พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 10 พรหมลิขิต
บทที่ 10 พรหมลิขิต
“ข้าไม่ได้ขโมยรถมา รถนี้ข้าซื้อมาจากเมืองตงไหล!”
ชายร่างกำยำโกรธเกรี้ยวมาก ข้าชายชาตรีสูงแปดฉื่อ จะทำเรื่องผิดศีลธรรมได้อย่างไร!
เจ้าหน้าที่ที่อยู่ด้านข้างหัวเราะเยาะออกมา
“ตอนนี้มีทั้งพยานหลักฐานครบหมด พวกเจ้าปฏิเสธไม่ได้แล้ว!”
“คุมตัวเจ้าคนขโมยรถสองคนนี้ไปก่อน เดี๋ยวพวกเขาจะหนีไป! ”
ขณะกล่าว พวกเจ้าหน้าที่เตรียมจะลงมือ
“ช้าก่อนอย่าเพิ่งลงมือ!”
คนที่ห้ามปรามเจ้าหน้าที่คือเล่าเจี้ยงเอง
ด้วยการเดินทางมาเดือนกว่า ในที่สุดเด็กหนุ่มก็มาถึงเมืองปักไฮ
เขาที่กำลังจะเข้าไปในเมือง ก็เจอเจ้าหน้าที่กำลังจับโจรเข้าพอดี
เล่าเจี้ยงหาใช่คนว่างที่ชอบความคึกคัก เรื่องเช่นนี้ไม่ทำให้เขาสนใจหรอก
เพียงแต่ชายที่ถูกเจ้าหน้าที่ล้อมไว้ได้ดึงดูดความสนใจของนักท่องเวลาคนนี้นัก จึงเดินเข้าไปดู คนที่ถูกเจ้าหน้าที่ล้อมอยู่เป็นชายหนึ่งคนหญิงหนึ่งคน
ผู้หญิงดูแล้วน่าจะอายุห้าสิบหก ดวงหน้าค่อนข้างชรา ดูเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางตะลอน ๆ นั่งอยู่บนรถเข็น น่าจะเป็นเพราะแข้งขาไม่ค่อยดี
บุรุษมีรูปร่างสูงใหญ่ ดวงหน้าดุจหยกขาว ดวงตาเปล่งประกายดุจดวงดาว ดูคมกริบ แขนยาวและล่ำสันมาก และยังมีหนวดเคราที่งดงาม
เมื่อเห็นหนวดเครานี้ เล่าเจี้ยงก็ตกใจ หรือจะเป็นกวนอู*[1]
แต่ใบหน้าไม่ได้แดงปลั่ง แถมยังขาวสะอาดเกลี้ยงเกลามากด้วย นักท่องเวลาจึงรู้ว่าไม่ใช่
แต่ด้วยท่าทางรูปร่างกำยำล่ำสันเช่นนี้ มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนธรรมดา
หรือจะเป็นคนที่เขาอยากเจออยู่กันนะ?
ในตอนที่กำลังจะลงมือนั้น เล่าเจี้ยงได้ห้ามเจ้าหน้าที่ไว้
“คุณชายท่านนี้คือ?”
พวกเจ้าหน้าที่มองไปทางเล่าเจี้ยง และเนื่องจากเห็นคุณชายวัยสิบขวบแต่งตัวไม่ธรรมดา ทั้งยังมีพลคุ้มกันอยู่ข้าง ๆ จึงมิกล้าล่วงเกินง่าย ๆ
“ท่านผู้นี้คือบุตรชายของใต้เท้าเล่าผู้ตรวจการแคว้นกิจิ๋ว”
ไม่ต้องให้เล่าเจี้ยงบอก พลคุ้มกันที่อยู่ด้านหลังเอ่ยขึ้นมาก่อนด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่ง
เจ้าหน้าที่ยิ่งไม่กล้าเมินเฉยเข้าไปใหญ่
“ไม่ทราบว่าคุณชายมีเรื่องอันใดขอรับ?”
เล่าเจี้ยงชี้ไปที่ชายเครางามร่างกำยำและเอ่ยอย่างไม่รีบร้อน
“ข้าว่าชายกำยำผู้นี้ดูไม่หยาบคาย ไม่เหมือนโจรลักขโมย มีการเข้าใจผิดอะไรกันหรือไม่”
เจ้าหน้าที่เห็นเล่าเจี้ยงกับชายผู้นี้ไม่รู้จักกัน ก็รู้สึกเบาใจ
“ผู้แจ้งความอยู่ตรงนี้ ทั้งยังระบุรถที่หายไปได้ ต้องเป็นเพราะโจรผู้นี้เห็นทรัพย์สินแล้วโลภขึ้นมาเป็นแน่!”
ชายร่างกำยำผู้นี้มีนามว่าไทสูจู้ ครั้นได้ยินแววตาพลันวาวโรจน์ และกราดเกรี้ยวยิ่งนัก
“มารดาข้าแข้งขาไม่สะดวก ข้าจึงเข็นรถคันนี้มาจากเมืองตงไหล ต้องเป็นเพราะพวกเจ้ารู้สถานะข้า จึงจงใจกลั่นแกล้งแน่!”
“ใช่แล้วจะทำไม หึ ไทสูจู้เจ้าคนทรยศ วันนี้หลบหนีความขมขื่นที่อยู่ในคุกแน่!”
เจ้าหน้าที่เห็นเรื่องราวถูกเปิดเผย ก็ไม่ปิดบังอะไรอีก
ในขณะที่นักท่องเวลาตกตะลึง
เป็นไทสูจู้จริงด้วย! เล่าเจี้ยงรู้สึกปีติยินดียิ่งนัก หรือสวรรค์จะตาสว่างแล้ว เห็นใจนักท่องเวลาอย่างข้า?
ไทสูจู้เห็นเด็กหนุ่มเผยสีหน้าปีติยินดี ก็ยิ่งรู้สึกร้อนรน
คนผู้นี้อยากจับข้าแน่ หรือบนโลกนี้จะไม่มีความยุติธรรมจริง ๆ? มารดาก็อยู่ตรงนี้ด้วย ข้าจะเอาท่านเข้ามาพัวพันด้วยได้อย่างไร!
เขามองเจ้าหน้าที่กับพลคุ้มกันของเล่าเจี้ยงอย่างเกลียดชัง และจำใจเอ่ยว่า
“จับข้าได้ แต่ปล่อยแม่ข้าไปได้หรือไม่ ท่านไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้”
เมื่อเห็นว่าไทสูจู้จำใจยอมให้จับ เจ้าหน้าที่ก็ยิ่งกำเริบเสิบสานมากขึ้น
“พวกเจ้าสองแม่ลูกเป็นคนทรยศเหมือนกัน ปล่อยไว้ด้านนอกคงได้เป็นหายนะของคนอื่นเปล่า ๆ”
“เจ้าไม่ให้ทางรอดแก่แม่ข้า ข้าจะฆ่าเจ้าเสีย!”
คำพูดของเจ้าหน้าที่ได้ไปกระตุ้นความโกรธของไทสูจู้เข้า อีกเดี๋ยวคงได้ลงมือแล้ว
“ช้าก่อน ช้าก่อน ข้ารู้ว่าไทสูจู้เป็นคนซื่อสัตย์กตัญญู หาใช่คนทรยศแน่นอน”
“พ่อข้ามีความหลังกับผู้ตรวจการอึ๊งอ๋วน มิสู้ให้ข้าไปคุยดูก่อน ดีหรือไม่”
ทั้งสองฝ่ายในตอนนี้ต่างเงียบลงทันที เล่าเจี้ยงก็มองไปที่ไทสูจู้อีกครั้ง
“จืออี้โปรดวางใจ ข้าจะปกป้องเจ้าสองแม่ลูกให้ปลอดภัยเอง!”
ไทสูจู้เห็นสถานการณ์เปลี่ยนไป ก็สงบลง รีบขอบคุณเล่าเจี้ยง
“ขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งคุณชายเล่า ไม่ว่าอย่างไร ขอโปรดปล่อยแม่ข้าไป วันหน้าจะตอบแทนบุญคุณคุณชายแน่นอน!”
สิ้นเสียง ทุกคนก็มุ่งไปยังสำนักผู้ตรวจการเมืองปักไฮ
คนที่รับตำแหน่งเป็นผู้ตรวจการแคว้นเซียงจิ๋วในตอนนี้คืออึ๊งอ๋วน ซึ่งปู่ของเขาเคยเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด อีกทั้งปู่ทวดยังเคยเป็นราชเลขาธิการ
อึ๊งอ๋วนเหมือนกับฮองตง เป็นลูกหลานสายเลือดตะกูลอึ๊ง
อย่างที่เคยเล่าไปก่อนหน้านี้ ตระกูลอึ๊งเมืองกังแฮเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลเก่าแก่แห่งแคว้นเกงจิ๋ว
โดยอึ๊งอ๋วนเป็นคนบ้านเดียวกับเจ้าเมืองเล่าเอี๋ยน อีกทั้งพวกเขายังมีความหลังด้วยกันด้วย
“ใต้เท้า เล่าเจี้ยง บุตรของเล่าเอี๋ยนผู้ตรวจการแคว้นกิจิ๋วมาขอเข้าพบ”
อึ๊งอ๋วนผู้กำลังทำงานอยู่ในจวนผู้ตรวจการ และได้ยินข้ารับใช้แจ้งเข้ามา
“หืม เล่าเจี้ยง?”
“เข้ามาเถิด”
เล่าเจี้ยงรีบเดินเข้ามาหาคนรู้จักของบิดา ก่อนกุมมือโค้งคำนับ
“ข้าน้อยเล่าเจี้ยง คารวะท่านอาอึ๊งอ๋วน”
“เด็กอัจฉริยะมาแล้ว! ข้ากับพ่อเจ้าไม่ได้เจอกันมาตั้งหลายปี เขาสบายดีหรือไม่?”
“สบายดี ท่านอาอึ๊งอ๋วนเองก็ดูแข็งแรงดีเช่นกัน”
เล่าเจี้ยงมองอึ๊งอ๋วนที่มีสีหน้าอ่อนโยน ก็รู้สึกโล่งใจยิ่งนัก
“ท่านพ่อสบายดี ก่อนออกเดินทางได้ฝากฝังข้าไว้ เมื่อมาถึงปักไฮแล้วให้มาคารวะท่านอาก่อน นี่คือจดหมายที่ท่านพ่อข้าเขียนให้ท่าน”
อึ๊งอ๋วนพยักหน้า รับจดหมายมา และอ่านอย่างละเอียด
“ข้าเข้าใจแล้วเจตนาของพ่อเจ้าแล้ว เจ้าพักอยู่กับข้าที่นี่ก่อน”
“แล้วข้าจะไปหาบัณฑิตเต้เหี้ยน และให้เจ้ากราบเป็นศิษย์เขา”
“ขอบคุณท่านอา แล้วก็ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง…”
เล่าเจี้ยงเล่าเรื่องของไทสูจู้ออกมา เดิมทีคิดว่าจะจัดการยาก แต่ไม่คิดเลยว่าอึ๊งอ๋วนจะตอบตกลงอย่างง่ายดาย
“เรื่องนี้ เขาไม่มีความผิดอะไรอยู่แล้ว ข้าจะออกคำสั่งไม่ให้หาเรื่องให้เขาลำบากอีก”
“ขอบพระคุณท่านอา เช่นนั้นข้าไม่กวนท่านแล้ว”
อึ๊งอ๋วนสั่งให้ข้ารับใช้เก็บกวาดห้องรับแขก ก่อนจะพาเล่าเจี้ยงไปพักผ่อน
เล่าเจี้ยงรีบกลับไปหาชายร่างกำยำ เห็นเพียงคนในจวนกำลังแจ้งเรื่องที่ตนเป็นธุระให้แก่เจ้าหน้าที่รับทราบ
เจ้าหน้ามองสองแม่ลูกไทสูจู้ด้วยหางตา เอ่ยออกมาว่าเจ้ามันดวงดี แล้วก็จากไป
“ขอบคุณคุณชายเล่าเป็นอย่างสูง!”
ไทสูจู้โค้งตัวคำนับเล่าเจี้ยง และขอบคุณไม่หยุด
“จืออี้ไม่ต้องมากพิธี”
เล่าเจี้ยงใช้สองมือพยุงชายเครางามขึ้นมา
“คุณชายรู้นามของข้าได้อย่างไร?”
ไทสูจู้มองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยความฉงน
[1] กวนอู ชายเคลางามจากอำเภอไก่เหลียง เมืองฮอตั๋ง พี่น้องร่วมสาบานของ เล่าปี่ เจ้าจ๊กก๊ก