พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 632 ซุ่มโจมตี
ซุ่มโจมตีอย่างนั้นรึ!
จิ้นอันจวิ้นอ๋องแสยะยิ้ม
“กะแล้วเชียวว่าคงไม่ได้ราบรื่นขนาดนั้น” เขาเอ่ย จากนั้นดันตัวเหล่าองครักษ์ออกไป ท่ามกลางกลุ่มหมอกจางเบื้องหน้า แผ่นฟ้าค่อยๆ มืดลง เหล่าทหารรักษาพระองค์ค่อยๆ ก่อพล ไม่แน่ชัดว่าตรงนั้นมีใครบุกรุก อีกทั้งไม่รู้ด้วยว่ามากันเยอะขนาดไหน
แต่ก็นะ ที่ปล่อยให้เขาออกจากเมืองหลวงมาอย่างง่ายดายขนาดนี้ คงคิดเผื่อไว้แล้วว่าเขาคงต้องมาประสบพบเจอเรื่องแบบนี้
ตั้งแต่เล็กจนโตเขาเจอเรื่องแบบนี้มานักต่อนัก ไม่เจอสิถึงเรียกว่าแปลก
ยังไม่ทันไร จู่ๆ ก็มีเสียงประหลาดดังขึ้น ตรงกองด่านหน้าดูเหมือนจะมีทหารตกลงจากหลังม้า
“นั่นมันหน้าไม้กลนี่ขอรับ!”
หน้าไม้กลงั้นรึ!
สีหน้าทุกคนเริ่มเปลี่ยน
ส่วนท่าทีของจิ้นอันจวิ้นอ๋องกลับนิ่งไป
เขารู้ว่ามีคนลอบโจมตี แต่คาดไม่ถึงว่าจะถูกโจมตีด้วยหน้าไม้กล!
ในเมื่อไทเฮาอนุญาต ดังนั้นหากนางจะสั่งกองทัพเข้ามาลอบทำร้ายคงมิใช่เรื่องแปลก การใช้หน้าไม้กลโจมตีนั้นต่างจากอาวุธอื่นอย่างสิ้นเชิง ดูเหมือนนางคงอยากกำจัดเขาให้สิ้นซากไปเลยสินะ
“จัดกองกำลังด่วน!”
ทุกคนรู้ดีถึงพลังของหน้าไม้กล ทั้งคนและม้าเคลื่อนเคลื่อนตัว เหล่าทหารพากันยกโล่ขึ้น ขบวนรถม้าเลี้ยวกลับมารวมตัวกันอย่างยากลำบาก กองทัพถือโล่ไว้ล้อมรอบสถานที่
ท่ามกลางสายฝนที่ตกหนัก เสียงโจมตีของหน้าไม้กลดังขึ้น กองทัพถือโล่ด่านหน้าสุดมิอาจต้านทานแรงปะทะได้และถูกยิงทะลุอย่างต่อเนื่อง เหล่าทหารทยอยล้มลง เหลือเพียงแค่กองธนูที่ต้องประจันหน้ากับหน้าไม้กลโดยไม่มีอะไรกั้น
“ไม่มีทางไหนที่เราจะตอบโต้พวกมันได้เลยขอรับ” ขันทีจิ่งตะโกน “ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ได้แล้วนะขอรับ!”
“เพิ่งจะออกจากเมืองหลวงมาได้ไม่ทันไร พวกมันกะเล่นถึงตายเลยรึ”
ปั้นฉินและซู่ซินที่นั่งอยู่ในรถพากันกอดคอ แม้พวกนางจะกลัวสุดขีด แต่ยังพยายามคุมสติไว้ได้
“มีนายหญิงอยู่ พวกเราจะไม่เป็นอะไร” ซู่ซินเอ่ย
“ขอแค่ได้อยู่เคียงข้างนายหญิง ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ต้องผ่านไปได้” ปั้นฉินเอ่ยเสริม
ทั้งสองสบตา พลางจับมือแน่น
“ท่านพี่ เหตุการณ์ครั้งนี้ก็เหมือนกับตอนนั้นที่เจอฝูงหมาป่าลอบโจมตีสินะ” ปั้นฉินเอ่ยถาม
ซู่ซินยิ้มให้
“ใช่แล้ว” นางเอ่ย “ทีนี้เจ้าก็ได้ลงเรือลำเดียวกันกับนายหญิงแล้วนะ”
…
“ฝ่าบาท เข้าไปในรถก่อนพ่ะย่ะค่ะ” นายทหารกู้ตะโกน เนื้อตัวเปียกโชก “พวกมันมีหน้าไม้กล พวกเรามีหวังได้ถูกโจมตียกกองแน่ขอรับ”
ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีนักที่พากองกำลังมาสู้จนตัวตาย
ตอนที่พวกเขาออกจากเมืองหลวง จำนวนกำลังพลของพวกเขาไม่ชัดเจนนัก จากนั้นระหว่างทาง พวกเขาค่อยๆ สะสมกองกำลังมาเรื่อยๆ จนถึงตอนนี้ กองกำลังปกป้องส่วนของจิ้นอันจวิ้นอ๋องมีจำนวนเยอะกว่าพวกทหารรักษาพระองค์เสียอีก
ขณะที่จิ้นอันจวิ้นอ๋องยังยืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับไปไหน นายทหารกู้ยังคงโน้มน้าวให้เขาเข้าไปด้านในรถ จู่ๆ ก็มีร่างเล็กๆ เดินออกมาจากรถ
“เฉิงฝั่ง” จิ้นอันจวิ้นอ๋องหันไปที่นาง พลางยื่นมือคว้าตัวนางไว้ “เข้าไปด้านในเถิด ตรงนี้ฝนตกหนักนะ”
หญิงสาวเอามือตบๆ ไปที่คนตรงหน้าเบาๆ
“ไม่เป็นไร” นางเอ่ย จากนั้นค่อยๆ ก้าวลงจากรถม้า
“เฉิงฝั่ง!” ชายหนุ่มตะโกนเรียก
นายทหารกู้เดินเข้าไปห้ามนาง
“พระชายา โปรดเข้าไปด้านในเถิดขอรับ”
นายทหารกู้เอ่ยพลางคิดในใจ จะให้เรื่องวุ่นวายไปมากกว่านี้ไม่ได้
“เฉากุ้ย” เฉิงเจียวเหนียงตะโกน
ทันใดนั้นปรากฏเป็นพ่อบ้านเฉากระโดดลงม้าจากรถม้าอีกคันที่เข้ามาจอดเทียบ
“จัดการเลย” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย
ทุกคนตรงนั้นต่างพากันตกใจ
นั่นผู้ใดกันน่ะนั่น
ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่พ่อบ้านเฉา
ชายวัยกลางคนร่างท้วมเล็กน้อยสวมอาภรณ์ธรรมดา ท่าทีและแววตาของเขาดูหนักแน่น โหงวเฮ้งสมกับเป็นพ่อบ้านมือดีของแม่นางเฉิง
นอกจากงานบัญชีในครัวเรือนแล้ว นี่เขายังมีความสามารถด้านอื่นที่ยังไม่เปิดเผยด้วยรึ
แววตาของพ่อบ้านเฉาเฉิดฉายขึ้นทันใด เป็นเพราะทุกสายตาจับจ้องมายังเขา
ใช่แล้ว ความรู้สึกแบบนี้แหละใช่เลย
เยี่ยมยอดกว่าครั้งที่โปรยเงินแล้วถูกรุมล้อมเป็นล้านเท่าเลยล่ะ
คนเรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไรเสียอีกล่ะ ก็เพื่อได้หน้าตายังไงเล่า
“ขอรับ” พ่อบ้านเฉาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
บัดนี้เขามิใช่พ่อบ้านเฉาคนเดิมที่เพิ่งย้ายเข้ามาทำงานในเรือนของตระกูลโจวอีกแล้ว
“ไปตามคนมา ช่วยกันดันรถเร็ว”
พอเอ่ยจบ เหล่าทหารคุ้มกันแม่นางเฉิงต่างกรูกันเข้าไปที่รถม้าคันหนึ่ง ด้วยสิบมือและสิบเท้าช่วยกันดันรถจนรถเคลื่อนตัวแล้วพุ่งไปด้านหน้า
“ถอยไป” พ่อบ้านเฉาตะโกนลั่น
กลุ่มทหารที่ถือโล่คุ้มกันพอเห็นดังนั้นก็รีบแตกแถวแล้วหลีกทางให้
“พวกเจ้าคิดจะทำการใดกัน” ขันทีจิ่งตะโกนร้อง ทำท่าจะเข้าไปห้าม “คิดว่ารถคันเดียวจะหยุดทุกอย่างได้รึ อย่าลืมสิว่านั่นมันหน้าไม้กลเชียวนะ! ทำแบบนี้เดี๋ยวจะกลายเป็นสร้างความเสียหายให้คนของเรานะ”
พ่อบ้านเฉามองแล้วยิ้มมุมปาก
“หน้าไม้กลงั้นรึ” เขาเอ่ย “ท่านขันทีจิ่ง มันก็แค่หน้าไม้กลเท่านั้น ท่านอย่าลืมสิว่า บรรพบุรุษของหน้าไม้กลอยู่นี่แล้ว”
บรรพบุรุษของหน้าไม้กลอย่างนั้นรึ…
ขันทีจิ่งถึงกับผงะ
เหล่าทหารถือโล่ค่อยๆ หลีกทางให้ รถนั่นเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดหย่อนด้วยแรงผลัก เสียงศรพุ่งจากหน้าไม้จำนวนนับไม่ถ้วนดังขึ้นถี่ เหล่าทหารที่ยืนประจัญบานอยู่ค่อยๆ พากันแตกแถวไปเรื่อยๆ
ทุกสายตาจับจ้องไปที่รถคันนั้น
รถนั่นเป็นแค่รถม้าธรรมดาก็จริง แต่มีบางสิ่งที่ผิดแปลกไป
แรงโจมตีจากหน้าไม้กลค่อยๆ เพิ่มความดุเดือดขึ้น พวกทหารต่างวุ่นกันดึงโครงรถไปด้านหน้า ทำให้รถม้านั่นดูเหมือนกำลังกางปีกออก ธนูที่ยิงออกมาจากหน้าไม้ปะทะเข้ากับโครงรถจนเกิดเป็นเสียงดังสู้กับเสียงฝน
โครงรถอันนี้ดูแล้วคงมิใช่ของทั่วไปแน่นอน
คนที่อยู่บริเวณรอบๆ ต่างพากันจับจ้องไปที่รถคันนั้น
แผงรถทั้งสองข้างคลี่ออกเผยให้เห็นแถวของเครื่องจักรหน้าไม้แปลกๆ อยู่ข้างใน
“หน้าไม้แถวรึ” ขันทีจิ่งเอ่ยด้วยความตกตะลึง
แต่เขาก็รู้สึกว่าไม่ใช่เสียทีเดียว
เพราะสิ่งนั้นมีรูปทรงกระบอกขนาดใหญ่ แถมไม่มีสายธนูหรือหน้าไม้สักอัน
แล้วมันคืออาวุธรประหลาดอะไรกันแน่
พอรถหยุดลง พวกทหารที่หลบอยู่หลังแผงรถก็ได้เห็นกลุ่มคนหนาแน่นบนถนนฝั่งตรงข้าม พวกมันสวมชุดดำ และทำตัวลับๆ ล่อๆ อยู่ในเงามืด
พอฝ่ายตรงข้ามเห็นการเคลื่อนไหว ก็โจมตีเข้ามาในทันที
ทันใดนั้นเอง ดวงไฟถูกจุดขึ้น แสงจ้านั่นรบกวนวิสัยทัศน์ของพวกเขา
“บ้าจริง!” ขันทีจิ่งสบถด่า
จะมาจุดไฟอะไรตอนนี้ กลัวพวกมันไม่เห็นรึไงกัน
ยังไม่ทันขาดคำ ขันทีจิ่งได้ยินเสียงดังปัง ปรากฏดวงไฟก็พุ่งออกมาจากรถทันที ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนในรถ เกิดเสียงวิ้งดังขึ้นในหูของเขา
ขันทีจิ่งอ้าปากค้างให้กับภาพตรงหน้า
ฝั่งตรงข้ามเกิดเพลิงไหม้ลุกลามไปทั่ว เสียงกรีดร้องดังขึ้น เห็นได้ชัดว่ามีกลุ่มคนไม่น้อยกำลังถูกไฟคลอกอยู่
“สุดยอด…” ขันทีจิ่งพึมพำ
…
ดูเหมือนสถานการณ์ตอนนี้กำลังเริ่มพลิกแพลง ฝูงธนูจากหน้าไม้กลบางตาลง พวกทหารเริ่มบุกโจมตี ทุกอย่างเกิดขึ้นในเวลาแค่ไม่นาน
ความกลัวที่เกิดจากสิ่งที่ไม่รู้จักครอบงำการโต้กลับของดาบและปืน ทันทีที่เสียงระเบิดดังขึ้น เหล่าทหารต่างพากันหนีกระจัดกระจาย
“ฝ่าบาทขอรับ เป็นฝีมือของพวกโจรม้า พวกมันบอกว่าไม่รู้ว่าเป็นขบวนของจวิ้นอ๋องเพราะไม่เห็นธง เลยคิดว่าพวกเราเป็นพ่อค้าร่ำรวย เลยเข้ามาโจมตีพ่ะย่ะค่ะ” บ่าวนายหนึ่งเข้ามารายงาน
แต่จิ้นอันจวิ้นอ๋องกลับไม่สนใจ
“ไร้สาระสิ้นดี โจรม้าน่ะหรือจะใช้หน้าไม้กลเป็นอาวุธ” ขันทีจิ่งบ่นด้วยความเหลืออด “ไม่ต้องถามต่อแล้ว ฆ่าทิ้งเสียให้หมด”
บ่าวคนนั้นขานตอบแล้วรีบวิ่งออกไป
ขันทีจิ่งมองไปทางรถ พลางเอ่ยถามอย่างกังวล
“พังแล้วรึ”
“เพราะว่าทำจากไม้ไผ่ ไม่ค่อยคงทน เลยพังง่าย” เฉิงเจียวเหนียงอธิบาย
ไม้ไผ่งั้นรึ!
ขันทีจิ่งและนายทหารกู้รีบสำรวจรถที่แตกสลายอย่างอดไม่ได้ สิ่งที่คล้ายหน้าไม้บนรถก็หายไป และกลิ่นของดินปืนที่ถูกพายุฝนซัดกระหน่ำก็สร้างกลิ่นฉุนรบกวนจมูกยิ่งนัก
พ่อบ้านเฉาและทหารคนอื่นๆ ทยอยพากันเก็บซากที่เหลือ
จึงเห็นได้ว่า มันถูกสร้างจากไม้ไผ่จริงๆ ด้วย
“ไม้ไผ่ยักษ์” นายทหารกู้กระซิบกับขันทีจิ่ง
“เผาเลยแล้วกัน” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย
พ่อบ้านเฉาขานรับคำสั่ง จากนั้นเขาและทหารคนอื่นๆ ช่วยกันแยกชิ้นส่วนจากรถคันนี้ ขันทีจิ่งมองตามด้วยความสนอกสนใจ
ครั้งนี้พ่อบ้านเฉาและพวกทหารนำรถมาแค่สามคันเท่านั้น ก่อนหน้าที่จะเดินทาง จิ้นอันจวิ้นอ๋องยังแซวพวกเขาอยู่เลยว่าขนมาเยอะเกิน แต่พอเจอเหตุการณ์วันนี้เข้าไป พวกเขารู้ซึ้งเลยว่า นำมาน้อยเกินไปเสียแล้วสิ
พอรถถูกแยกชิ้นส่วนออก ขันทีจิ่งมองสำรวจเข้าไป และเห็นว่ามีอาวุธรวมถึงขวดกระบอกจำนวนหนึ่งที่วางซ้อนกัน
ไม่มีไม้ไผ่อย่างที่ว่าแล้ว…
พ่อบ้านเฉาคว้ากระบอกขวดหนึ่งออกมา จากนั้นเขาโยนมันลงไปที่รถ กลิ่นควันเริ่มฉุนจมูก จากนั้นจึงคว้าคบเพลิงจากทหารมาแล้วโยนเข้าไป
กองทัพคนและม้าเคลื่อนตัวเดินหน้าต่อ
ขันทีจิ่งที่ขี่ม้าออกตัวไปสักพักใหญ่แล้ว พอหันกลับไปด้านหลัง เขายังคงเห็นเปลวไฟที่โชติช่วงจากรถคันนั้นท่ามกลางสายฝนที่โปรยลงมาไม่ขาดสาย
จบลงเท่านี้หรอกรึ
ยังไม่ทันจะได้รบราฆ่าฟันอะไรเลย ยังไม่ทันได้ทำอะไรเลย นี่พวกเราชนะการซุ่มโจมตีครั้งนี้ไปง่ายๆ แบบนี้เลยหรอกหรือ
ความรู้สึกน่าขันแต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกจุกอกอย่างบอกไม่ถูกถาโถมเข้ามาในหัวของขันทีจิ่ง
สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่เดิม ที่รถม้าคันนั้น
บรรพบุรุษของหน้าไม้งั้นหรือ…