พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 625 เจตนาร้าย
สาวใช้ แม่นม และบรรดาบ่าวรับใช้ตรงหน้าประตูของตระกูลเฉินต่างมองกันจนมึนงง
พระชายาจิ้นอันจวิ้นอ๋องผู้นี้คงไม่ได้เป็นบ้าขึ้นมาอีกกระมัง ไม่พูดพร่ำทำเพลงสักคำก็ตบคนแล้ว ตบเสร็จยังถามอีกว่าเจ็บหรือไม่ น่าแปลกพิลึกคนนัก
เจ้าก็ลองตบตัวเองดูสิ! เจ้าว่าโดนตบมันเจ็บหรือไม่ล่ะ!
“ตบบนตัวเจ้า เจ้าเจ็บหรือไม่”
เฉิงเจียวเหนียงมองแม่นางเฉินสิบแปดที่ถูกสาวใช้แม่นมพยุงให้ลุกขึ้นแล้วเอ่ยถามอีกครั้ง ราวกับว่าไม่ได้คำตอบก็จะไม่ลดละ
บนแก้มเจ็บแสบ ในปากเต็มไปด้วยรสสนิม จมูกหายใจลำบาก หูสองข้างอื้ออึง
ในปากคงแตกแน่แล้ว หน้าก็บวม ความเจ็บปวดนี้ทำให้แม่นางเฉินสิบแปดที่ตาลายกลับได้สติขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ตรงหน้าหญิงนางนี้ คนรอบข้างต่างสีหน้าตื่นตระหนกทำอะไรไม่ถูก นี่ไม่ใช่เพราะฐานันดรพระชายาจิ้นอันจวิ้นอ๋องของนาง แต่เพราะมีบุญคุณที่เคยช่วยชีวิตเอาไว้มากกว่ากระมัง
ตบลงบนร่างเจ้า เจ็บหรือไม่อย่างนั้นรึ
แม่นางเฉินสิบแปดเงยหน้าขึ้น มองสตรีที่มองต่ำลงมายังตน นางหัวเราะออกมา พลางยกมือขึ้นเช็ดเลือดเต็มปากออกไป
“พระชายา มีเรื่องอะไรก็เข้าไปพูดคุยสิขอรับ” บ่าวรับใช้คนหนึ่งสาวเท้ามาหา คำนับพลางเอ่ยบอก
บ้านตระกูลเฉินตั้งอยู่ในตัวเมืองอันคึกคัก อีกทั้งตอนนี้ก็กำลังตกเป็นเป้านินทาของชาวเมือง สายตาที่แอบมองมามีนับไม่ถ้วน การเคลื่อนไหวนี้ดึงดูดผู้คนมากมายให้มารายล้อมอย่างรวดเร็ว
แต่เป็นเพราะเกรงกลัวตำแหน่งของอำมาตย์เฉิน ทุกคนไม่กล้าเข้าไปใกล้ ยืนชี้มือชี้ไม่วิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ไกลๆ
“ไม่ต้อง”
แม่นางเฉินสิบแปดเอ่ย พอเอ่ยปากขึ้นนางก็โดนความเจ็บปวดทำให้มีปัญญาขึ้น ความเจ็บปวดนี้ทำให้นางยิ่งได้สติ ผลักสาวใช้แม่นมที่พยุงตัวเองออก ยืนตัวตรงเชิดหน้ามองเฉิงเจียวเหนียง
“ไม่มีอะไรให้น่าอายขายหน้าเสียหน่อย”
เฉิงเจียวเหนียงมองนาง
“เจ็บหรือไม่” นางยังคงถาม
แม่นางเฉินสิบแปดหัวเราะอีกครั้ง ยกมือขึ้นปิดปาก
“ข้ารู้ว่าเจ้าหมายความว่าอย่างไร” นางเอ่ย “ข้าบอกเจ้าได้ว่า ข้าเจ็บ”
นี่มันบทสนทนาอะไรกัน
พวกคนรับใช้รอบข้างต่างมึนงง
“นั่นไม่ใช่คนอื่น นั่นมันน้องสาวข้า” แม่นางเฉินสิบแปดตวาด มองเฉิงเจียวเหนียง “เจ็บปวดเท่าใดไม่ต้องให้เจ้ามาบอกข้า!”
เฉิงเจียวเหนียงมองนาง
“ข้าไม่ได้มาบอกเจ้า” นางเอ่ย “ข้ามาเพื่อถามว่าเจ้ารู้หรือไม่ หากเจ้ารู้ละก็ ก็จัดการง่ายแล้ว ข้ายังคิดว่าเจ้าจะไม่รู้แม้กระทั่งความเจ็บปวดเสียแล้ว”
กล่าวจบก็หันหลังเดินจากไป
“เฉิงเจียวเหนียง!” แม่นางเฉินสิบแปดตะคอกด้วยความเดือดดาล “คนที่เจ็บเป็นเจ้าเองกระมัง”
เฉิงเจียวเหนียงหันไปมองนาง
“เพราะสิ่งที่เจ้าปรารถนาไม่ได้สมดังใจกระมัง” แม่นางเฉินสิบแปดมองนางพลางเอ่ย เพราะปากได้รับบาดเจ็บถ้อยคำจึงไม่ชัดเจน “เพราะเจ้าไม่คิดว่าลิขิตฟ้ายังสู้แผนการคนไม่ได้กระมัง คิดไม่ถึงว่าต่อให้ลิขิตสวรรค์ช่วงชิงสติปัญญาและความสามารถของเขาไป แต่สิ่งที่เขาสามารถมีได้ พวกเจ้าก็ยังคงไม่อาจมีได้กระมัง”
“แม่นางสิบแปด!” บ่าวรับใช้ข้างกายตกตะลึง รีบตวาดขัดคำพูดของแม่นางเฉินสิบแปดไป
“เรื่องนี้มีอะไรที่ไม่อาจพูดได้กัน” แม่นางเฉินสิบแปดตวาด แม้จะตำหนิบ่าวรับใช้ แต่สายตายังคงมองเฉิงเจียวเหนียงอยู่ “ไม่พูดออกมาก็สามารถปิดบังคนทั้งแผ่นดินได้แล้วอย่างนั้นหรือ”
เฉิงเจียวเหนียงหัวเราะ
“ไม่” นางเอ่ย “ข้าไม่เจ็บ สิ่งที่ข้าเคยพูด ข้าไม่เจียมเนื้อเจียมตัว เจ้าลืมไปแล้วหรือ”
ไม่เจียมเนื้อเจียมตัวอย่างนั้นรึ
แม่นางเฉินสิบแปดมองนาง
“อักษรของข้าก็ไม่ได้สวยงามอะไรสักนิด”
“ไม่ ไม่ แม่นางเฉิง ท่านเจียมเนื้อเจียมตัวแล้ว”
“ข้าไม่เจียมเนื้อเจียมตัว”
คำพูดข้างหูลอยมา เพราะหูสองข้างอื้ออึง คล้ายห่างไกลไม่ชัดเจน
นางไม่ได้ลืม นางจะลืมได้อย่างไร
ต่อให้พยายามก็ไร้ผล เพราะไม่มีพรสวรรค์
“เจ้าลืมไปแล้ว” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย ส่ายหน้า “เฉินซู่ เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเหตุใดเจ้าจึงฝึกเขียนอักษร”
แม่นางเฉินสิบแปดนิ่งอึ้ง
ฝึกเขียนอักษรอย่างนั้นรึ
“เจ้าลืมไปแล้ว” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ยต่อ ส่ายหน้า “อีกทั้งเจ้าก็ลืมไปแล้ว ข้าบอกว่าไม่สวยก็ไม่สวยสิ ข้าบอกว่าต่อให้พยายามมากกว่านี้ก็ไร้ผลก็คือไร้ผล”
นางเอ่ยพลางมองแม่นางเฉินสิบแปดแล้วหัวเราะ ยื่นนิ้วออกมาส่ายไปมา
“ดังนั้นข้าไม่เจ็บ” นางเอ่ย “เพราะสิ่งที่ข้ามีก็ยังคงมี บางคนไม่มี ก็ยังคงไม่มีอยู่วันยังค่ำ”
บางคนไม่มี ก็ยังคงไม่มีอยู่วันอย่างค่ำ
เมื่อครู่ที่ตนเอ่ยถึงคือองค์รัชทายาท แต่สิ่งที่นางตอบคือองค์รัชทายาทอย่างนั้นหรือ
คำพูดของนางหากไม่ได้หมายถึงองค์รัชทายาทแล้วจะเป็น…
แม่นางเฉินสิบแปดสีหน้าพลันเปลี่ยน แต่เพราะสีหน้าเดิมทีก็บวมแดงอยู่แล้วจึงมองไม่ออก
“คำพูดนี้ของเจ้าหมายความว่าอย่างไร” นางเดินเข้าไปหาก้าวหนึ่งตวาดถาม
“ความหมายเดียวกันกับที่เจ้าคิดอยู่” เฉิงเจียวเหนียงพยักหน้าเอ่ย พูดจบก็หันหลังไป
“แม่นางเฉิง”
มีเสียงสตรีเอ่ยเรียกไว้
เฉิงเจียวเหนียงฝีเท้าพลันชะงัก มองไปด้านข้าง เห็นในประตูฮูหยินเฉินกำลังให้แม่นมสองคนพยุงมายืนมอง
ฮูหยินฉินสีหน้าซีดเซียวเหี่ยวเฉา ไม่มีความสูงศักดิ์สง่างามเหมือนดังเก่าอีกแล้ว
เห็นเฉิงเจียวเหนียง น้ำตานางก็หลั่งไหลลงมา ยกมือขึ้นปิดหน้า
นางเรียกแม่นางเฉิง
เฉิงเจียวเหนียงมองนาง ค้อมกายคำนับให้
“พระชายา นายท่านบ้านข้าเชิญท่านเข้ามาพูดคุยด้วยขอรับ” บ่าวรับใช้คนหนึ่งเดินออกมาจากข้างกาย
ฮูหยินเฉินพลางเอ่ย
“ไม่ต้องแล้ว” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย “วันนี้ข้ามาพบฮูหยินเฉิน”
พูดพลางมองฮูหยินเฉินแล้วยิ้มให้
“ตอนนี้ได้พบแล้ว”
ฮูหยินเฉินมองนางพลางร้องไห้
“เจ้าไปดูตันเหนียงเถิด” นางเอ่ย
“ไม่ต้องแล้ว” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย คำนับให้อีกครั้งแล้วหันหลังเดินออกไป
รถม้าหันกลับขับเคลื่อนออกไป
ฮูหยินเฉินสาวเท้าหมายจะตามออกไปอย่างห้ามไม่อยู่ สาวใช้ข้างกายขวางเอาไว้แน่น
“ฮูหยิน ออกไปไม่ได้เจ้าค่ะ ยามนี้ไปพบแม่นางเฉิง จะไม่ดีกับนาง” พวกนางเอ่ย “ยามนี้นางเป็นพระชายาจวิ้นอ๋อง ตำหนักจวิ้นอ๋องเพิ่งจะเกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้น ท่านเชื่อนายท่านเถิดนะเจ้าคะ”
ฮูหยินเฉินชักเท้ากลับมองรถม้าที่จากไปพลางร้องไห้เงียบๆ
“เจ็บหรือไม่”
ภายในห้องหนังสือเฉินเซ่ายังคงรักษาท่านั่งแต่แรกไว้ไม่ขยับไหว ได้ยินคำบอกเล่าจากบ่าวรับใช้เบาๆ ก็เอ่ยถามอย่างช้าๆ
“นางพูดคำนี้นะหรือ”
บ่าวรับใช้ก้มหน้าขานรับ
เฉินเซ่าไม่พูดคำใดอีก เขาโบกมือไล่
บ่าวรับใช้รีบก้มหน้าออกไป
ภายในห้องหนังสือตกสู่ความเงียบ ครู่ต่อมาจู่ๆ ก็มีเสียงกังวานก้องขึ้น
“เจ็บหรือไม่”
เฉินเซ่าเอ่ยพลางง้างมือขึ้นตบลงบนหน้าอีกครั้ง
เสียงกังวานก้องขึ้นอีกครั้ง
ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องเผชิญ ไม่ใช่วันคืนที่เจ้าต้องผ่านพ้น ความเจ็บปวดไม่ได้อยู่บนตัวเจ้า เจ้ารู้สึกเจ็บหรือไม่ล่ะ
ตบลงบนตัวเจ้า เจ้ารู้สึกเจ็บหรือไม่
เสียงกังวานดังขึ้นจากภายในห้องครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้บรรดาบ่าวรับใช้ที่ยืนคอยรับใช้อยู่ด้านนอกยิ่งก้มหน้าลงกว่าเดิม
…
ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวนอกประตู จิ้นอันจวิ้นอ๋องจึงวางหนังสือในมือลง มองเฉิงเจียวเหนียงเดินเข้าประตูมา
“กลับมาแล้ว” เขายิ้มเอ่ย
เฉิงเจียวเหนียงพยักหน้าให้แล้วเข้าไปอาบน้ำ
รอจนนางอาบน้ำเสร็จ อาหารค่ำก็ตั้งโต๊ะเรียบร้อย
“เจอตันเหนียงหรือไม่” จิ้นอันจวิ้นอ๋องถาม
เฉิงเจียวเหนียงส่ายหน้า ยื่นมือไปหยิบชามกับตะเกียบขึ้นมา
เวลาแบบนี้ ทั้งยังฐานันดรเช่นนี้ บ้านอำมาตย์เฉินคงเลี่ยงจะพบ
“ครานี้พวกเราเหมือนกันแล้ว” จิ้นอันจวิ้นอ๋องยิ้มเอ่ย “ข้ายื่นคำร้องขอเข้าวังเพื่อเข้าเฝ้าองค์รัชทายาทก็โดนคัดค้านมา อีกทั้งไทเฮายังให้ข้าออกจากเมืองหลวงไปปกครองเมืองอื่นด้วย”
หลังจากที่โยนคนที่โดนโบยจนตายไปไว้หน้าประตูบ้านขุนนาง รวมถึงโยนขันทีที่โดนโบยจนใกล้ตายไปไว้ในวังทำไทเฮาตกใจจนเป็นลม ก็อาศัยฎีกายื่นมติไม่ไว้วางใจที่ล้นหลามมืดฟ้ามัวดิน ในราชสำนักได้กำหนดเมืองที่จะให้จิ้นอันจวิ้นอ๋องปกครอง
ไปยังอำเภอซงผิงใกล้ๆ กับตอนกลางในซีหนาน
“เบิกตาโตๆ มองหาบนแผนที่ก็หาเมืองนั้นไม่พบ” จิ้นอันจวิ้นอ๋องยิ้มเอ่ย “ยามนี้ข้าร่างกายแย่อย่างนี้ จะเดินทางไกลเพียงนั้นได้อย่างไร ดังนั้นข้าจึงปฏิเสธไป”
พูดถึงตรงนี้ก็ยิ้มออกมาอีก
“เจ้าอยากจะออกบ้านหมู่นี้ก็รีบออกไปเสีย ข้าว่าพรุ่งนี้พวกเราคงโดนกักบริเวณแล้ว”
เฉิงเจียวเหนียงพยักหน้า
“ข้าไม่ต้องออกไปแล้ว” นางเอ่ย
“ฮูหยินเสร็จธุระอยู่บ้านเป็นเพื่อนข้าได้แล้วหรือ” จิ้นอันจวิ้นอ๋องยิ้มเอ่ย
เฉิงเจียวเหนียงมองเขาด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
ไม่น่าขันเลยแม้แต่น้อย ไม่สนุกเท่านางหยอกแกล้งเขาเลยสักนิด
จิ้นอันจวิ้นอ๋องก้มหน้าพุ้ยข้าว
หลังจากอาบน้ำแล้ว บรรดาสาวใช้ภายในห้องก็เก็บกวาดแล้วพากันออกไป จิ้นอันจวิ้นอ๋องปล่อยผมพลางมองเฉิงเจียวเหนียงที่อ่านหนังสืออยู่ใต้โคมไฟข้างหน้าต่างภายในห้อง
สวมกระโปรงสีมรกต ผมสยายปรกอยู่ด้านหลัง แสงไฟอันอบอุ่นวาดเค้าโครงร่างนางให้ดูเงียบสงบ
จิ้นอันจวิ้นอ๋องเดินไปนั่งลงข้างนางอย่างอดไม่อยู่
“เหตุใดจึงชอบอ่านหนังสือนัก” เขาเอ่ยถาม
“เพราะการอ่านหนังสือทำคนเดียวได้” เฉิงเจียวเหนียงตอบ
คนเดียว…
จิ้นอันจวิ้นอ๋องยื่นมือไปหยิบหนังสือของนางมา
“เช่นนั้นยามนี้ก็เป็นสองคนแล้ว” เขาเอ่ย แล้วเลิกคิ้วยิ้มเอ่ยว่า “พวกเราเล่นหมากรุกกันเถิด”
เฉิงเจียวเหนียงมองเขาแล้วยิ้มเช่นกัน
“เอาสิ เจ้าอย่ารู้สึกเบื่อแล้วกัน” นางเอ่ย
ไม่รู้ว่าเพราะเป็นยามราตรีใช่หรือไม่ เฉิงเจียวเหนียงภายใต้โคมไฟดวงตาสว่างแวววาวมีราศีที่หาได้ยากในตอนกลางวันเพิ่มมากขึ้น
“อยู่กับเจ้าจะน่าเบื่อได้อย่างไร” จิ้นอันจวิ้นอ๋องโพล่งขึ้นทันที
พูดจบสีหน้าก็แดงก่ำขึ้น ใบหูร้อนผ่าว
ประโยคนี้เปิดเผยเปลือยเปล่ากว่าประโยคตอนกินข้าวตอนนั้นเสียอีก
“ข้าไปเอาหมากรุกเข้ามาก่อน” เขาเอ่ยแล้วรีบวิ่งออกไป
แต่เพียงไม่นานเขาก็รู้ว่าคำว่าน่าเบื่อที่เฉิงเจียวเหนียงพูดมันหมายถึงอะไร
มองผลแพ้ชนะบนหมากรุกที่ตัดสินออกมาอีกครั้ง จิ้นอันจวิ้นอ๋องสะบัดหัว มือจับกระดานหมากรุกพลางมองคนฝั่งตรงข้าม
“เฉิงฝั่ง!” เขาตะโกนเรียก
ในน้ำเสียงแฝงความขัดเคืองเอาไว้
เฉิงเจียวเหนียงมองเขาพลางเม้มปากยิ้ม
“เอาละ ชนะอีกแล้ว” นางเอ่ยพลางยื่นมือหมายจะวางตัวหมากลงไป
“เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวก่อน…” จิ้นอันจวิ้นอ๋องยื่นมือไปจับมือนางไว้ “ข้าขอดูก่อน”
เขาก้มหน้าเบิกตาโตมองกระดานหมากรุก พยายามหาโอกาสรอดอย่างเปล่าประโยชน์
มือที่กุมไว้ในฝ่ามือทั้งนุ่มทั้งลื่น เพราะคีบหมากรุกไว้หลังมือจึงงอเล็กน้อย กุมมือเขาไว้เต็มๆ
เหมือนกับผิวบนร่างของนางที่เนียนลื่น…
สายตาจิ้นอันจวิ้นอ๋องมึนงง มองกระดานหมากตรงหน้าด้วยความเลื่อนลอย รู้สึกใจเต้นแรงกว่าเดิม
มือในฝ่ามือปล่อยให้เขากุมไว้ ไม่มีท่าทีจะหลบหลีกสักนิด ราวกับว่าชินชาไปแล้วอย่างไรอย่างนั้น
จากนี้ล่ะ
จากนี้ควรทำอย่างไร ควรทำอะไรดี
จิ้นอันจวิ้นอ๋องรู้สึกว่าบนศีรษะมีเหงื่อผุดซึม
“มองพอหรือยัง” เฉิงเจียวเหนียงยิ้มเอ่ย สายตาตกลงบนมือของเขา
หรืออีกนัยหนึ่งคือลูบพอหรือยัง
สายตานี้ทำให้จิ้นอันจวิ้นอ๋องปล่อยมือออกราวกับถูกเปลวเพลิง
“แพ้แล้ว แพ้แล้ว” เขาเอ่ย ยื่นมือไปปัดกระดานหมากจนยุ่ง “ไม่เล่นแล้ว นอน นอน”
ภายในห้องตกสู่ความมืดมิด
จิ้นอันจวิ้นอ๋องลืมตามองม่านมุ้งสีดำ แล้วพลิกตัวอีกครั้ง ยื่นมือเลื่อนไปตามหมอนช้าๆ ราวกับไม่ได้ตั้งใจ จนกระทั่งสัมผัสถูกผมนุ่มลื่นเข้า มือเขาจึงได้ชักกลับด้วยความรวดเร็ว
เนิ่นนานทีเดียวการกระทำนี้จึงได้ดำเนินต่อ
คนข้างกายหันหน้าออกด้านนอกนอนหลับไป ลมหายใจสม่ำเสมอหนักแน่นยิ่งชัดเจนอยู่ข้างหู
นางหลับไปแล้ว
ออกจากบ้านคงเหนื่อยกระมัง ในใจก็อ่อนล้าด้วยกระมัง
จิ้นอันจวิ้นอ๋องชักมือกลับมา
รอให้หนาวกว่านี้อีกหน่อยดีกว่า หากหนาวกว่านี้อีกหน่อย ก็ให้นางมาอยู่ในอ้อมกอดตน มอบความอบอุ่นแก่นาง
เขาอิงมาทางนี้ ดมกลิ่นหอมสะอาดในลมหายใจที่ลอยอวลแล้วหลับตาลง
…
“พระชายา!”
เช้าตรู่อันเงียบสงบถูกเสียงร้อนรนของขันทีจิ่งทำลายไป
จิ้นอันจวิ้นอ๋องวางชามกับตะเกียบในมือลงด้วยสีหน้าไม่พอใจ
ขันทีจิ่งกลับไม่สนใจจะมองสีหน้าของเขา แต่มองไปที่เฉิงเจียวเหนียงแทน
“เมื่อวานท่านไปตบคนที่บ้านตระกูลเฉินมาหรือ” เขาเอ่ย
ตบคนอย่างนั้นรึ เป็นเพราะไม่ให้พบตันเหนียงหรือ
จิ้นอันจวิ้นอ๋องหันไปมองด้วยความตกใจ
เฉิงเจียวเหนียงสีหน้าเรียบนิ่ง
“ใช่” นางเอ่ย
“ทะ…ท่านทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร” ขันทีจิ่งเอ่ยอย่างร้อนรน
“แน่นอนว่าย่อมมีเหตุผลในการตบอยู่แล้ว” จิ้นอันจวิ้นอ๋องขมวดคิ้วเอ่ย
ยังจะปกป้องอีก ยังจะปกป้องนางอีก
“คนเขาลือกันหมดแล้วว่าฮูหยินไม่พูดพร่ำทำเพลงสักคำก็ตบคนเลย” ขันทีจิ่งเอ่ย
“ไม่ใช่” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย ส่ายหน้า
ขันทีจิ่งกับจิ้นอันจวิ้นอ๋องต่างมองนาง
“ข้าพูดไปประโยคหนึ่งก่อนแล้วถึงตบ” เฉิงเจียวเหนียงตอบ
ขันทีจิ่งนิ่งอึ้ง จิ้นอันจวิ้นอ๋องหลุดขำ
“ฮูหยิน!” ขันทีจิ่งแทบจะกระทืบเท้าอยู่รอมร่อ “ท่านรู้หรือไม่ว่าท่านกำลังทำอะไรอยู่ ท่านวิ่งไปตบคนที่บ้านตระกูลเฉินได้อย่างไร เวลาอื่นก็แล้วไปเถิด เวลาแบบนี้ตระกูลเฉินถูกกำหนดให้เป็นพระชายาในองค์รัชทายาทแล้ว ท่านทำเช่นนี้จะโดนคนคิดว่ามีเจตนาร้าย!”
เฉิงเจียวเหนียงพยักหน้า
“เช่นนั้นก็ดี” นางเอ่ย มองขันทีจิ่งแล้วยิ้ม “ข้ากลัวว่าคนอื่นจะไม่คิดว่าข้ามีเจตนาร้ายนะสิ”