พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 626 ไม่งาม
“เกรงว่าผู้อื่นจะไม่รู้นะสิ!”
ขันทีจิ่งตะเบ็งเสียง พลางก้าวเท้าเข้าไปด้านใน
ฝีเท้าของเขาเร็วเสียจนเกิดเป็นแรงลมส่งพัดเอาไอร้อนจากถ้วยน้ำชาที่อยู่บนโต๊ะจางหายไปในอากาศ
“เฮ้ย น้ำชาของข้า” นายทหารกู้รีบท้วงติง พลางยื่นมือปกป้องถ้วยชาของตน
การจิบชายามบ่ายถือเป็นกิจวัตรประจำวันของนายทหารกู้ สำรับของเขาประกอบไปด้วยใบชาที่ถูกคัดและคั่วด้วยความร้อนอย่างดี จากนั้นตามด้วยเกลือ เมื่อชงครบสามน้ำจึงได้ชาร้อนๆ หอมกรุ่นพร้อมดื่ม
กลิ่นหอมของใบชาที่เพิ่งต้มเสร็จและถูกรินใส่ในถ้วยคือสิ่งที่นายทหารกู้โปรดปรานมากที่สุด
“ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าวันข้างหน้าท่านคงจะไม่ได้มานั่งจิบชาสบายใจเฉิบแบบนี้เสียแล้ว” ขันทีจิ่งเอ่ยอย่างไม่พอใจ จากนั้นสะบัดแขนเสื้อแล้วหย่อนก้นนั่งลง “พวกเราถูกเขม่นรอบด้านเสียจนไม่เป็นอันได้ทำกงการใด ซ้ำร้ายนางยังมาก่อเรื่องอีก”
นายทหารกู้ได้แต่จิบชาของตนเอง ไม่เอ่ยอะไรออกมา
“น่าจะรู้เสียแต่เนิ่นว่านางจะทำเช่นนี้” ขันทีจิ่งยังคงเอ่ยต่อ “เรื่องท่านชายเฉิงสี่ครั้งนั้นนางยังกล้าเดิมพันด้วยเงินก้อนโต แต่ครั้งนี้เป็นเรื่องที่เฉินตันเหนียงกำลังจะถูกบังคับให้อภิเษกกับองค์ชาย คงมิใช่เรื่องแปลกอันใดหากนางจะออกไปมีเรื่องกับใครเขา”
พูดจบพลางยกถ้วยชาขึ้นดื่ม
“ฝ่าบาทยังออกตัวปกป้องนาง ครั้นทูลอีกว่าเวลาตนไม่พอใจใครก็มักจะเล่นงานจนสาหัสแล้วโยนร่างทิ้งไว้หน้าเรือนชาวบ้าน นางเองก็เช่นกัน เวลาไม่พอใจใครขึ้นมาก็มักจะเล่นงานคนคนนั้น ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด”
“ก็จริงอยู่ที่ว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่มันจะมีประโยชน์อันใด นางบันดาลโทสะแล้วงานอภิเษกจะไม่เกิดขึ้นหรืออย่างไร ครั้นแต่จะปล่อยช่องโหว่ให้คนเขารู้เจตนารมณ์ของนางก็เท่านั้นเอง”
นายทหารกู้พอฟังถึงประโยคเมื่อครู่ก็วางถ้วยชาลง
“เจตนารมณ์อันใดรึ”
ขันทีจิ่งถลึงตาใส่
“เจตนารมณ์อันใดรึ” เขาขมวดคิ้ว “จะเป็นอะไรไปได้อีก นอกจากเจตนารมณ์ร้ายของนาง”
“เจตนารมณ์ร้ายอย่างนั้นรึ…” นายทหารกู้เอ่ยทวนอย่างช้าๆ พลางทำหน้าครุ่นคิดขณะที่ในมือกำลังถือถ้วยชา
…
“ท่านพ่อ นางอยู่ในเมืองหลวงต่อไม่ได้แล้ว”
เป็นเสียงของแม่นางเฉินสิบแปด แต่ด้วยรอยแผลบริเวณปากทำให้นางพูดได้ไม่ชัดถ้อยชัดคำนัก
เฉินเซ่าปรายตามองนาง พลางคิดในใจ
มือหนักใช่ย่อย
แต่กระนั้น ก็ไม่ถือว่าหนักเสียทีเดียว
หากนางจงใจทำร้ายจริงแล้วละก็ แค่ฝ่ามือเดียว แม่นางเฉินสิบแปดคงได้นอนแน่นิ่งลุกไม่ขึ้นเป็นแน่
แรงจากมือนั่นสามารถทำให้คนคนหนึ่งคอหักได้เลยทีเดียวล่ะ
“ท่านพ่อ!”
แม่นางเฉินสิบแปดขึ้นเสียงและมองที่บิดาของตนอย่างไม่พอใจ
เฉินเซ่าเมื่อได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าให้
“เจ้ารีบไปพักผ่อนพักฟื้นก่อนเถิด เดิมที่พวกเราไม่ควรจะต้องมากังวลเรื่องงานอภิเษกอยู่แล้ว ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนในวังเถอะ” เขาเอ่ยด้วยความเหนื่อยล้า
หญิงสาวมองหน้าเขา แล้วเอ่ย
“ท่านพ่อคิดหรือว่าที่ข้าจะให้นางหนีออกไปเป็นเพราะข้าถูกทำร้ายน่ะ”
เฉินเซ่าไม่ได้เอ่ยตอบ
“ที่นางทำร้ายข้า ก็เพื่อเฉินตันเหนียง” นางเอ่ยต่อ “นางดีกับเฉินตันเหนียงมากแค่ไหน ข้ารู้อยู่แก่ใจ ต้นเหตุของเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดก็เป็นเพราะข้า ข้าทำร้ายเฉินตันเหนียง ท่านแม่ตีข้า และไม่อยากเจอหน้าข้าอีก ท่านปู่เองก็ทิ้งพวกเราไป ส่วนท่านพ่อ ถึงแม้ท่านจะเห็นด้วยกับวิธีของข้า แต่ข้าก็รู้ดีว่าในใจของท่านก็คงเอ่ยโทษข้าอยู่ไม่น้อย”
“ข้ามิได้โทษเจ้า” เฉินเซ่าเอ่ย
ถ้าจะโทษใคร คงจะเป็นตัวเองนี่ล่ะ
“ที่ข้าต้องการให้นางออกจากเมืองหลวง นั่นก็เพราะคำพูดของนาง” แม่นางเฉินสิบแปดอธิบายต่อ
“อารมณ์ล้วนๆ ฟังอย่างเดียวก็พอ” เฉินเซ่าเอ่ย
“ท่านพ่อ ที่ข้าพูดไปว่าจิ้นอันจวิ้นอ๋องจะไม่ได้ขึ้นครองราชย์ นั่นคืออารมณ์ล้วนๆ แต่สิ่งที่นางตอบกลับมามิได้เป็นเช่นนั้นเลย”
เฉินเซ่าพอฟังถึงตรงนี้ก็เริ่มคิ้วขมวด
“ท่านพ่อ นางพูดว่า ต่อให้มีหรือไม่มีผู้ใดขึ้นครองราชย์ อย่างไรแล้วสุดท้ายก็ว่างเปล่า” นางเอ่ยต่อ “นางหมายถึง ต่อให้ตอนนี้องค์ชายจะยังคงเป็นองค์ชาย แต่ในอนาคตคงมิอาจขึ้นครองราชย์ได้”
“แม่นางสิบแปด นี่เป็นแค่การตีความของเจ้าเพียงคนเดียว” เฉินเซ่าเอ่ยพลางโบกมือปัด “อารมณ์ทั้งนั้น วันหลังอย่าได้พูดจาใช้อารมณ์แบบนี้อีก”
แม่นางเฉินสิบแปดฉีกยิ้มหัวเราะจนสะกิดรอยแผล ความรู้สึกเจ็บแปลบแผ่ซ่านไปทั่ว จากนั้นจึงยกมือป้องหน้าตนเอง
“ใช่ นี่เป็นเพียงการตีความของข้า เพียงแต่ท่านพ่อ ข้าได้ถามนางไปว่านางหมายความอย่างไรกัน นางตอบข้าว่า นางหมายความตามที่ข้าคิด” แม่นางเฉินสิบแปดเอ่ยต่อพลางเงยหน้ามองผู้เป็นบิดา “ท่านพ่อ นางเป็นคนแบบไหนท่านน่าจะรู้อยู่แก่ใจใช่ไหม”
เฉินเซ่าหรี่ตาพลางยกถ้วยชาขึ้น
“คนอย่างนางน่ะหรือจะพูดจาด้วยอารมณ์”
แน่นอนว่าไม่
นางเป็นคนพูดน้อย ปากหนัก ไม่ยอมเป็นฝ่ายเอ่ยก่อน แต่พอได้พูดเท่านั้นแหละ…
“ข้าไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง นางจะอยู่หรือไป ก็คงไม่ได้เกี่ยวอะไรกับข้าอยู่แล้ว ต่อให้ไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ต่อให้นางเป็นคนเสนอเอง ข้าก็คงไม่ไม่มีปากเสียงอันใด ทว่าบัดนี้นางคือจิ้นอันจวิ้นอ๋องเฟย มีจวิ้นอ๋องคอยอยู่เบื้องหลัง ผู้เป็นราชนิกุล”
“ท่านพ่อ ช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เหตุการณ์เรื่องราวชวนตื่นตะลึงที่นางสร้างไว้ยังเยอะไม่พออีกรึ ท่านพ่อลองทำอะไรสักอย่างด้วยเถิด”
เฉินเซ่าที่กำลังถือถ้วยชาอยู่ในมือนิ่งไปชั่วครู่
ทำอะไรสักอย่างงั้นรึ
ให้ข้าลองทำอะไรสักอย่างต่อหน้าคนอย่างนางงั้นรึ
เฉินเบือนหน้าไปมองฉากกั้นที่ตั้งอยู่ด้านข้าง
นายใหญ่เฉินไปแล้ว ไม่ได้นำอะไรติดตัวไป ข้าวของในห้องยังคงสภาพเดิมไว้ จะมีก็แต่ฉากกั้นบานนี้ที่เขาย้ายมาตั้งไว้ในห้องหนังสือของตน
ลวดลายที่ถูกวาดลงบนฉากกั้นบานนี้ช่างดึงดูดสายตายิ่งนัก
มีผู้คนที่อยากจะลองทำอะไรสักอย่างกับนางตั้งมากมายก่ายกองขนาดนี้แล้วรึ
บ้างก็อยากลองว่านางจะกลัวไหม บ้างก็อยากรู้ว่านางจะตอบโต้ไหม บ้างก็อยากวัดใจดูว่านางจะยอมแพ้ยอมถอยหรือไม่…
ไม่ว่าจะพ่อค้าบ้านนอกผู้นั้น หรือจะเป็นราชเลขาหลิวผู้รอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นพวกนักบวชต้มตุ๋นหรือพวกคนที่จงใจจะวางเพลิงที่ศาลาพักม้า ต่างก็ไม่มีใครคิดจะเอานางถึงตาย พวกเขามักจะคิดได้แค่ว่า ลองทำอะไรสักอย่าง
พวกเขาเปิดโอกาสให้นางได้ลงมือ และพอได้ลงมือเท่านั้นแหละ วิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่างกันเลยทีเดียว
ถ้าจะให้นางลองทำอะไรสักอย่างแล้วละก็….
เฉินเซ่าวางถ้วยชาลง
“ไปตามคนมา” เขาเอ่ยอย่างช้าๆ
…
“ให้เขาออกไป! นี่เป็นพระราชโองการ”
ในมือไทเฮาถือลัญจกรไว้ พลางเอ่ยเร่งขันที
“กล้าดีอย่างไรถึงเข้ามาถามเรื่องงานอภิเษกสมรส เจ้านั่นคิดจะทำการใดกัน จะมามอบศพไว้เป็นของขวัญหรือไร”
สายตาขันทีมองไปทางเกาหลิงปอที่กำลังตัวสั่นงันงกจนมิกล้าลงประทับ
“ไทเฮา” เกาหลิงปอเอ่ย “ทรงคิดเยอะเกินไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เพราะการอภิเษกสมรสขององค์รัชทายาทยังคงเป็นบุตรสาวของเฉินเซ่า ส่งผลให้เฉินเซ่าเป็นอันต้องผูกติดอยู่กับราชวงศ์อย่างสมบูรณ์ และนั่นส่งผลให้เขาไม่สามารถส่งข้าราชสำนักที่ทำงานอย่างตรงไปตรงมามาคอยชี้นิ้วกำกับนางได้อีกแล้ว และนั่นทำให้ไทเฮาสุขภาพกายและจิตดีขึ้นเป็นกอง
“ข้านะหรือคิดเยอะ! ข้าจะบอกให้ฟังนะว่าข้ารู้ดีที่สุดว่าเจ้าพวกนั้นวางแผนอะไรอยู่!” ไทเฮาเอ่ยพลางตบโต๊ะ
“ในเมื่อท่านรู้อยู่แก่ใจ กระนั้นก็ยิ่งไม่ควรจะปล่อยให้เขาลอยนวลไปได้” เกาหลิงปอเอ่ย “กระหม่อมเคยพูดแล้วว่า บัดนี้เขาได้ทำชื่อเสียงของตนเองแปดเปื้อน ทั้งอยู่ภายใต้การควบคุมของไทเฮา หากปล่อยไปคงจะไม่ดีแน่พ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าไม่อยากเห็นหน้าเขาแม้แต่วันเดียว” ไทเอาเอ่ย
“มิต้องรีบร้อนอันใดพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมบอกแล้ว บัดนี้เรื่องงานอภิเษกขององค์ชายสำคัญที่สุด เอาเรื่องนี้ให้อยู่หมัดก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันพ่ะย่ะค่ะ” เกาหลิงปอเอ่ยแกมหัวเราะ
พอเอ่ยถึงองค์ชาย สีหน้าของเกาหลิงปอเริ่มจริงจังขึ้นอีกครั้ง
“เรื่องนั้นไปถึงไหนแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เขากระซิบถาม
ไทเฮารีบปัดมือไล่ขันทีนายหนึ่งให้ออกไป ขันทีผู้รู้งานก็รีบม้วนตัวเดินออกไป ไม่นานก็มีหญิงสาวนางหนึ่งกับหมอหลวงอีกนายหนึ่งย่างเท้าเข้ามา
“เมื่อคืนเป็นอย่างไรบ้าง” ไทเฮาเอ่ยถาม
หญิงสาวก้มหน้าให้คำตอบ
“ไม่สำเร็จเพคะ”
“ได้ยังไงกัน องค์ชายเองก็มิได้…” ไทเฮาขมวดคิ้ว รู้สึกกระอักกระอ่วนที่จะเอ่ยคำบางคำออกมา จากนั้นกลืนน้ำลายแล้วไม่เอ่ยต่อ
“องค์ชาย องค์ชายสามารถ…สามารถ…เพคะ…เพียงแต่…พอเข้าไป…ก็…ไม่ได้แล้ว…” หญิงสาวก้มหน้าจนหัวแทบจะมุดเข้าไปในเสื้อตนเอง เสียงของนางเบาลงเรื่อยๆ จนแทบฟังไม่ได้ศัพท์
แม้ว่านางจะเอ่ยอย่างติดๆ ขัดๆ กระนั้นแล้วทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างก็พอฟังออก
ไทเฮาถอนหายใจอย่างอดมิได้
“ไม่ได้การ ดูท่าองค์ชายจะยังเด็กเกินไป”
“หากพ้นปีนี้ไปองค์ชายก็จะครบสิบสามพรรษา ไม่เด็กแล้วพ่ะย่ะค่ะ หากเทียบกับสามัญชนนอกวัง ในวัยนี้บางคนเป็นพ่อของเด็กสามคนก็มีนะพ่ะย่ะค่ะ”
“ว่ากันตามหลักการแล้ว คงไม่มีปัญหาอันใดพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงเอ่ย “เพียงแต่ สภาพจิตใจขององค์ชายยังมิพร้อม ดังนั้น สิ่งเร้าที่พระองค์ได้รับ อาจมิได้…รุนแรงหรือไวต่อสัมผัสขนาดนั้นพ่ะย่ะค่ะ…”
“หากปล่อยให้เป็นไปตามอายุ มันจะดีขึ้นไหม” เกาหลิงปอเอ่ยถาม
หมอหลวงที่ถูกถามทำตาปริบๆ ใส่ แล้วเอ่ยตอบ
“น่าจะเป็นเช่นนั้นขอรับ” จากนั้นเอ่ยเสริมต่อ “คงต้องมีการถวายโอสถเพิ่มเติม เพื่อบำรุงร่างกายของฝ่าบาท”
เกาหลิงปอหันหน้าไปทางหมอหลวง พลางเอ่ย
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าคงต้องรีบลงมือ และทำอย่างสุดความสามารถ ดูแลร่างกายขององค์ชายไว้ให้ดี” เขาเอ่ยอย่างช้าๆ “อย่าเอาแต่พร่ำพูดว่าต้องบำรุงเพิ่มอย่างนั้นอย่างนี้ คำว่าเพิ่มของพวกเจ้ามีเกณฑ์อย่างไร สิบวัน หรือครึ่งเดือน หรือหนึ่งปี หรือสามปี เรื่องบางเรื่องนั้นรอไม่ได้ จงอยู่กับปัจจุบัน นั่นแหละสำคัญที่สุด”
หมอหลวงนึกในใจ
ในเมื่อไม่มีเวลา ต้องรีบ ต้องอยู่กับปัจจุบัน แล้วปัจจุบันที่ว่านี้เรื่องใดสำคัญที่สุดล่ะ รีบให้กำเนิดทายาทที่สืบเชื้อสายพระโลหิต ขยับขยายราชวงศ์ กระนั้นแล้ว ชะตาขององค์ชายต่อไปจะเป็นเช่นไรกันนั้น…
“ขอรับ” หมอหลวงก้มหน้าขานรับ