พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 624 ง้างมือ
เรื่องที่พระชายาจิ้นอันจวิ้นอ๋องฟังคนแสดงปาฐกถาใต้ต้นไม้นอกประตูเมืองไม่ได้ดึงดูดให้คนในเมืองหลวงสนใจมากนัก ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านหรือว่าขุนนาง ต่างสนใจกับการอภิเษกขององค์รัชทายาทที่กำลังจะมาถึง
ปลายเดือนเจ็ด สำนักโหรเลือกฤกษ์แต่งงานแก่องค์รัชทายาทเรียบร้อย ในวันที่ป่าวประกาศ มีขุนนางชราสองคนร้องห่มร้องไห้หาฮ่องเต้โขกหัวกับหน้าประตูวัง
ยอมตายเพื่อที่จะได้กราบทูล
ทว่าครานี้ไม่ว่าจะเป็นไทเฮาหรือเฉินเซ่าที่ถูกยื่นมติไม่ไว้วางใจ ต่างแข็งกร้าวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ไทเฮาถึงขั้นส่งขันทีสองนายให้มายังบ้านของขุนนางชราทั้งสอง ไม่ใช่เพื่อโน้มน้าวแต่ร้องห่มร้องไห้ให้แก่ขุนนางชราที่โขกหัวจนหัวแตกเลือดไหลคนนั้น ขุนนางชราทั้งสองไม่ได้หัวโขกจนตายแต่สุดท้ายต้องมาตายเพราะโมโห
ในหมู่ชาวบ้านและในราชสำนักต่างอื้ออึง
“อันที่จริงข้าก็ไม่เข้าใจเลย เจ้าบอกว่าพวกเขาโมโห โมโหอะไรรึ”
หัวสะพานมีจับกังนั่งกันกระจัดกระจาย หนึ่งในนั้นกอดเสาส่ายหน้า
“โมโหอะไรอย่างนั้นรึ” จับกังคนหนึ่งชูแผ่นแป้งแห้งครึ่งชิ้นในมือขึ้น กัดหนึ่งคำพลางเอ่ยเสียงอู้อี้ว่า “แน่นอนว่าย่อมโมโหตัวเองที่ช้าไปก้าวหนึ่งนะสิ ไม่ส่งตัวลูกสาวให้ไปแต่งกับองค์รัชทายาท แต่ให้อำมาตย์เฉินได้เปรียบไปเต็มๆ จึงไม่พอใจ”
ประโยคนี้ทำให้จับกังรอบๆ ต่างหัวเราะกันขึ้นมา แต่ทำให้บุรุษที่มาหาจับกังเพื่อจ้างงานขมวดคิ้ว
“เพ้อเจ้ออะไร” เขาเอ่ย “ส่งลูกสาวไปแต่งงานกับคนสติไม่ดีคนหนึ่งจะเป็นเรื่องดีๆ ที่น่าแย่งชิงอะไรได้”
“เถ้าแก่ท่านนี้ นั่นก็ต้องดูว่าคนสติไม่ดีเป็นใคร” จับกังคนนั้นพลันเอ่ยขึ้น “นั่นน่ะเป็นถึงองค์รัชทายาทเชียวนะ เป็นว่าที่ฮ่องเต้ในวันหน้า การแต่งงาน กินอยู่เครื่องนุ่งห่มต่างๆ หากแต่งไปได้กินดื่มสุขสบายไร้กังวล ร่ำรวยอู้ฟู่ไปหลายชั่วอายุคนแน่”
ยาจกผู้นี้นึกไม่ถึงว่าจะกล้าเถียงตน เถ้าแก่คนนั้นถลึงตาชักสีหน้าใส่
“ยาจกอย่างเจ้าก็รู้แต่กินดื่มนั่นแหละ” เขาเย้ยหยัน
“มนุษย์ก็อยู่เพื่อกินดื่มไม่ใช่หรือไร” จับกังคนนั้นถลึงตาเอ่ย “หากเจ้าไม่ทำเพื่อกินดื่ม จะมาหาคนไปลากของทำไม โยนลงแม่น้ำไปก็จบแล้ว”
เถ้าแก่พลันยกขาขึ้น
“ไอ้ยาจกนี่!” เขาด่าทอ ยื่นมือไปดึงแขนจับกังคนนั้น “เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาสั่งสอนข้า”
“ทำอะไรน่ะ! ทำอะไรน่ะ! มีเงินแล้วเก่งกาจนักนะ จะตีคนรึ!”
“มีอะไรก็ค่อยๆ พูดค่อยๆ จา!”
บรรดาจับกังแม้จะยากจน แต่เห็นคนโดนรังแก คนอื่นๆ ก็พากันมาห้อมล้อม หัวสะพานพลันโหวกเหวกเสียงดังชุลมุนขึ้น ดึงดูดคนจากต่างถิ่นให้หันมามอง
“ทะเลาะอะไรกัน” มีแขกที่กำลังกินข้าวอยู่ใต้ร้านเพิงหญ้าถามขึ้นอย่างอดไม่ได้
เจ้าของร้านที่หดคอกลับจากนอกเพิงฟางยิ้มตาหยี พลางเติมน้ำในหม้อใหญ่บนเตา
“พูดเรื่องการแต่งงานขององค์รัชทายาทกันน่ะ” เขาเอ่ย สายตากวาดมองบนร่างแขกทั้งสามคนนี้
ทั้งสามคนอายุอานามสามสิบกว่า สวมใส่อาภรณ์กลางเก่ากลางใหม่ เนื้อผ้าไม่นับว่าดีและไม่นับว่าแย่ ที่กินก็เป็นน้ำชาและเนื้อย่างธรรมดา ท่าทางการนั่งกลับรักษาความเรียบร้อยถูกต้องตามมารยาทบนโต๊ะอาหารของชั้นสูง
นี่เป็นขุนนางชุดคลุมเขียวที่เห็นได้ทั่วไปในเมืองหลวง
แม้จะไม่ต้องหวาดกลัวแต่ก็ไม่อาจดูถูกได้
เจ้าของร้านวางทัพพีลงแล้วเดินไปหา กำลังจะเอ่ยต่อก็มีคนจำนวนหนึ่งเดินเข้ามานั่ง
“…บ้านเมืองช่างตกต่ำลงเรื่อยๆ แล้ว อำมาตย์เฉินผู้สูงส่งคนหนึ่งนึกไม่ถึงว่าจะทำเรื่องที่แย่กว่าเดรัจฉานเช่นนี้ออกมาได้ มีความคิดอย่างซือหม่าเจา[1]จริงๆ…” หนึ่งในนั้นเอ่ยด้วยความเดือดดาล
เจ้าของร้านตกอกตกใจยกใหญ่ แล้วส่ายหน้าไปมา
กล้าวิพากษ์วิจารณ์ขุนนางและการบ้านการเมืองเช่นนี้ได้ นอกจากบรรดาบัณฑิตปัญญาชนเหล่านั้นแล้วยังจะมีใครอีก
“…พี่จื่อม่อระวังคำพูดด้วย” บัณฑิตอีกคนรีบเอ่ยขึ้น
“ยังจะต้องระวังคำพูดอะไรอีก!” คนที่สามอารมณ์ร้ายที่สุด ตบโต๊ะเอ่ยว่า “ขุนนางวางแผนเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง ละทิ้งความถูกต้อง ความยุติธรรม ศีลธรรมและเกียรติยศไป เดิมทีหวังหมั่ง[2]คนเดียวก็พอแล้ว ยามนี้ยังมีหยางเจียน[3]มาเพิ่มอีก ไทเฮาก็ดันจะปิดปากคนทั้งแผ่นดินเอาไว้ หากเป็นแบบนี้ต่อไป บ้านเมืองคงไม่ใช่บ้านเมืองอีกต่อไปแล้ว!”
หวังหมั่งกับหยางเจียนยังด่าออกมาแล้ว เจ้าของร้านตกใจกระทั่งเข้าไปวางอาหารก็ยังไม่กล้า
“จะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูก อำมาตย์เฉินจะไม่รู้ว่าการกระทำของตัวเองจะทำให้คนทั้งแผ่นดินมองอย่างไรเลยหรือ” บัณฑิตที่อารมณ์เย็นคนนั้นส่ายหน้า “เรื่องยามนี้ พระชายาองค์รัชทายาทมาจากตระกูลเฉิน ก็ดีกว่ามาจากตระกูลเกามากนัก”
“ดีอย่างนั้นรึ จะดีสักแค่ไหนเชียว” บัณฑิตคนก่อนหน้าแค่นเสียงเอ่ยว่า “มีซือหม่าตี้อยู่ จะสามารถขวางอำนาจขุนนางไว้ได้อย่างไร”
“น่าจะเหมือนกับที่ท่านอาจารย์จางเจียงโจวบอกไว้ โอรสบุญธรรม…” อีกคนเอ่ยขึ้น
พูดถึงตรงนี้บัณฑิตที่ใจเย็นคนนั้นก็กระแอมออกมาเบาๆ กวักมือเรียกเจ้าของร้าน
เจ้าของร้านจึงได้เดินไปหา
ทางด้านนี้หยุดพูดคุยกันเพราะสั่งอาหาร ทางด้านบุรุษสามคนก็ลุกขึ้น จ่ายเงินออกจากร้านเพิงไป
“พูดจาเหลวไหลเลอะเทอะเสียจริง”
บุรุษหนึ่งในนั้นที่เดินออกจากร้านมาจึงได้เอ่ยปากพูดขึ้น
“นั่นนะสิ พูดเรื่องบ้านเมือง อย่างไรเสียก็เป็นเรื่องของครอบครัว เรื่องครอบครัวคนอื่นแต่ละคนจะไปเป็นห่วงกังวลทำไม” อีกคนพยักหน้าเอ่ยเห็นด้วย
ทั้งสามสบตากันต่างหัวเราะออกมา
“งานเลี้ยงครอบครัวของใต้เท้าหลิวคืนนี้ เจ้าจะไปหรือไม่” คนหนึ่งเอ่ยถาม
อีกคนส่ายหน้า
“บังเอิญว่าท่านแม่ข้าร่างกายไม่แข็งแรง หมู่นี้ข้าไม่อาจออกไปไหนได้” เขาเอ่ย
ทั้งสามคนพูดคุยพลางเดินไปถึงทางแยก จึงคำนับแยกย้าย คนที่บอกว่าท่านแม่ที่บ้านป่วยเดินไปทางทิศตะวันออก อีกสองคนที่แหลือเดินตามถนนไปทางทิศตะวันตก
สองคนเดินไปได้ไม่กี่ก้าว หนึ่งในนั้นก็หันหน้ามาส่งเสียงถุย
“ท่านแม่ร่างกายไม่แข็งแรงอย่างนั้นรึ สาปแช่งบุพการี ไม่กลัวโดนฟ้าผ่าเอาหรือไร” เขาเอ่ยเสียงเบา “คิดว่าเราไม่รู้หรือไรว่าเขารับจดหมายเชิญจากบ้านใต้เท้าซ่ง”
อีกคนแย้มยิ้มนิ่ง
“ไม่แปลกหรอก ในตอนนี้แม้ทุกคนจะเงียบไม่พูดไม่จา แต่ในใจกลับมีแผนการของตัวเองกันทั้งนั้น” เขาเอ่ย
เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว จากท่าทีที่ไทเฮาปฏิบัติต่อขุนนางเฒ่าทั้งสอง ผลลัพธ์ไม่ต้องคิดก็รู้ได้แล้ว
“เรื่องผู่อี้ทั่วทั้งราชสำนักคัดค้านแล้วอย่างไร สุดท้ายยังต้องเอาตามประสงค์ของฮ่องเต้อยู่ดีมิใช่หรือ”
พูดถึงเรื่องราชสำนักแล้ว ก็คือเรื่องในบ้านเช่นกัน จะว่าไปแล้วทุกคนต่างทะเลาะโวยวายกันก็แค่การทะเลาะโวยวายเท่านั้น ด่าว่าเฉินเซ่าแสวงหาชื่อเสียง ละโมบในผลประโยชน์ แล้วขุนนางที่ยอมตายเพื่อกราบทูลโขกหัวกับประตูสองคนนั้นไม่เป็นอย่างนั้นเหมือนกันหรือไร
ดังนั้นยามนี้แม้ปากจะยังวิพากษ์วิจารณ์ แต่ในที่ลับกลับเริ่มยืนอยู่เป็นฝักเป็นฝ่ายของแต่ละคนแล้ว คนเก่าแก่ของเฉินเซ่าแยกย้ายกันไปจำนวนหนึ่ง แต่ก็ยังมีคนใหม่ๆ ที่เพิ่มเข้ามา หลังจากมีพระญาติฝ่ายพระชายาหมาดๆ อย่างอำมาตย์เฉิน พระญาติฝ่ายพระชายาเก่าๆ อย่างตระกูลเกาจะยังคงยืดอำนาจต่อไปได้หรือไม่ ก็ต้องทำให้คนเหล่านี้ลังเลว่าจะเลือกใหม่ให้อยู่ต่อดีหรือไม่
“จางเจียงโจวบอกว่าอย่างไร”
อาลักษณ์หลวงฉินถาม
ฉินหูที่อยู่ตรงหน้ากลับมองไปนอกหน้าต่างคล้ายใจลอย
อาลักษณ์หลวงฉินขมวดคิ้ว แล้วถามขึ้น ฉินหูจึงได้สติคืนมา
“เขาบอกว่า ยามนี้จะไม่พูดอะไร เพราะแต่ก่อนไม่ได้ทำจึงพูดได้ แต่ยามนี้มีคนทำไปแล้ว เช่นนั้นก็ไม่ต้องพูดแล้ว” เขาเอ่ย “ผู้คนเห็นแล้วย่อมวิจารณ์เองได้”
อาลักษณ์หลวงฉินยิ้ม
“เป็นคนอย่างจางเจียงโจวเช่นนี้ ช่างอิสระเสรีเสียจริง” เขาเอ่ย
“ท่านพ่อ หากเขาลาออกจากการเป็นขุนนางไปจริงๆ ก่อน จึงจะเรียกได้ว่ามิตรเสียใจ ศัตรูเบิกบานได้” ฉินหูเอ่ยพลางผลักฎีกาไปหา “ฎีกาที่อำมาตย์เฉินให้คนมาส่งขอรับ”
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราตระกูลฉินต้องร่วมมือกับตระกูลเฉินอย่างนั้นรึ” อาลักษณ์ฉินเอ่ย
“ท่านพ่อ ท่านพูดผิดแล้ว” ฉินหูยิ้มเอ่ยว่า “พวกเราต้องไล่ตระกูลเกาต่างหาก”
พูดถึงตรงนี้เขาก็มองไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง ทิวทัศน์ในลานบ้านเห็นกลิ่นอายของสารทฤดูอย่างชัดเจนแล้ว
เพียงไม่นานก็ผลัดจากฤดูร้อนสู่ฤดูใบไม้ผลิแล้ว ราวกับกะพริบเท่านั้น
ดอกบัวโรยราไปนานแล้ว แต่ชีวิตนี้ของเขาไม่มีความสนใจจะไปดูแล้ว
แค่เพียงพริบตาเดียวเท่านั้น
“ท่านพ่อ ท่านรู้หรือไม่ว่าโทษมหันต์ของคนผู้หนึ่งคืออะไร” เขาโพล่งขึ้น
อาลักษณ์หลวงฉินมองเขาแวบหนึ่ง
“ปรารถนาแต่ไม่ได้ดังหวังรึ” เขาเอ่ย
ฉินหูหัวเราะมองบิดาแล้วคำนับ
“ท่านพ่อปราดเปรื่องนัก” เขาเอ่ย
อาลักษณ์หลวงฉินขมวดคิ้ว
“สิบสาม” เขาเอ่ย “ชายชาตรีต้องถือให้ได้ วางให้ลง หยุดทำตัวคิดเล็กคิดน้อยเหมือนหญิงสาวได้แล้ว”
ฉินหูพยักหน้าขานรับ
“ขอรับ ข้าไม่ได้หมายถึงข้า” เขายิ้มเอ่ย
ไม่ได้หมายถึงเจ้าอย่างนั้นรึ ดูแม่นางเฉิงนั่นสุดท้ายแต่งให้คนอื่น อีกทั้งยังแตกหักกันกลายเป็นศัตรูไปแล้ว แล้วยังหมายถึงใครได้อีก
ฉินหูไม่ได้เอ่ยคำใด มองไปนอกหน้าต่าง สีหน้าที่แต่เดิมอมยิ้มมีความเย็นชาวาบผ่าน
คนมากมายล้วนเป็นเช่นนี้ จะมีเขาคนเดียวได้อย่างไร
…
ไม่ว่าด้านนอกจะวิพากษ์วิจารณ์กันเช่นไร การอภิเษกสมรสขององค์รัชทายาทก็เริ่มจัดเตรียมไปตามขั้นตอนแล้ว
“วันแต่งกำหนดไว้ครึ่งเดือนหลังจากนี้ ยามนี้ภายในวังยุ่งกันให้วุ่น” ขันทีจิ่งเอ่ย “แต่ข้าวของก็ยังไม่ขาด”
พูดถึงตรงนี้ก็หยุดไปครู่หนึ่ง
“ตอนนั้นไหวฮุ่ยอ๋องเตรียมเอาไว้พร้อมแล้ว”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องพยักหน้า
“ของพวกนั้นไม่สำคัญหรอก” เขาเอ่ย “ขอแค่ลิ่วเกอร์แต่งงานก็พอแล้ว”
“แม่นางสิบเก้าตระกูลเฉินเป็นมิตรที่ดีต่อพระชายามาตลอด” หมอหลวงหลี่เอ่ย “เป็นเพื่อนเล่นกับพระชายาได้ จะต้องเป็นเด็กดีคนหนึ่งแน่ จิตใจดีมีเมตตา ต้องสามารถปรนนิบัติฝ่าบาทเป็นอย่างดีแน่”
เป็นเพื่อนเล่นกับพระชายาได้ก็คือคนจิตใจดีมีเมตตาอย่างนั้นหรือ พูดเหมือนพระชายาเป็นคนจิตใจดีมีเมตตามากอย่างนั้นแหละ
ขันทีจิ่งแอบขำในใจ
จิ้นอันจวิ้นอ๋องได้ยินว่าพูดถึงพระชายาขึ้นมาก็เหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้
“พระชายาบอกว่าออกไปไหนแล้วนะ” เขาถาม
“ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีจิ่งเอ่ยด้วยความไม่พอใจ
ตั้งแต่ตามเฉิงผิงอะไรนั่นไป พระชายาก็เริ่มออกจากบ้านบ่อยๆ วันก่อนเพิ่งจะกลับบ้านตระกูลเฉิงไป วันนี้ก็ออกจากตำหนักไปอีกแล้ว
ไม่รู้จักอยู่เป็นเพื่อนฝ่าบาทเสียบ้างเลยหรือไร
ยิ่งไปกว่านั้นยามนี้ก็ไม่สะดวกออกจากตำหนักด้วย
ซู่ซินมองประตูบ้าน แค่นเสียงเฮอะอย่างหงุดหงิด หันหลังเดินกลับมา
“ฮูหยิน อำมาตย์เฉินบอกว่าไม่ให้พบเจ้าค่ะ” นางเดินมาหน้ารถกระซิบบอกโดยมีม่านกั้น
“ข้าก็ไม่ได้จะพบเขา” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ยพลางเลิกม่านขึ้น “ข้าต้องการพบฮูหยินเฉิน”
ซู่ซินหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้
ไม่ใช่ว่านายหญิงตระกูลใดจะสามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้
“อำมาตย์เฉินบอกว่ายุ่งเรื่องงานแต่ง ทั้งยังมีคนในวังมาสอนมารยาทพิธีการให้ตันเหนียง ดังนั้น ไม่สะดวกพบเจ้าค่ะ” นางเอ่ยบอกเบาๆ
เฉิงเจียวเหนียงมองประตูบ้านตระกูลเฉิน
มีคนกำลังเดินออกมาจากด้านในพอดี สาวใช้แม่นมห้อมล้อมไว้
“…ในวังข้าไปเองคนเดียวดีกว่า” แม่นางเฉินสิบแปดเอ่ยพลางกำชับกับแม่นมข้างกาย “ยังมีขั้นตอนใดอีกข้าจะดูเอง…”
พูดถึงตรงนี้ก็หยุดลงโดยพลัน เห็นเฉิงเจียวเหนียงที่อยู่ในรถหน้าประตูบ้าน
สีหน้านางเปลี่ยนแปรไปหลากหลายครู่หนึ่ง ยกเท้าเดินไปข้างหน้า
“ถวายพระบังคมพระชายา” นางคำนับเอ่ย สาวใช้แม่นมด้านหลังจึงคำนับตาม
เฉิงเจียวเหนียงลงจากรถคำนับคืนให้
“เจ้าเป็นคนแนะนำตันเหนียงให้องค์รัชทายาทรึ” นางถาม
แม่นางเฉินสิบแปดพยักหน้านิ่งๆ
“เพคะ” นางเอ่ย “เสนอคนที่มีความสามารถ อย่าอายที่จะเสนอญาติตัวเอง…”
ยังพูดไม่ทันจบก็เห็นเฉิงเจียวเหนียงที่อยู่ตรงหน้าง้างมือขึ้นฟาดลงมา
เสียงดังกังวานทำให้ทุกคนต่างตกตะลึง
รอจนได้สติกลับมา เห็นแม่นางเฉินสิบแปดถูกตบจนโซเซเกือบจะล้มลงไป
“เจ้า!”
ความเจ็บแสบทำให้แม่นางเฉินสิบแปดหน้ามืดตาลาย หลุดเสียงตวาดขึ้น
ยังพูดไม่ทันจบ อีกหนึ่งฝ่ามือก็ตบลงมา
พร้อมกับเสียงกังวานนั้น ยังมีคำพูดของเฉิงเจียวเหนียงด้วย
“เจ็บหรือไม่” นางเอ่ย พลิกหลังมือ
เสียงกังวานดังขึ้นอีกครั้ง
“เจ็บหรือไม่” นางเอ่ย พลิกหน้ามือกลับมา
เสียงกังวานดังขึ้นอีกครั้ง
สองครั้งซ้ายขวา แม่นางเฉินสิบแปดล้มนั่งลงกับพื้น มุมปากมีเลือดไหล
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในชั่วพริบตา
เสียงหวีดร้องดังขึ้นหน้าประตูบ้านตระกูลเฉิน สาวใช้แม่นมต่างกรูกันเข้าไปหา แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้หญิงสาวที่ยืนตัวตรงชักมือกลับคนนั้นเลยสักคน ร้องไห้แหกปากตะโกนพยุงแม่นางเฉินสิบแปดกันวุ่นวาย
เฉิงเจียวเหนียงมองแม่นางเฉินสิบแปดที่แทบจะสลบไป
“เจ้าเจ็บหรือไม่” นางถามขึ้นอีก
[1] ซือหม่าเจา เสนาบดีแห่งรัฐเว่ยสมัยสามก๊ก มักใหญ่ใฝ่สูงยิ่งกว่าบิดาและพี่ชาย คิดการณ์ใหญ่ถึงขั้นพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ภายหลัง ชาวจีนได้นำสำนวน “ความในใจซือหม่าเจา แม้คนผ่านทางยังล่วงรู้” มาใช้อธิบายถึงพฤติกรรม ประสงค์ หรือแผนการชั่วร้ายของบุคคลใด ที่แม้บุคคลนั้นจะไม่ประกาศหรือแสดงออกมาอย่างชัดเจน แต่คนทั่วไปก็สามารถรับรู้ได้
[2] หวังหมั่ง เป็นจักรพรรดิองค์แรกและองค์เดียวแห่งราชวงศ์ซิน เป็นพระญาติทางฝ่ายไทเฮาของจักรพรรดิฮั่นเฉิง
[3] หยางเจียน ถือกำเนิดจากตระกูลขุนนางชั้นสูงในราชวงศ์เป่ยโจว ธิดาของหยางเจียนได้เป็นฮองเฮาในรัชสมัยโจวเซวียนตี้