พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 633 คืนสังหาร (1)
ราตรีมืดครึ้ม เสียงฝนซาลง
“นั่นคืออะไร” จิ้นอันจวิ้นอ่องเอ่ยถาม
“เจ้าก็มีนะ” เฉิงเจียวเหนียงเอย ชี้นิ้วไปยังถุงหอมที่จิ้นอันจวิ้น
อ๋องถอดออกมาวางบนรถม้า
“แต่ว่า … ” จิ้นอันจวิ้นอ๋องตกตะลึง
“ทำใหญ่ไปหน่อย” เฉิงเจียวเหนียงยิ้มพลางเอ่ยต่อ “แต่
หลักการมันเหมือนกัน”
จิ้นอันจวิ้นอองจ้องมองนาง
” … ถึงว่าล่ะเหตุใดเจ้าถึงเอาของใช้มามากมายเช่นนี้” เขาเอ่ย
“ที่แท้ก็ได้ใช้ทั้งหมด”
เฉิงเจียวเหนียงอมยิ้มมองเขา
“ใช่แล้ว” นางเอ่ย
ท่ามกลางแสงสลัวจากคบไฟภายในรถ รอยยิ้มของหญิงสาวผู้
นี้ ทำให้จิ้นอันจวิ้นอองได้เห็นความสดใสอีกครั้ง
ไว้
“บอกมาชิ ยังมีของอะไรซ่อนเอาไว้อีก” เขายื่นมือออกมาดึง
เฉิงเจียวเหนียงเข้าอ้อมกอด แสร้งทำเป็นขรึมเอยขึ้น
มือโอบรอบเอวนางไว้โดยไม่รู้ตัว
เฉิงเจียวเหนียงขานรับพลันพลิกตัวจะหลบ ยื่นมือมาดันมือเขา
“อย่าเล่นสิ” นางเอ่ย
น้ำเสียงปนหัวเราะ
จิ้นอันจวิ้นอ่องหัวเราะร่าราวกับค้นพบความลับอันยิ่งใหญ่
“เจ้าบ้าจี้หรือ” เขาหัวเราะเอยขึ้น ยื่นมือไปยังช่วงเอวของเฉิง
เจียวเหนียง
เฉิงเจียวเหนียงรีบยกมือขึ้นขวาง
“อย่าเล่นสิ” นางเอยเสียงดัง
ทว่ายังช้าไป ถูกจับตัวจนได้ เสียงตะโกนนั้นจึงกลาย
เสียงหัวเราะในตอนท้าย
“ฟังป่อจง” นางจับมือเขาพลันขมวดคิ้ว “เจ้าสู้ข้าได้หรือ”
เสียงเรียกฟังป่อจงทำให้จิ้นอันจวิ้นอ่องรู้สึกร้อนรุ่มในใจ
ไว้
“บอกมาซิ ยังมีของอะไรซ่อนเอาไว้อีก” เขายื่นมือออกมาดึง
เฉิงเจียวเหนียงเข้าอ้อมกอด แสร้งทำเป็นขรึมเอยขึ้น
มือโอบรอบเอวนางไว้โดยไม่รู้ตัว
เฉิงเจียวเหนียงขานรับพลันพลิกตัวจะหลบ ยื่นมือมาดันมือเขา
“อย่าเล่นสิ” นางเอ่ย
น้ำเสียงปนหัวเราะ
จิ้นอันจวิ้นอ่องหัวเราะร่าราวกับค้นพบความลับอันยิ่งใหญ่
“เจ้าบ้าจี้หรือ” เขาหัวเราะเอยขึ้น ยื่นมือไปยังช่วงเอวของเฉิง
เจียวเหนียง
เฉิงเจียวเหนียงรีบยกมือขึ้นขวาง
“อย่าเล่นสิ” นางเอยเสียงดัง
ทว่ายังช้าไป ถูกจับตัวจนได้ เสียงตะโกนนั้นจึงกลาย
เสียงหัวเราะในตอนท้าย
“ฟังป่อจง” นางจับมือเขาพลันขมวดคิ้ว “เจ้าสู้ข้าได้หรือ”
เสียงเรียกฟังป่อจงทำให้จิ้นอันจวิ้นอองรู้สึกร้อนรุ่มในใจ
ไว้
“บอกมาซิ ยังมีของอะไรซ่อนเอาไว้อีก” เขายื่นมือออกมาดึง
เฉิงเจียวเหนียงเข้าอ้อมกอด แสร้งทำเป็นขรึมเอยขึ้น
มือโอบรอบเอวนางไว้โดยไม่รู้ตัว
เฉิงเจียวเหนียงขานรับพลันพลิกตัวจะหลบ ยื่นมือมาดันมือเขา
“อย่าเล่นสิ” นางเอ่ย
น้ำเสียงปนหัวเราะ
จิ้นอันจวิ้นอองหัวเราะร่าราวกับค้นพบความลับอันยิ่งใหญ่
“เจ้าบ้าจี้หรือ” เขาหัวเราะเอยขึ้น ยื่นมือไปยังช่วงเอวของเฉิง
เจียวเหนียง
เฉิงเจียวเหนียงรีบยกมือขึ้นขวาง
“อย่าเล่นสิ” นางเอยเสียงดัง
ทว่ายังช้าไป ถูกจับตัวจนได้ เสียงตะโกนนั้นจึงกลาย
เสียงหัวเราะในตอนท้าย
“ฟังป่อจง” นางจับมือเขาพลันขมวดคิ้ว “เจ้าสู้ข้าได้หรือ”
เสียงเรียกฟังป่อจงทำให้จิ้นอันจวิ้นอองรู้สึกร้อนรุ่มในใจ
จิ้นอันจวิ้นอองยืนมือไปกอดนางจนล้มลงบนรถม้า
“เฉิงฝั่ง” เขาขมวดคิ้ว อมยิ้มเอยขึ้น “เจ้าคิดว่าข้าสู้เจ้าไม่ได้
จริงๆ หรือ”
เสียงหัวเราะและความเคลื่อนไหลภายในรถทำให้ขันทีจิ่งที่อยู
นอกรถแบะปาก
นายทหารกู้หันมามองจากด้านหน้าสุด
“คนหนุมสาวอย่างไรเล่า” ขันทีจิ่งกระซิบขึ้น “แล้วก็เพิ่งจะ
เผชิญอันตรายมา สมควรต้องผ่อนคลายเสียหน่อย”
นายทหารกูหลุดหัวเราะออกมา
“แล้วยังต้องวนรอบวัดพังๆ นั่นอีกไหม” เขาหรี่ตาเอยขึ้น
เมื่อถูกกดทับ เฉิงเจียวเหนียงจึงยกมือขึ้นดันหน้าอกเขาไว้
พลางเลิกคิ้วขึ้น
“ลุกขึ้น” นางเอ่ย “มิเช่นนั้นข้าจะ … ”
เขายกขาขึ้นแต่ยังไม่ได้ลุกขึ้น ใช้ลำขาท่อนนั้นกดทับไว้
ในขณะเดียวกันก็จับมือเธอแน่นดึงเข้ามาประชิดตัว
“ยังจะถีบข้าให้ตกเตียงอีกหรือ” จิ้นอันจวิ้นอ่องหัวเราะเอยขึ้น
“ตรงนี้ไม่มีเตียง หรือจะถีบข้าลงจากรถไปเลย”
เมื่อพูดถึงคำว่าถีบจึงนึกถึงเรื่องในคราวก่อน
ความอ่อนละมุนที่หยุดลงกลางคันครั้งนั้น
จิ้นอันจวิ้นอ๋องหยุดพูด สายตาจดจองอยู่บนใบหน้าเฉิงเจียว
เหนียง
แสงไฟสลัว หัวใจเต้นรัว
เนินนิ่มทั้งสองตรงหน้าอกสัมผัสกับตัวเขา เย้ายวนเขา ยั่วยุ
ก็เหมือนเมื่อครู่ตอนที่พ่อบ้านเฉาโยนไฟเข้าใสรถม้าที่
เต็มไปด้วยเหล้าและน้ำมัน จุดไฟลุกโชน
“เฉิงฝั่ง” เขากระซิบเสียงสั่น ดันตัวลงไป “ขอข้าสัมผัสได้
หรือไม่ … ”
เขาเอยพลางจับข้อมือของนางแน่นแล้วสอดมือเข้าไปใต้ผ้า
จับหมับเข้าที่ …
เสียงเคาะประตูรถม้าดังขึ้น ใครบางคนกระแอมเสียงดัง
ด้านนอก
จิ้นอันจวิ้นอ่องราวกับถูกน้ำเย็นสาดใส่
“มีอะไร!” เขาคำราม
ในขณะนั้น เฉิงเจียวเหนียงก็ผลักเขาให้ลุกขึ้นนั่งแล้ว
“ฝ่าบาท ถึงที่วัดแล้ว ลงมาพักผ่อนเสียหน่อยเถิด” ขันทีจิ่งเอ่ย
อย่างเก้อเขิน
แสงไฟภายในวัดอันผุพังสว่างไสว ผู้คนเข้าออกไม่ขาดสาย
คนที่ได้รับบาดเจ็บเมื่อครู่ถูกพยุงไปรักษาที่มุมกำแพง ขณะที่อีก
ฝั่งกำลังเริ่มทำอาหาร
พวกพ่อบ้านเฉาสั่งการให้ขนข้าวของเครื่องใช้จากรถม้าอีกคัน
ลงมา
ฉากกั้น พรม โต๊ะ ม้านั่ง …
ไม่ช้าก็จัดวางจนกลายเป็นห้องเล็กๆ
“ฮูหยินเตรียมมาอย่างเพียบพร้อมจริงๆ” ขันทีจิ่งเอ่ยชมเชย
หันไปยิ้มประจบประแจงจิ้นอันจวิ้นอ๋อง
จิ้นอันจวิ้นอ่องสีหน้าโกรธเคือง ถลึงตาใส่เขาพลันก้าวเท้า
เข้าไป
นายทหารกู้อมยิ้มยกข้อศอกขึ้นกระทุ้งเขา
“คนเลวที่ทำเรื่องดี แต่เขาก็ยังอยากจะกลืนกินเจ้าเข้าไป” เขา
หัวเราะกระซิบขึ้น
ขันทีจิ่งส่งเสียงหึ เงยหน้าขึ้นไม่สนใจเขา พลันเดินตามเข้าไป
รับใช้เปลี่ยนเสื้อผ้ารองเท้าให้จิ้นอันจวิ้นอ๋อง
เฉิงเจียวเหนียงเดินมาจากอีกฝั่ง
“รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเถิด” จิ้นอันจวิ้นอองรีบเอยขึ้น พลางยก
มือขึ้นไล่ขันทีจิ่งออกไป คว้าผ้าคาดเอวมาจะผูกเอง
ขันทีจิ่งจึงจำต้องออกไป แต่เฉิงเจียวเหนียงกลับเดินไป
ด้านหลัง
“เจ้าเปลี่ยนเถิด” นางเอย หยุดฝีเท้า หันไปยิ้มให้เขา “ข้าออก
ข้างนอกไปครู่หนึ่ง”
นางยิ้มแล้ว! นางยิ้มแล้ว! นางยิ้มแล้ว!
จิ้นอันจวิ้นอ๋องรู้สึกแววตาเป็นประกาย
นางไม่โกรธ! นางไม่โกรธ! นางไม่โกรธ!
“ไปเถิด ไปเถิด” เขารีบเอ่ยขึ้น
เฉิงเจียวเหนียงหันหลังเดินไปทางพระพุทธรูปอันผุพัง ปั้นฉิน
และซู่ซินก้มหน้าตามไป
“ตรวจสอบรอบด้านดีหรือยัง” จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอยถามพลาง
ยืดแขนออก
ขันทีจิ่งพยักหน้า
“เรียบร้อยพ่ะย่ะค่ะ ตั้งหน่วยรักษาการณ์ไว้สามหน่วย” เขา
ที่จริงเมื่อมีหอกไฟขนาดใหญ่เมื่อครู่ ก็ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เขา
ไปพักใหญ่
จิ้นอันจวิ้นอ่องอมยิ้ม พลันหันไปถลนตาใส่ขันทีจิ่ง
“ผ้าคาดเอว! ยืนบื้ออะไรอยู่” เขาเลิกคิ้วตะคอกใส่ “ตกใจจน
บื้อไปเลยหรือ แยกแยะอะไรไม่ออกแล้วงั้นหรือ”
ได้ คิดว่าข้าแยกแยะอะไรไม่ได้อยู่แล้ว จะด่าก็ด่าไป การ
เดินทางอย่างรีบร้อนและที่อยู่อาศัยแบบนี้ ไฟโกรธของฝ่าบาทก็คง
เอ่ยต้องมาลงที่ตนเท่านั้น
ขันทีจิ่งก้มหน้าขานรับรีบเข้าไปผูกสายคาดเอว
สาวใช้ยกถาดอาหารเข้ามา จิ้นอันจวิ้นอองซึ่งนั่งอ่านหนังสือ
อยู่บนม้านั่งและแอบอมยิ้มอยู่หลังหนังสือเป็นครั้งคราวจึงได้สติ
กลับมา
“ทำอาหารเสร็จแล้วหรือ” เขาเอยถามด้วยความตกใจ ผ่านไป
นานเพียงนี้แล้วหรือ
เฉิงเจียวเหนียงเล่า
เขารีบลุกขึ้น
ไปเข้าห้องน้ำไม่ควรนานขนาดนี้มิใช่หรือ
“ฝ่าบาท”
สาวใช้สองคนเดินเข้ามา เมื่อเห็นพวกนาง สีหน้าจิ้นอันจวิ้น
อ๋องก็เปลี่ยนไปทันที
“นายหญิงของพวกเจ้าเล่า” เขาตะคอกใส่
ปั้นฉินก้มหน้าปิดบังสีหน้าที่อยากจะร้องไห้
“นายหญิงบอกฝ่าบาทแล้วมิใช่หรือว่าจะออกไปข้างนอก
ครู่หนึ่ง” ซู่ซินใจแข็งพูดออกไป
จิ้นอันจวิ้นอองอ้าปากตะลึง
ออกไปข้างนอกครู่หนึ่ง …
นางบอกว่าจะออกไปข้างนอกครู่หนึ่ง!
ฝนตกลงมาอีกครั้ง ขันทีจิ่งรีบถือร่มเดินตาม แต่ก็ยังตาม
ไม่ทันฝีเท้าของจิ้นอันจวิ้นอ่อง
เมื่อเห็นเขาออกมา ทุกคนก็พากันหยุดชะงัก
จิ้นอันจวิ้นอ๋องกวาดสายตามอง เห็นพวกพ่อบ้านเฉายืน
รวมตัวกันสิบกว่าคน
หนึ่งคนสองคนสามคนสี่คน …
จิ้นอันจวิ้นอ่องพยักหน้าตาม จนรู้สึกเวียนหัวขึ้นมา
นางมีคนสิบห้าคนนี้อยู่ข้างกายด้วยตลอด ตั้งแต่เมืองหลวงไป
ยังเจียงโจว จากเจียงโจวไปยังเมืองหลวง จากบ้านตระกูลเฉิงไปยัง
ตำหนักจวิ้นอ่อง
สิบเอ็ด สิบสอง สิบสาม สิบสี่ สิบห้า … สิบหก!
“ฝ่าบาท” พ่อบ้านเฉาสูดหายใจลึกเดินเข้ามาโค้งคำนับ
จิ้นอันจวิ้นอ๋องสูดหายใจลึกเช่นกัน เขาหลับตาแล้วลืมตาขึ้น
อีกครั้ง แต่กลับไม่พูดอะไร เพียงยกเท้าเดินผ่านพ่อบ้านเฉาไปยัง
รถม้าที่มีผ้าปูคลุมกันฝนไว้เรียบร้อยแล้ว
นางเอารถม้ามาสามคัน คันหนึ่งเป็นหอกไฟ คันหนึ่ง
ใส่อุปกรณ์สำหรับทำงานและพักผ่อน อีกคันหนึ่ง …
‘ … ถึงว่าล่ะเหตุใดเจ้าถึงเอาของใช้มามากมาย ที่แท้ก็ได้
ใช้ทั้งหมด’
“ใช่แล้ว”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องยกมือขึ้นดึงผ้าคลุมกันฝน
แต่ผ้าคลุมถูกรัดไว้แน่นจึงไม่หลุดออกมา จิ้นอันจวิ้นอ๋อง
ใช้แรงดึงสุดกำลัง
“ฝ่าบาท!”
พ่อบ้านเฉาพและขันทีจิ่งรีบตะโกนห้าม ไม่กล้ายืนเฉยต่อ รีบ
เข้ามาช่วยอีกแรง
นายทหารกู้ได้ข่าวก็รีบมาหา
ผ้าคลุมกันฝนถูกดึงออก จิ้นอันจวิ้นอ๋องเปิดประตูรถม้าออก
อย่างแรง
แสงจากคบไฟทำให้เห็นของที่วางกระจายอยู่บนรถ มีทั้งหอก
ไฟเสียหายที่เห็นเมื่อครู่ และยังมีไหจำนวนหนึ่ง …
“หายไปแล้ว!” ขันทีจิ่งตะโกนขึ้น ยื่นมือชี้ไปที่รถ
เมื่อครู่เขาเห็นอาวุธมากมายในนั้น ถึงแม้จะเห็นไม่ชัดว่าเป็น
อะไร แต่ก็มีทั้งสั้น ทั้งยาว ทั้งเหล็ก ทั้งทองแดงสะท้อนแสงออกมา
ตอนนี้ไม่มีแล้ว หายไปหมดแล้ว
จิ้นอันจวิ้นอองหลับตาสูดหายใจเข้าลึกๆ
“นางไปไหน” เขาเอยเสียงแหบ
เสียงฝนพรำ ไม่มีใครตอบอะไร
“นางไปไหน!” จิ้นอันจวิ้นอ๋องสะบัดตัวกลับมาคำราม
พ่อบ้านเฉาคุ้นเคยกับจวิ้นอองคนนี้ดี ตอนอยู่บ้านตระกูลโจว
เขาก็เหมือนคนอื่นที่เมืองหลวง ยามดึกดื่นมักดื่มเหล้าเล่นไพพูดคุย
ถึงเขาอย่างสนุกปาก ภายหลังเขาได้พบกับท่านชายชนชั้นสูงผู้ไร้เหตุผลคนนี้ระหว่างทางกลางป่า หลังจากนั้นก็เห็นเขาในสภาพทั้ง
น่าสงสารและน่าเกรงขามตอนมาเจียงโจวร้องขอให้ช่วยรักษา
ตอนหลังเขาก็ไม่ได้ติดต่ออะไรกันอีก จนกระทั่งเดินทางจาก
เจียงโจวมายังตำหนักจวิ้นอ๋อง นายหญิงแต่งงานกับจวิ้นอ๋อง เขา
จึงกลายเป็นคนของตำหนักจวิ้นอ๋องไปด้วย แต่เขาไม่เคยยำเกรง
จวิ้นอ๋องคนนี้มาก่อน
บัดนี้ชายหนุ่มภายใต้แสงจากคบไฟ สวมใส่เพียงเสื้อคลุม
สีสดใส แต่ใบหน้าอันสง่างามแต่เย็นชา เสียงคำรามนี้ และจังหวะ
สะบัดตัวกลับมานี้ กลับนำพามวลแห่งความอาฆาตพัดโชยมา
พ่อบ้านเฉาหวาดผวาก้าวถอยหลังไป ขาสั่นจนเกือบล้มลง
ใช่แล้ว เขาคือจวิ้นอ๋อง ถึงแม้จะโดนทอดทิ้งและถูกตามฆ่า
แต่เขาก็ยังเป็นคนของราชวงศ์ เขาเคยถูกพิจารณาให้เป็นผู้สืบทอด
บัลลังก์ และอาจได้เป็นรัชทายาท อาจได้ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้ …
“ฝ่าบาท” พ่อบ้านเฉาก้มหน้าเอยขึ้น
“รีบพูดสิ ดึกดื่นเพียงนี้แถมฝนยังตก นางจะเอาอาวุธไปทำ
อะไร” ขันทีจิ่งเองก็ตะโกนอย่างร้อนใจ
ตอบ
“นายหญิงเพียงบอกว่าจะไปทำธุระ” พ่อบ้านเฉาก้มหน้าเอ่ย
“ทำธุระอะไร ให้ตายสิ ร้อนใจจะแย่อยู่แล้ว” ขันทีจิ่งตะโกนขึ้น
จับตัวพ่อบ้านเฉาจากด้านหลัง
พ่อบ้านเฉาตะลึงไปอีกครั้ง ขันทีคนนี้ดูบอบบาง แต่กลับจับตัว
เขาแน่นจนชาไปหมด
“พวกเจ้าก็รูจักนิสัยนายหญิงของขาดี” เขาไม่กล้าโอ้เอ้
อีกต่อไป รีบเอยตอบ “ในเมื่อนางบอกว่ามีธุระก็แปลว่ามีธุระ นาง
ไม่บอก พวกข้าก็ไม่กล้าถาม”