าดิน สรรพสิ่งยิ่งใหญ่ จำนวนของบุคคลนับอนันต์…”
นี่กำลังทำอะไรกันอยู่น่ะ
มีคนเดินไปหาด้วยความสนใจอย่างอดใจไม่อยู่ ผู้ติดตามที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ทั้งสี่ทิศไม่ได้ห้ามไว้ คนที่พูดและคนที่ฟังทั้งสองก็ไม่ได้ไม่พอใจ ดำดิ่งลงไปในจิตของตัวเองราวกับลืมตัวตน
“…ฟ้าดินกำเนิดจากไท่เหอ ไท่เหอกำเนิดจากซวีหมิง จึงมีเกิดมีดับ วิถีทางแห่งสวรรค์ มีหยินมีหยาง แต่ข้ารักษาชีวิต เหตุใดต้องอ้อนวอนหาความยิ่งใหญ่…”
เสียงก้องกังวานแผ่กำจายไปใต้ต้นไม้นอกที่ร้าง ผู้คนค่อยๆ มาห้อมล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ หากมองจากระยะไกลก็เหมือนดังภาพทิวทัศน์