พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 631 เส้นทางฝนกระหน่ำ
ยามแสงแดดส่องสว่างทั่วผืนฟ้า จู่ๆ กลุ่มเมฆเริ่มเกาะตัวกันจนเกิดเป็นเม็ดฝนร่วงหล่นลงมา ถนนหนทางในเมืองหลวงผู้คนเบาบางลงอย่าถนัดตา
ฟ่านเจียงหลินสวมชุดกันฝนและหมวกสานใบใหญ่รีบสาวเท้าเดินด้วยความเร็ว ทั้งรถและม้าวิ่งวุ่นทั่วท้องถนน รวมถึงฝูงชนที่มารวมตัวกัน ฟ่านเจียงหลินพยายามเลี่ยงความวุ่นวายนั้นด้วยการเดินหลบชิดริม กระนั้นแล้ว ก็หลบไม่พ้นน้ำที่กระเซ็นขึ้นมาเปียกปอนเสื้อผ้าจากการที่มีฝูงม้าวิ่งผ่านไป
ฟ่านเจียงหลินคว้าหมวกงอบขึ้นแล้วเงยหน้ามอง คนที่กำลังควบม้านั่นดูเหมือนกำลังชำเลืองมาที่เขา
ทั้งคู่สบตากัน สักพักฟ่านเจียงหลินก็เบี่ยงสายตาไปทางอื่น
ม้านั้นควบออกไปอย่างเร็ว
“นั่นใครกัน ดูท่าทางอิดโรยอย่างกับแบกภาระทั้งเรือนอย่างไรอย่างนั้น”
“นั่นน่าจะเป็นท่านชายเกา ตระกูลเกาจะออกจากเมืองหลวงแล้ว วันก่อนก็ออกเดินทางกันไปบ้างแล้ว”
“พวกเขาออกไปจริงๆ รึ”
“จะหลอกทำไมกัน! อำมาตย์เฉินเขม่นพวกเขาเสียขนาดนั้น อีกนิดก็แทบจะส่งคนตามไปเฝ้าแล้วนั่น”
ผู้คนบนท้องถนนต่างพากันซุบซิบนินทา
ฟ่านเจียงหลินชะเง้อมองตามรถม้าที่เคลื่อนตัวออกไปไกล เขาเห็นใครคนหนึ่งบนรถม้าหันหน้ากลับมาที่เขา ฟ่านเจียงหลินเห็นดังนั้นจึงรีบดึงงอบลงแล้วก้มหน้าเดิน
“เมื่อใช่ฟ่านเจียงหลิน ที่เป็นนักธนูมือฉมังใช่หรือไม่”
ท่านชายเกาหันกลับมาถามผู้ติดตามที่อยู่ด้านข้าง
เขาหันไปทางที่ท่านชายเกาหันไปก่อนหน้า จากนั้นพยักหน้าแล้วเอ่ยตอบ
“เป็นเขาขอรับ”
“เจ้านั่นยังวนเวียนอยู่ในค่ายทหารอีกรึ” ท่านชายเกาขมวดคิ้วถาม “เหตุใดยังไม่ไล่เขาออกไป พื้นที่อ่อนไหวแบบนั้น อย่าปล่อยให้เขาทำเสียเรื่องเอาได้”
“โปรดท่านชายวางใจเถิดขอรับ บัดนี้เขาเป็นแค่ทหารตัวเล็กๆ ที่รับหน้าที่ประกอบอาวุธเครื่องมือรบ เรื่องอื่นเขาแทบไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวเลยขอรับ” ผู้ติดตามเล่าต่อ “มีนายท่านคอยคุมอยู่ รอผ่านไปสักพัก ให้พวกเหล่าทหารเรียนรู้วิชาจากเขา แล้วค่อยเตะเขาออกก็มิสายเกินขอรับ เดิมทีตัวเขาเองก็มิใช่คนมีน้ำยา ต้องคอยอาศัยบารมีของแม่นางเฉิงขอรับ”
ท่านชายเกาหยักหน้า ไม่เอ่ยต่อ เบื้องหน้าก็เป็นประตูเมืองแล้ว เขาเร่งม้าให้เร็วขึ้น กลุ่มคนจำนวนไม่น้อยที่มารอส่ง พวกเขามายืนรออยู่ใต้โครงผ้าใบแล้ว
ท่านชายเกากระโดดลงจากม้า จากนั้นเดินเข้าไปหาเกาหลิงปอจากทางด้านหลังของรถม้า
กลุ่มคนมากหน้าเข้ามารายล้อมรอบรถ โค้งคำนับให้แล้วเอ่ยคำกล่าวลา
“ลำบากพวกท่านแย่เลย วันนี้ข้าแค่มาส่งภรรยากับลูกชายของข้าเท่านั้น พวกเจ้าไม่ต้องพิธีรีตองมากนักหรอก” เกาหลิงปอเอ่ยติดตลก
พอเขาเอ่ยจบ ทุกคนต่างรู้สึกตกใจกับคำพูดของเขา
นี่เขาจะยังไม่ไปหรอกรึ
แต่ปฏิกิริยาของทุกคนช่างเร็วนัก พวกเขาพยายามตามน้ำคำพูดของเกาหลิงปอ
“ต้องมาออกเดินทางในวันฝนตกเช่นนี้ จะไม่รอก่อนรึ”
“นั่นสิ”
เกาหลิงปอลูบหนวดของตนเองพลางหัวเราะ
“ข้าไกลบ้านมายี่สิบกว่าปีแล้ว จะไม่กลับก็ไม่เป็นไร แต่เมื่อลั่นวาจาไว้แล้วว่าจะกลับไป ก็มุ่งเป้าอย่างเดียวเลยว่าจะต้องกลับให้ได้” เขาเอ่ยต่อว่า “เป็นเพราะอาการป่วยของท่านแม่ ข้าคงต้องดูแลอีกสองสามวัน แล้วจากนั้นข้าจะรีบตามไปทันที”
ท่านชายเกาที่ยืนฟังมุขตลกของคนเป็นพ่ออยู่ข้างๆ ก็อดไม่ได้ที่จะแย้งขึ้น
“ท่านพ่อ ฝนตกแบบนี้ ส่งถึงแค่ตรงนี้ก็พอ เดี๋ยวพวกข้าต้องเดินทางกันต่ออีก” เขาเอ่ยพลางเงยหน้ามองฟ้า “ดูเหมือนว่าจะตกหนักกว่าเดิมเสียด้วยสิ”
เกาหลิงปอหัวเราะ พยักหน้าตอบ
“เดินทางปลอดภัย”
ท่านชายเกาพยักหน้า และกระโดดขึ้นหลังม้าไป
“ใช่แล้วขอรับท่านชาย เดินทางปลอดภัยนะขอรับ” ใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้น “อ่อ จริงสิ ทางที่ดีที่สุดคืออย่าผ่านตรงจุดชิงหย่วนนะขอรับ ได้ข่าวว่าแถวนั้นมีพวกโจรอาละวาดอยู่”
“พวกนั้นน่ากลัวขนาดนั้นเชียวรึ พวกทหารล่ะไปไหนหมด เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ ” ท่านชายเกาบ่นพลางขมวดคิ้ว
คนที่ยืนฟังอยู่ตรงนั้นก็หัวเราะแห้งๆ อย่างอดไม่ได้
“เอาละ ไหนๆ ข้าก็ไม่ได้มีตำแหน่งแล้ว เหตุใดต้องเสียเวลามานั่งเครียดเรื่องพวกนี้ด้วย” ท่านชายเก่าบ่นอุบอิบ ก่อนจะโบกมือลาผู้เป็นบิดา
“พวกเจ้าระวังตัวกันด้วย” เกาหลิงปอเอ่ย “เดินทางไกล ต้องปลอดภัยไว้ก่อน”
ผู้คนต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วย
“ใช่แล้วขอรับ ใช่แล้ว ต้องระวังและรอบคอบ ความปลอดภัยต้องมาก่อน”
ท่านชายเกาโค้งตัวคำนับให้ฝูงชน จากนั้นเคลื่อนออกตัวไป
กลุ่มคนและม้าของท่านชายเกาวิ่งไกลออกไปจนลับสายตา ดูเหมือนฝนฟ้าจะยิ่งตกหนักขึ้นเรื่อยๆ
เกาหลิงปอเอ่ยลาผู้คนที่มายืนส่งจากนั้นก็ขึ้นรถม้าไป
“…พวกโจรน่ากลัวขนาดนั้นเลยรึ”
“…ได้ข่าวมาว่าเช่นนั้นขอรับ”
“จะเกิดความโกลาหลในแผ่นดินหรือไม่”
“จุ๊ๆ พูดจาไร้สาระน่า! พูดตอนไหนไม่พูด ดันมาพูดตอนนี้ นี่เจ้ากำลังต่อว่าใครเป็นนัยอยู่รึ”
เกาหลิงปอลดม่านในรถลงเพื่อกันเสียงซุบซิบนินทาของผู้คนจากด้านนอก ใบหน้าของเขาค่อยๆ คลี่รอยยิ้มออกมา
“กลับเถิด” เขาเอ่ย
…
“เกาหลิงปอยังไม่ไปอีกรึ”
เฉินเซ่าถาม
“ใช่แล้วขอรับ ข้าวของทั้งหมดย้ายออกไปแล้ว และสมาชิกในครอบครัวทุกคนก็ทยอยออกไปกันแล้ว เหลือแต่เขาที่ยังไม่ไป ไม่รู้ว่าแผนของเขาเป็นอย่างไร เขาบอกว่ามารดาของเขายังคงต้องรักษาและรอดูอาการไปก่อน ซึ่งใช้เวลาสักระยะหนึ่ง กว่าเขาจะเริ่มต้นออกเดินทางขอรับ”
เฉินเซ่ายิ้มอย่างเยือกเย็น
“นี่เขาวางแผนที่จะทำอะไรกันแน่ คอยดูเถอะ ข้ารู้ว่าเกาหลิงปอคงไม่เต็มใจออกไปง่ายๆ หรอก”
“แล้วจะทำเช่นไรดีขอรับ เราจะรู้ได้อย่างไรว่ามารดาของเขาจะดีขึ้นเมื่อใด” เสนาธิการขมวดคิ้ว แล้วเอ่ยต่อ “ใช้ความกตัญญูมาบังหน้าขนาดนี้ เราเองจะไปบังคับเขาก็คงมิได้”
“ไม่เห็นเป็นอะไร อย่างน้อยเขาจะไม่ได้เข้ามาในราชสำนักแล้ว แม้เขาจะทำตัวเหมือนว่าเตรียมจะย้ายออกก็จริง แต่ดูเหมือนจะไม่ง่ายขนาดนั้น” เฉินเซ่าเอ่ยพลางหัวเราะแสยะ “เขากล้าเอาร่างกายของมารดามาเป็นข้อกล่าวอ้าง แถมเขาไม่กลัวการแก้แค้นด้วย”
พอพวกเขาเอ่ยจบ สักพักเสียงฝนสาดเริ่มดังขึ้น
“ฝนเริ่มตกหนักแล้ว”
เป็นเสียงของนายใหญ่จาง ที่กำลังยืนอยู่ตรงทางเดิน
“ฝนสารทฤดูยิ่งตกยิ่งหนาว”
“นายใหญ่เจ้าคะ ใส่เสื้อให้อุ่นขึ้นดีกว่าเจ้าค่ะ” สาวใช้เอ่ยจากทางด้านหลัง จากนั้นก็นำเสื้อคลุมมาพาดบนไหล่เขา
นายใหญ่จางหัวเราะ
สาวใช้มองดูสายฝนที่กำลังโปรยลงมา
“ไม่รู้ว่าตอนนี้นายหญิงจะหลบฝนอยู่ที่ไหน” นางเอ่ยด้วยเสียงที่เริ่มจะแหบแห้ง
นายใหญ่จางเมื่อได้ยินดังนั้นก็หัวเราะ
“เจ้านี่เป็นห่วงคนเขาไปทั่วเลยนะ”
สาวใช้เริ่มมีท่าทีเคืองๆ
“นายใหญ่เจ้าคะ” นางเอ่ยพลางกระทืบเท้า “นายหญิงเดินทางเร็วเกินไป เร็วเสียจนไม่ได้มีโอกาสไปส่งหรือบอกลาเลยแม้แต่น้อย ไปครั้งนี้ ไม่รู้ว่าจะได้เจออีกทีเมื่อใด…”
สาวใช้พูดจบ ก็เอามือปิดหน้าแล้วปล่อยโฮ
คราวนี้ นายใหญ่จางไม่พูดคำประชดประชันเหมือนแต่ก่อน หญิงสาวร้องไห้อยู่สักพักแล้วเงยหน้าขึ้นมอง
นางใหญ่จางมองไปยังจุดที่ฝนตกหนักตรงลานเรือน ท่าทางของเขาเคร่งขรึมและขมุกขมัวราวกับสีของท้องฟ้าในตอนนี้
ภาพนั้นช่างดูสะเทือนใจนักสำหรับสาวใช้ และความรู้สึกไม่สบายใจก็หายไปจากก้นบึ้งของหัวใจในทันที
…
ณ ถนนสายหลักแห่งหนึ่ง คนและม้ากลุ่มหนึ่งกำลังเดินทางท่ามกลางสายฝน แม้ว่าพวกเขาจะสวมชุดกันฝนและหมวกงอบ แต่เสื้อผ้าของทุกคนก็ยังเปียกปอน
ทั้งธงและป้ายต่างๆ ถูกเก็บออกไปหมดแล้ว นั่นยิ่งทำให้สภาพของพวกเขาแลดูสะบักสะบอมกว่าเดิม
“ไม่ได้การ ฝนนี่ตกหนักกว่าเดิมไม่มีท่าทีจะหยุดเลย” ปั้นฉินแหวกม่านรถออก เอ่ยด้วยความร้อนรนใจ “ดูเหมือนจะไปไม่ถึงด่านสถานีพักม้าที่อยู่ถัดไป”
ซู่ซินเองก็ชะเง้อสังเกตสภาพการณ์ข้างนอก
“เมื่อครู่หยุดพักตรงศาลาด่านก่อนหน้ายังจะดีเสียกว่า” นางเอ่ย “เลยกลายเป็นว่าหยุดไม่ได้แต่ก็ไปไม่ถึงเสียอย่างนั้น”
พูดจบก็มีสะดุ้งเล็กน้อย และมองขึ้นไปบนท้องฟ้า
เมฆครึ้มปกคลุมไปด้วยสายฝน
“แปลกนัก” ซู่ซินเอ่ยอย่างอดไม่ได้ จากนั้นหันไปทางปั้นฉิน “ฮูหยินไม่รู้หรือว่าฝนจะตกน่ะ”
ปั้นฉินเองก็เพิ่งนึกขึ้นได้เช่นกัน พลันทำหน้าตกใจ
สภาพอากาศจะเป็นเช่นไร นอกจากสวรรค์แล้ว ก็มีฮูหยินอีกคนที่รู้ดีที่สุด
ทว่าครั้งนี้นั้น…
ฝนที่ตกลงมานั้นสาดกระทบเข้าที่รถม้าอย่างไม่หยุดหย่อน
เฉิงเจียวเหนียงมองดูหนังสือที่ถูกร่างใหญ่ริบไปอย่างรู้สึกเสียดาย
“ฟ้ามืดแล้ว มองไม่ชัดหรอก อย่าอ่านเลย” จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ยเตือน “เอาแต่ดูหนังสืออยู่ได้ น่าเบื่อจะตาย”
เฉิงเจียวเหนียงมองเขา
“หรือจะเล่นหมากรุกละ”
ชายหนุ่มส่ายหัว
“ยิ่งสูงยิ่งหนาว เจ้าชนะมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ยังจะมาชวนเล่นอีก น่าเบื่อชะมัด” เขาหัวเราะ
“แล้วท่านอยากทำอะไรเล่า”
“มาคุยกันเถอะ” จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ย จากนั้นเขยิบนั่งใกล้ๆ นาง “หนทางยังอีกยาวไกล”
“คุยกันรึ” หญิงสาวหัวเราะพลางเอ่ย “ข้าไม่ค่อยถนัดนะสิ”
ชายหนุ่มเมื่อได้ยินคำตอบก็พ่นเสียงหัวเราะ พลางเอามือไปท้าวที่ไหล่ของร่างเล็ก
“นี่ยังเรียกว่าไม่ถนัดอีกหรือ” เขาเอ่ย “แล้วใครกันหนอ ที่พูดจาพาทีกับฮ่องเต้ เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย แล้วใครกันนะ ที่ลับฝีปากจนเฝิงหลินต้องออกจากเมืองหลวงไป”
เฉิงเจียวเหนียงเริ่มเอนตัวหนีเขา
“เป็นเพราะพวกเขาทั้งนั้น” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“น่าแกล้งยิ่งนัก เวลาเจ้าพูดแบบนี้” จิ้นอันจวิ้นอ๋องหัวเราะ จากนั้นดึงตัวร่างบางเข้ามาใกล้ “นี่พวกนั้นมองเจ้าเป็นคนเย็นชาน่าขนหัวลุกไปได้อย่างไรกัน แถมยังพูดอีกว่าเจ้าน่ะแข็งอย่างกับหินเหล็ก”
ร่างเล็กยอมให้กอดแต่โดยดี จากนั้นเอ่ยถาม
“ที่ข้าให้ท่านส่งดอกไม้ไฟไปให้ในวัง ท่านจัดการแล้วหรือยัง”
ชายหนุ่มพยายามโน้มศีรษะลงมาแนบที่หัวไหล่ของหญิงสาว
“จัดการแล้วสิ หวังว่าในวันอภิเษก ลิ่วเกอร์จะได้รับสินน้ำใจของเจ้านะ”
จนแล้วจนรอด เขายังคงไม่ได้เจอหน้าลิ่วเกอร์ อย่าว่าแต่จะเข้าไปในวังเลย
ตระกูลหลี่ได้ส่งดอกไม้ไฟมาเป็นของขวัญ โดยบอกว่าจะจุดไฟในช่วงอำลา แต่กลับถูกนายทหารกู้และคนอื่นๆ ห้ามไว้เสียก่อน
การออกเดินทางได้นั้นมิใช่เรื่องง่ายเลย กว่าไทเฮาจะเห็นด้วย หากเผลอไปจุดดอกไม้ไฟ ครั้นจะเป็นการไปสะกิดต่อมบางอย่างในตัวใครสักคน เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าออกเดินทางไม่ได้เสียอย่างนั้น
เฉิงเจียวเหนียงบอกไว้ว่า นางควรมอบดอกไม้ไฟให้กับวัง สำหรับพิธีอภิเษกสมรสตอนช่วงค่ำเพื่อเป็นการแสดงความยินดี แน่นอนว่าจิ้นอันจวิ้นอ๋องไม่สามารถส่งดอกไม้ไฟให้ลิ่วเกอร์โดยตรงได้ เขาจึงเลือกส่งผ่านฮองเฮาแทน
“ไม่รู้ว่างานวันนั้นจะยิ่งใหญ่กว่างานของพวกเราไหม” เขาหัวเราะคิกคัก
เฉิงเจียวเหนียงไม่เอ่ยต่อ
นางไม่รู้สึกมีส่วนร่วมกับเรื่องนี้เท่าใดนัก เนื่องด้วยงานครั้งนี้เป็นเกี่ยวข้องกับแม่นางเฉินตันเหนียง จิ้นอันจวิ้นอ๋องเมื่อจับจุดได้จึงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“นี่ เฉิงฝั่ง ไม่รู้ว่าที่พักที่ซงผิงจะหน้าตาเป็นเช่นไร” พอเอ่ยจบก็ส่ายหัว แล้วพูดต่อ “ต้องสภาพไม่ดีแน่เลย สงสัยคงต้องปรับปรุงใหม่ เจ้าชอบห้องแบบไหน ไหนระหว่างทางลองวาดให้ข้าดูหน่อยสิ”
หญิงสาวหัวเราะ
“ไม่ต้องหรอก”
ชายหนุ่มดึงมือนางขึ้นมากุม จากนั้นค่อยๆ ไล่ไปทีละนิ้ว ทีละนิ้ว
“ถ้าเช่นนั้นเดี๋ยวข้าวาดเอง ข้าพอมีภาพอยู่ในหัวบ้างว่าอยากให้ห้องออกมาหน้าตาแบบใด”
นิ้วมือของเฉิงเจียวเหนียงนั้นเรียวยาวดั่งลำเทียน ไหนจะรวงเล็บของนางที่ราวกับงานศิลป์ที่ถูกสรรค์สร้างมาอย่างประณีต เขาค่อยๆ ใช้นิ้วของตนกดนวดลงไปที่นิ้วของนางทีละนิ้ว
จิตใจของเขาเริ่มไม่อยู่กะร่องกะรอย
“…ที่นั่นไม่เหมือนกับเมืองหลวง ไม่เหมือนเจียงโจว อาจจะไม่ชินนัก” จิ้นอันจวิ้นอ๋องพูดขึ้น
“เดี๋ยวก็คุ้นชินไปเองกระมัง” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย
“แล้วเจ้าคุ้นชินข้าหรือยัง” ชายหนุ่มกระซิบถาม ใบหน้าของเขาอีกนิดแทบจะจิ้มเข้าไปที่ใบหูของหญิงสาว
เขาหยุดนวดนิ้วเรียวของร่างเล็ก และเปลี่ยนเป็นกุมมือทั้งมือแทน ทั้งแน่นและกระชับขึ้น
เฉิงเจียวเหนียงเอียงหัวเล็กน้อย ใบหูค่อยๆ หนีห่างจากริมฝีปากของจิ้นอันจวิ้นอ๋อง
“ฝนยังตกหนักอยู่ รถม้าอาจไปต่อไม่ได้” นางเอ่ย
ชายหนุ่มนิ่งไปสักพัก จากนั้นทำหน้ายิ้มอย่างมีเลศนัย จังหวะที่ใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นหันมาทางนี้ เขารีบโอบเอวของนางให้กระชับมากขึ้น แล้วเอ่ยใกล้ๆ
“ไปต่อได้สิ ให้มันวิ่งต่อ มันก็ต้องวิ่งต่อ” เขากระแอมเล็กน้อย จากนั้นโน้มหน้าลงแล้วประทับริมฝีปาก
สักพักเสียงเคาะประตูรถดังขึ้น
จิ้นอันจวิ้นอ๋องตกใจจนหัวกระแทกกับเพดานรถ เกิดเป็นเสียง ตุ้ง ดังขึ้น
จิ่งกงกงที่อยู่ด้านนอกเมื่อได้ยินดังนั้นก็เริ่มใจไม่ดี
“ฝ่าบาท”
“มีเรื่องอันใดรึ” จิ้นอันจวิ้นอ๋องขานถามอย่างไม่สบอารมณ์
“ฟ้ากำลังจะมืดแล้วขอรับ คงไปศาลาพักม้าไม่ทัน เมื่อสักครู่นี้พวกทหารไปสืบมาให้แล้วว่าแถวนี้มีวัดร้างอยู่ เราพักกันที่นั่นแล้วพรุ่งนี้ค่อยออกเดินทางต่อเถิดขอรับ” จิ่งกงกงรีบเอ่ย
ประตูรถม้าถูกเปิดออก
“ไกลไหม อยู่ที่ใด” จิ้นอันจวิ้นอ๋องขมวดคิ้ว “ใครเป็นคนไปสืบให้”
ขันทีจิ่งพยักหน้า แม้จะรู้สึกได้ว่าชายหนุ่มตรงหน้ามีสีหน้าท่าทางที่แปลกประหลาดไปนิด แต่เขาควรตอบคำถามให้เสร็จก่อน
“ไม่ไกลขอรับ สองลี้ คนของพวกเราไปดูมาให้แล้วขอรับ”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องพยักหน้า
“ตามนั้น”
ทั้งขบวนรับทราบกันทั่วถึงเรื่องสถานที่พักแรมในคืนนี้ ทั้งรถและม้าต่างเริ่มเคลื่อนตัวออกไปเร็วขึ้น เสียงพูดคุยและเสียงฝนสาดนั้นผสมปนเปกันจนดังระงมไปทั่ว
แต่บรรยากาศภายในรถม้ากลับนิ่งเงียบ
“มีที่พักแรมแล้ว” จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ยด้วยท่าทีขวยเขิน “เดินทางไกลก็อย่างนี้แหละ เหนื่อยตรงไหนก็พักตรงนั้น”
เฉิงเจียวเหนียงหัวเราะ
“ก็ใช่นะสิ”
เหตุใดนางจะไม่รู้ข้อนี้ ใช่ว่านางไม่เคยเดินทางไกลเสียหน่อย ตอนนั้นพวกเขาสองคนพบกันครั้งแรกก็ที่ภูเขาป่า
ร่างใหญ่เริ่มใบหูแดงอีกครั้ง
“…ก็ว่าเหตุใดเจ้าถึงได้พกเครื่องใช้ในเรือนมาเยอะขนาดนี้” เขาเอ่ย “ที่แท้ก็ใช้ได้จริงนี่เอง”
“ก็ใช่นะสิ” นางเอ่ย
ทันทีที่พวกเขาเอ่ยจบ จู่ๆ เสียงจากข้างนอกดังขึ้น และรถก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
“เกิดอะไรขึ้น” จิ้นอันจวิ้นอ๋องขมวดคิ้วพลางเปิดผ้าม่านถาม
ทันทีที่เขาโผล่หัวออกมา ก็มีคนมาขวางและผลักเขาเข้าด้านในทันที
“ฝ่าบาท ไม่ได้การแล้ว มีคนซุ่มโจมตีพ่ะย่ะค่ะ”