พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 119 ข่าวลือก็เหมือนดาบ ฆ่าคนได้อย่างไม่รู้ตัว
บทที่ 119 ข่าวลือก็เหมือนดาบ ฆ่าคนได้อย่างไม่รู้ตัว
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
ทันใดนั้นเว่ยจี้ก็เปลี่ยนจากท่าทางจริงจัง เป็นแหงนหน้าหัวเราะขึ้นฟ้าทันที
“ตลกนักรึ?”
เล่าเจี้ยงไม่ยิ้มเลยสักนิด สีหน้ายิ่งมืดมนมากขึ้น ราวกับมาถึงขีดจำกัดแล้ว
เว่ยจี้หาได้สนใจอารมณ์ของแม่ทัพหลังไม่ เขายังคงแหงนหน้าหัวเราะขึ้นฟ้า ราวกับได้ยินเรื่องตลกที่สุดในแผ่นดินนี้
ผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดเสียงหัวเราะก็หยุดลง
“หัวเราะพอแล้วใช่ไหม ได้เวลาออกเดินทางแล้ว!”
เมื่อเว่ยจี้ได้ยินคำพูดนี้ ไม่มีท่าทีตระหนกอย่างที่แม่ทัพหลังจินตนาการไว้ แต่ยังคงมีท่าทางสงบนิ่ง
“ท่านแม่ทัพหลัง ท่านไม่จำเป็นต้องข่มขู่ให้ข้ากลัวหรอก ในเมื่อข้ากล้านำของออกมา ข้าจะไม่มีแผนสำรองเลยหรือไร?”
“ปัญญาชนสังหารผู้ใด ไม่ต้องใช้คมดาบ พึงรู้ว่าข่าวลือเฉียบคมดังอาวุธ ปลิดชีพได้โดยไม่เห็นเลือด…”
เล่าเจี้ยงตึงเครียด พลางหรี่ตามองทายาทตระกูลเว่ย
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
ฉับพลัน แม่ทัพเล่าเปลี่ยนจากผู้ข่มขู่เป็นผู้ถูกข่มขู่แทน ในขณะที่อีกฝ่ายพลิกสถานการณ์กลายเป็นผู้กุมอำนาจในบทสนทนา
จูล่งเองรู็สึกได้ถึงเจตนาข่มขู่นี้เช่นกัน จึงชักดาบออกมาจ่อตรงคอเว่ยจี้
“นายท่าน! อย่าไปเชื่อคำเหลวไหลของเขา ข้าจะตวัดดาบฆ่าเขาให้มันจบ ๆ เดี๋ยวนี้เลย!”
เล่าเจี้ยงยื่นมือออกไปห้ามจูล่ง เขาพบว่าเว่ยจี้ยังคงมีท่าทางสงบนิ่งอยู่
คุณชายใหญ่เว่ยค่อย ๆ ใช้นิ้วผลักดาบที่ขุนศึกเกราะขาวจ่อคออยู่ออก ก่อนมองเล่าเจี้ยงด้วยรอยยิ้มตาหยี
“แม่ทัพหลัง หากข้าตาย เรื่องที่ท่านสังหารตระกูลเว่ยเพื่อกลยุทธ์การรบก็จะแพร่ขจรขจายไปทั่วราชวงศ์ฮั่น”
“ท่านเป็นที่รู้จักในฐานะคนมีคุณธรรมมาโดยตลอด เก่งทั้งบุ๋นและบู๊ สร้างคุณูปการมากมาย อนาคตไร้ขอบเขต หากถูกผู้คนวิพากษ์วิจารณ์เพราะเรื่องนี้เพราะมดแมลงเช่นข้า เกรงว่าจะไม่คุ้มค่าเอาได้”
เล่าเจี้ยงจำต้องประเมินชายตรงหน้าเสียใหม่
เว่ยจี้ ว่าที่นักการเมืองผู้ดูแลดินแดนกวนตง พลิกฟื้นตระกูลเว่ยสู่ความรุ่นโรจน์ และบริวารโจโฉแห่งวุยก๊ก!
นับตั้งแต่ก้าวขาเข้ามาในจวนตระกูลเล่า นักท่องเวลาก็ได้ติดกับเขาไปแล้ว อีกทั้งยังติดกับแบบเต็มเปาด้วย
เว่ยจี้ใช้สิ่งล่อใจที่เล่าเจี้ยงไม่สามารถปฏิเสธได้ และยังคำนวณเล่าเจี้ยงอย่างละเอียดไว้หมดแล้ว!
ข่าวลือคือคมดาบคร่าชีวิตโดยไม่เห็นเลือด… คำพูดนี้ไม่เกินจริงเลย!
หากวันนี้เว่ยจี้ตาย แม้จะตายอย่างโหดร้ายเพียงไหน เล่าเจี้ยงก็คงหนีการมีส่วนรู้เห็นไม่พ้น
เมื่อข่าวเล่าเจี้ยงสังหารตระกูลเว่ยเพื่อยุทธวิธีแพร่สะพัดออกไป ชื่อเสียงของเล่าเจี้ยงที่สั่งสมมาจนถึงตอนนี้จะถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง
โจโฉสังหารหมู่โดยอ้างว่าล้างแค้นให้บิดายังถูกผู้คนสาปแช่ง! ยิ่งไม่ต้องพูดเอ่ยถึงเล่าเจี้ยงที่สังหารหมู่ตระกูลเว่ยเพื่อค่ายกลเลย
ชื่อเสียงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในยุคนี้ แม้แต่ลูกหลานของตระกูลขุนนางที่อยากเข้าไปเป็นขุนนางยังต้องการเป็น ‘เสี้ยวเหลียน’ แปลว่า ผู้กตัญญูและสุจริต! นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมซัวหยงถึงยืนกรานที่จะขัดต่อความปรารถนาของลูกสาวให้นางแต่งเข้าตระกูลเว่ย
ชื่อเสียงหดหาย ไพร่ฟ้าสาปส่ง ไม่ต่างจากตายทั้งเป็น…
“ปั๋วอวี๋ เยี่ยมมาก! เยี่ยมจริง ๆ! เล่าเจี้ยงขอนับถือ!”
เล่าเจี้ยงยกนิ้วโป้งให้เว่ยจี้ด้วยสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความยำเกรง
คราวนี้เขาพ่ายแพ้แล้ว แม้การแพ้นี้จะไม่สูญเสียอะไร และผลประโยชน์ที่ได้ก็มหาศาลมาก แต่กระนั้นเขาก็พ่ายแพ้ให้กับเว่ยจี้โดยสิ้นเชิง!
“แม่ทัพหลังชมเกินไปแล้ว คนธรรมดาอย่างเว่ยจี้ ไม่เหมาะกับคำชมเช่นนี้หรอก”
คุณชายใหญ่เว่ยเก็บท่าทีภาคภูมิใจ และคารวะด้วยความนอบน้อมยิ่ง
เล่าเจี้ยงพยักหน้าด้วยรอยยิ้มฝืดเฝื่อน เขาคาดไม่ถึงจริง ๆ ว่าเว่ยจี้ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักจะมีอุบายเช่นนี้!
ปัญญาชนผู้หลบเร้นอยู่ในซอกหลืบของประวัติศาสตร์
ราชวงศ์ฮั่นตอนปลายนี้ ไม่อาจประมาทได้จริง ๆ พอประมาทขึ้นมา แม้เป็นนักท่องเวลาก็จะต้องประสบหายนะอย่างแน่นอน
“ปั๋วอวี๋ แม้ข้าจะไม่ได้บีบให้พวกเจ้ารับผิดชอบ แต่โฮจิ๋น ไม่ปล่อยตระกูลเว่ยของเจ้าไปแน่นอน”
“สาเหตุนั้นเพราะตระกูลเว่ย ทำให้เขาต้องสูญเสียเงินไปหลายพันตำลึงทอง”
สีหน้าของเว่ยจี้เคร่งขรึมเล็กน้อย เขาไม่คิดอะไรเลยแม้แต่น้อย หลังผ่านไปเนิ่นนาน ก็ถอนพ่นลมหายใจออกมา
“ทางด้านโฮจิ๋น คงต้องขอรบกวนท่านแม่ทัพหลังแล้ว”
เมื่อเล่าเจี้ยงได้ยินเช่นนี้ พลันโกรธเกรี้ยวขึ้นทันใด!
เจ้าเว่ยจี้ตัวดี! เจ้าคิดว่าแค่เพราะเรื่องนี้ เจ้านึกอยากได้อะไรจากข้าก็ได้หรือ?
ช่องโหว่ที่ใหญ่ที่สุดของข่าวลือก็คือชีวิตของตระกูลเว่ยพวกเจ้า หากโฮจิ๋นฆ่าพวกเจ้ามันเกี่ยวอะไรกับข้า!
“ข้าขอแนะนำ เจ้าอย่าฝืนตัวเองมากเกินไป ได้คืบจะเอาศอกเล่นกับไฟ ไฟจะเผาไหม้จนตาย!”
เว่ยจี้รู้ว่าเล่าเจี้ยงโกรธมากแล้ว จึงคำนับขออภัย
“แม่ทัพหลัง อย่าเพิ่งโมโหเลย ข้าน้อยยังพูดไม่จบ”
เล่าเจี้ยงไม่สนใจเขา เพียงแต่จ้องอีกฝ่ายด้วยสายตาวาวโรจน์
“แม่ทัพหลัง ตระกูลเว่ยของเราอาศัยอยู่ในเมืองเหอตงมาร้อยปีแล้ว ย่อมมีทางหนีทีไล่เป็นของตัวเอง!”
“และหนทางรอดของตระกูลเว่ยเรา ก็คือสิ่งที่ท่านแม่ทัพต้องการในตอนนี้”
“ดังนั้น ข้าต้องการทำข้อตกลงกับแม่ทัพหลัง และใช้สิ่งของแลกการคุ้มครองของท่านแม่ทัพหลัง”
“เจ้าคิดว่าอะไรสามารถทำให้ข้าไม่เสียดายที่จะล่วงเกินท่านแม่ทัพใหญ่?”
เล่าเจี้ยงมีสีหน้าราบเรียบ ราวกับไม่หวั่นไหวใด ๆ เลยแม้แต่น้อย ทว่าความจริงแล้วต้องเค้นสมองอย่างหนักหน่วง
ที่นี่คือจวนของบิดา กุนซือซ้ายขวาของเขาก็ไม่อยู่สักคน…
เว่ยจี้มั่นใจเกินไปแล้ว ความมั่นใจนี่มาจากอะไร? เหตุใดถึงคิดว่าเขาจะสนใจเช่นนี้!
คล้ายกับว่าอีกฝ่ายแน่ใจว่าเขาต้องตอบตกลง! มันคืออะไรกันแน่
หรือมันทัดเทียมกับยุทธวิธีของทหารม้า?
เพียงไม่กี่ถ้วยชา เล่าเจี้ยงขบคิดนับครั้งไม่ถ้วน เขาไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าคนที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักในประวัติศาสตร์คนหนึ่งจะมีพลังมหาศาลขนาดนี้!
ทำให้ข้าประหลาดใจหรือตกใจครั้งแล้วครั้งเล่า!
หรือคนที่รับมือได้ยากที่สุด ก็คือพวกที่ไม่โดดเด่นในประวัติศาสตร์กัน? ความรู้ของนักท่องเวลาไม่ช่วยอะไรเลย
เว่ยจี้กางสองแขนออก ราวกับโอบกอดผืนฟ้า และเปล่งวาจามาสองคำ
“ม้าศึก!”
“เจ้ารู้ความหมายของคำสองคำนี้หรือไม่? ม้ากับม้าศึกแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง!”
เล่าเจี้ยงไม่อยากจะเชื่อเลยสักนิด ครุ่นคิดจนพร่าเบลอ ถึงขนาดคิดว่าเว่ยจี้แยกระหว่างม้าศึกกับม้าธรรมดาไม่ออก
ม้าศึก เป็นทรัพยากรล้ำค่าที่หายากอย่างมาก! ตอนนี้แม้แต่ราชสำนักยังไม่สามารถมีของล้ำค่านี้เลย!
ม้าศึกของจริงล้วนมาจากชายแดนทางเหนือ ซึ่งแทบจะเกี่ยวข้องกับชนเผ่าทั้งหมด
เหตุใดชาวฮั่นไม่เลี้ยงม้าศึกเองล่ะ?
คำตอบนั้นก็จะเลี้ยงม้าก็เลี้ยงได้อยู่ และอาจมีหลายคนทำเช่นนี้ แม้กระทั่งราชสำนักยังสนับสนุน
ทว่าม้าที่เลี้ยงเองนั้น สามารถใช้ได้เพียงทางด้านการเกษตร และส่งสาส์นเท่านั้น มิอาจรับภารกิจเข้าสู้รบได้เลย
แม้แต่ราชสำนักสร้างคอกม้าที่ชายแดน สัดส่วนของม้าศึกที่ผลิตได้ก็มีไม่สูงมากนัก
เล่าเจี้ยงสงสัยว่าเว่ยจี้กำลังหลอกลวง เพื่อให้ได้การคุ้มครองจากเขา!
“มันคือม้าศึกแน่นอนขอรับ”
เว่ยจี้ยืนยันข้อสงสัยของเล่าเจี้ยงอย่างมั่นใจ อีกทั้งความมั่นใจนี้ไม่ใช่แสร้งทำขึ้นมาแน่นอน
“เรียนแม่ทัพหลัง ตระกูลเว่ยเราตั้งรกรากอยู่ที่เมืองเหอตง มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอวี๋ฟู่หลัวแห่งชนเผ่าซยงหนูใต้ในพื้นที่แถบเหอเท่ามาก”
พลันในใจเล่าเจี้ยงปรากฏคำหนึ่งออกมา
‘การลักลอบขนสินค้า!’
มิน่าล่ะ! มิน่าโฮจิ๋นถึงให้ความสำคัญกับตระกูลเว่ยถึงขนาดนี้ ที่แท้ตระกูลเว่ยมีกิจการที่ทำกำไรได้ขนาดนี้นี่เอง!
“เกรงว่าตระกูลเว่ยไม่เพียงแค่ซื้อม้าศึกจากอวี๋ฟู่หลัวธรรมดา ๆ หรอกใช่ไหม?”
เว่ยจี้ยกมุมปากโดยไม่ตอบอะไร แต่เล่าเจี้ยงได้รับคำตอบจากรอยยิ้มนั้นแล้ว
ตระกูลเว่ยต้องขายสินค้าต่าง ๆ ของที่ราบภาคกลางให้กับอวี๋ฟู่หลัวในราคาสูง จากนั้นก็ซื้อวัว แกะ ม้าและอื่น ๆ จากอวี๋ฟู่หลัว แล้วขายให้กับที่ราบภาคกลางในราคาสูง
ซึ่งกล่าวง่าย ๆ ก็คือเป็นพ่อค้าคนกลาง และรับส่วนต่างราคาเป็นทอด ๆ!
พลันเล่าเจี้ยงเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเว่ยจ้งเต้าถึงได้จองหองนัก!
เว่ยจ้งเต้าเป็นเหมือนคนรุ่นสองที่ร่ำรวยเป็นอันดับต้น ๆ มีทรัพย์สินในบ้านมากมายนับไม่ถ้วน และยังมีเส้นสายแน่นแฟ้น ถึงดึงแม่ทัพใหญ่ที่มีอำนาจการทหารสูงสุดมาเป็นพวกได้
“ปั๋วอวี๋ น้องชายเจ้าโพล่งเรื่องเงินหลายพันตำลึงออกมาในท้องพระโรง เดิมข้าคิดว่าเขาพูดไปเรื่อย คิดไม่ถึงเลย… คิดไม่ถึงเลยจริง ๆ!”
เมื่อเว่ยจี้เห็นเล่าเจี้ยงเอ่ยถึงน้องชายตัวเอง เขาก็รู้สึกระอาอย่างมาก
“แม่ทัพหลัง น้องชายข้าโง่เขลาเหมือนหมู ตายไปก็ไม่น่าเสียดาย ที่น่าชังคือเขาพูดจาสามหาวต่อหน้าฝ่าบาทและขุนนางทุกคน”
จู่ ๆ ก็มีความคิดแวบขึ้นมาในหัวของเล่าเจี้ยง เขาตื่นขึ้นมาทันที!
ตัวเองเข้าใจผิดแล้ว เว่ยจี้ผู้นี้หาได้ปกป้องตระกูลเว่ยต่อหน้าความละโมบของโฮจิ๋นไม่ แต่อยากให้ปกป้องตระกูลเว่ยภายใต้ความละโมบของพวกขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งหมดในราชสำนัก!
ชายคนนี้น่ากลัวเกินไปแล้ว! หาใช่ว่าเขาไม่สามารถประเมินได้ แต่เขาสามารถนำทางเจ้าให้ทำตามที่เขาต้องการได้
เว่ยจี้ไม่พูดชัดเจน แต่กลับสามารถให้ผู้ฟังค่อย ๆ เข้าใจได้! และที่น่ากลัวที่สุดคือเขามักจะหาเหตุผลที่ผู้ฟังมิอาจปฏิเสธได้เสมอ รู้ตัวอีกทีก็หากจะหันหลังกลับ
“ว่ามา มันคือสิ่งล่อใจแบบไหนกันแน่ที่ทำให้ข้าไม่เสียดายที่จะล่วงเกินพวกขุนนางบุ๋นบู๊ในราชสำนักทั้งหมด!”