พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 228 เป้าหมายในอำเภอหยาง เมือเหอตง
บทที่ 228 เป้าหมายในอำเภอหยาง เมือเหอตง
สองเดือนต่อมา ณ เมืองเหอตง
ทหารม้าห้าร้อยนายควบม้าไปตามทาง ขบวนทัพเป็นระเบียบเรียบร้อย ย่างก้าวพร้อมเพรียงกัน แค่มองก็รู้แล้วว่าฝึกซ้อมมาอย่างหนัก
คนที่เดินขวักไขว่อยู่บนถนนพากันหลีกทาง บางคนขลาดกลัวก็เริ่มหลีกทางให้แต่ไกล ๆ ไม่มีใครกล้าขวางพวกเขาเลย
ขบวนทัพทอดยาวเช่นนี้ไกลสุดลูกหูลูกตา ไม่นานทหารม้าห้าร้อยคนที่นำโดยผู้กองทัพก็มาถึงตระกูลเว่ยในเหอตง
ทหารเฝ้ายามของตระกูลเว่ยย่อมไม่กล้าเสียมารยาท รีบไปรายงานอย่างลุกลี้ลุกลน เหมือนมีกลิ่นอายภัยพิบัติกำลังจะเกิดขึ้น
“แหมนายท่าน! ท่านเพิ่งแต่งงานได้ไม่นาน ยังตัดใจจากองค์หญิงออกเดินทางไกลมายังเหอตงได้นะ”
บนหลังม้าศึก ชายกำยำรูปชั่วตัวดำเอาแต่ล้อเลียนผู้เป็นนายที่ดูสง่างามอยู่ตรงกลางไม่หยุด
คือเตียนอุยกับเล่าเจี้ยงนั่นเอง
“เอ้อร์ไหล ปากเจ้าไม่มีหูรูดอีกแล้วนะ ระวังนายท่านจะจัดการเจ้าอีก!”
สุภาพบุรุษแห่งเสียงสานสวมชุดเกราะสีเงิน มือถือทวนยาวขึ้นไปด้านหน้าขณะมองเตียนอุยหัวเราะไม่หยุด
“จูล่ง! เจ้าไม่รู้หรอกว่านายท่านร้อนใจเข้าเรือนหอมากแค่ไหน ข้ายังรั้งเขาไว้ไม่ได้เลย! ข้าว่านะ…”
“หุบปาก! พูดมากจริง ๆ เจ้า”
เล่าเจี้ยงถลึงตาใส่เตียนอุย จากนั้นพึมพำกับตัวเองอยู่ด้านข้าง
“คืนเข้าหอใครบ้างจะไม่ร้อนใจ เจ้าไม่มีภรรยาด้วยซ้ำ จะไปรู้อะไร!”
เตียนอุยชะงักไปเล็กน้อย พลันรู้สึกว่าคำพูดของเล่าเจี้ยงมีเหตุผลมาก ก่อนเปลี่ยนท่าทางเป็นวิงวอนทันที
“นายท่าน… ข้าก็อยากมีภรรยาเหมือนกัน ท่านจัดหาให้ข้าที”
“อยากมีภรรยา? ได้! เจ้าควบคุมปากเจ้าได้แล้วข้าจะพิจารณาอีกที”
เตียนอุยยกมือปิดปากฉับ และแสดงความมุ่งมั่นของตัวเองให้เล่าเจี้ยงเห็น
ในระหว่างที่เจ้านายลูกน้องหยอกล้อกัน หน้าประตูตระกูลเว่ยก็มีคนหลั่งไหลออกมามากมาย ซึ่งนำโดยเว่ยจี้ ประมุขตระกูลเว่ยคนปัจจุบัน
เว่ยจี้ไม่กล้าเสียมารยาท รีบรุดเข้าไปกุมมือเคารพต่อหน้าเล่าเจี้ยง
“แม่ทัพหลัง ข้าไม่รู้ว่าท่าจะมาจึงไม่ได้จัดการต้อนรับ ขออภัยด้วย”
เล่าเจี้ยงพลิกตัวลงจากหลังม้า และช่วยพยุงเว่ยจี้ลุกขึ้นมา
“พี่ปั๋วอวี๋ ข้ามาโดยพลการก็รบกวนท่านมากแล้ว”
จู่ ๆ เว่ยจี้ได้รับความสำคัญจึงรู้สึกประหลาดใจ ก่อนกุมมือขอบคุณอีกครั้ง
“แม่ทัพหลังมาเยือนบ้านข้าได้ เว่ยจี้รู้สึกยินดีเป็นที่สุด”
เล่าเจี้ยงกวาดมองจวนตระกูลเว่ยอันโอ่อ่า ในใจอดอุทานชมความร่ำรวยไม่ได้
“พี่ปั๋วอวี๋ถ่อมตัวเกินไปแล้ว ขนาดของตระกูลเว่ยทำให้เล่าเจี้ยงเปิดหูเปิดตามากจริง ๆ”
ใบหน้าเว่ยจี้กระตุก พลันในใจสังหรณ์ไม่ดี
เล่าเจี้ยงผู้นี้คงไม่ได้มาดีอีกแน่ ๆ
“แม่ทัพหลัง ตรงนี้ไม่ใช่ที่พูดคุย เชิญเข้าไปนั่งด้านในเถิด”
เว่ยจี้เบี่ยงตัวหลบและทำท่าทางเชื้อเชิญ ทว่าเล่าเจี้ยงไม่มีความตั้งใจที่จะเข้าไปในจวน จึงจับมือเว่ยจี้ไว้
“พี่ปั๋วอวี๋ ข้าไม่เข้าไปรบกวนแล้ว ครั้งนี้ที่ข้ามามีเรื่องบางอย่างจะขอร้อง”
“แม่ทัพหลังเกรงใจเกินไปแล้ว… หากเว่ยจี้สามารถทำให้ได้ จะไม่มีวันปฏิเสธแน่นอน”
ไม่ว่าเว่ยจี้จะคิดอย่างไรอยู่ในใจ ท่าทางนี้ของเขาทำให้เล่าเจี้ยงพึงพอใจจริง ๆ
“ก่อนหน้าไม่นานข้าฝากพี่ปั๋วอวี๋ส่งจดหมายแผ่นไม้ไผ่ไปให้แม่ของซิหลง ไม่ทราบว่าได้ส่งไปหรือไม่?”
ประมุขเว่ยพยักหน้ายืนยันอย่างไม่มีลังเล
“เรื่องที่แม่ทัพหลังสั่ง ข้าไม่กล้าล่าช้า หลังกลับมาถึงเหอตงก็ส่งคนไปมอบจดหมาย อีกทั้งยังมอบให้กับมารดาซิหลงกับมือเอง”
จู่ ๆ เล่าเจี้ยงก็รู้สึกกลุ้มใจเล็กน้อย เห็นท่าทางประมุขเว่ยพูดจามีหลักฐาน หมายความว่าจดหมายต้องถูกส่งไปแล้วเป็นแน่ แต่ซิหลงก็ยังไม่มาหา หรือว่าแม่ของเขาคงไม่เห็นด้วย?
เมื่อเห็นสีหน้าไม่ค่อยดีของเล่าเจี้ยง เว่ยจี้ก็ถามเบา ๆ
“หรือทางด้านซิหลงจะไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ รึท่าน”
เล่าเจี้ยงถอนหายใจ จากนั้นพยักหน้าอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร
“แม่ทัพหลัง โปรดยกโทษให้ข้าน้อยที่พูดตรง ๆ ข้าได้ตรวจสอบซิหลงคนนั้นอย่างละเอียดแล้ว ข้าไม่เห็นความสามารถพิเศษใดในตัวเขาเลย แค่เจ้าหน้าที่ตัวเล็ก ๆ กลับวางท่าเช่นนี้ ไยแม่ทัพหลังจึงสนใจเขาด้วย”
เล่าเจี้ยงรู้ว่าเว่ยจี้หวังดี จึงไม่ตำหนิเขา
ต้องผ่านไปเป็นสิบกว่าปีก่อนถึงจะมีคนค้นพบความสามารถของซิหลง อีกอย่างตอนนี้น่าจะยังมีความสามารถไม่มาก ทว่าก็ยังมีศักยภาพสูงมาก!
หยกเนื้อหยาบนี้ เพียงค่อย ๆ ขัดเกลาไป จะต้องงดงามจนทำให้ทุกคนตกตะลึงอย่างแน่นอน เล่าเจี้ยงจะปล่อยไปง่าย ๆ ได้อย่างไร?
“พี่ปั๋วอวี๋ รบกวนเจ้าช่วยไปกับข้าหน่อยได้หรือไม่ ข้าอยากไปดูบ้านซิหลงดูสักหน่อย”
“แม่ทัพหลังไม่ต้องเกรงใจ ข้ายินดีที่จะช่วย”
ปากบอกยินดีมาก ทว่าความจริงในใจไม่อยากไปเลยสักนิด!
ซิหลงอยู่ในอำเภอหยาง เมืองเหอตง อยู่ใกล้กับอำเภอเป๊งจิ๋ว แต่ตระกูลเว่ยอยู่อำเภอเซี่ย และทั้งสองอำเภออยู่ห่างกันมากกว่าสามร้อยลี้ ความลำบากในการเดินทางนั้นแค่คิดก็รู้ได้
แต่เว่ยจี้ไหนเลยจะกล้าปฏิเสธ? เล่าเจี้ยงมีท่าทางเหมือนมาหารือ แต่จริง ๆ แล้วเป็นคำสั่ง ประมุขเว่ยประจักษ์เรื่องนี้ชัดเจนแล้ว
“แม่ทัพหลัง บ้านของซิหลงอยู่ในอำเภอหยาง ห่างจากที่นี่มากกว่าสามร้อยลี้ มิสู้พักอยู่ที่บ้านข้าสักคืนหนึ่ง ฟ้าสางแล้วพวกเราค่อยออกเดินทางว่าอย่างไร?”
“ไกลขนาดนี้เชียวหรือ!?”
เล่าเจี้ยงตกใจเล็กน้อย จากลกเอี๋ยงกว่าจะมาถึงที่นี่ใช้เวลาเกือบหนึ่งวัน ไม่คิดเลยว่าจะต้องเดินทางต่ออีกหนึ่งวัน
“เอาเถิด… เช่นนั้นก็ขอรบกวนพี่ปั๋วอวี๋แล้ว”
แม่ทัพหลังเองก็ไม่เกรงใจ การเดินทางตอนกลางคืนโดยเฉพาะบนภูเขาอันตรายจริง ๆ
มีเรื่องน้อยก็ทุกข์น้อย เล่าเจี้ยงไม่อยากต่อสู้โดยไม่มีสาเหตุ จึงพักอยู่ที่ตระกูลเว่ยก่อน
…
ในเวลาเดียวกัน เตียวอุ๋นกลับมาที่เมืองลกเอี๋ยงและถูกคุมตัวเข้าวังอย่างลับ ๆ
เขาในตอนนี้อับอายเป็นพิเศษ ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้ายับเยิน ราวกับเพิ่งหนีออกจากสนามรบก็ไม่ปาน!
เตียวอุ๋นจงใจทำเช่นนี้ เดิมคิดว่าเมื่อพระเจ้าเลนเต้เห็นสภาพนี้ อย่างไรก็คิดว่าตัวเองดูยากลำบาก แต่ไม่คิดเลยว่า กลับทำให้พระเจ้าเลนเต้ยิ่งเดือดดาล
“เจ้าดูสภาพเจ้าสิ! ยังดูเหมือนท่าทางของแม่ทัพทหารม้าเกราะหนักไหม ช่างเหมือนขอทานจริง ๆ!”
“เจ้าเศษสวะโง่เขลา!”
เตียวอุ๋นคุกเข่าอยู่บนพื้นอย่างรู้สึกหดหู่ ไม่ว่าพระเจ้าเลนเต้จะเหยียดหยามแค่ไหน เขาก็ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตา
“ฝ่าบาท เตียวอุ๋นยอมรับผิดแล้ว”
จวบจนพระเจ้าเลนเต้ด่าจนพอแล้ว เตียวอุ๋นก็ก้มกราบขอโทษอีกครั้ง
“ยอมรับผิด? ยอมรับผิดก็จบแล้วหรือ!?”
พระเจ้าเลนเต้ยิ่งคิดยิ่งโมโห ผ่านไปเนิ่นนานถึงเอ่ยปากอีกครั้ง
“ว่ามา! ข้าละอยากฟังนัก เจ้ามีความผิดอะไรบ้าง!?”
“ฝ่าบาท กระหม่อมประมาทศัตรูยกทัพอย่างวู่วาม ตกหลุมพรางของคนชั่ว ไม่เพียงทำให้แม่ทัพเป้าหงตาย แต่ยังสูญเสียกองทหารไปหลายหมื่นด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
พระเจ้าเลนเต้ไม่พูดอะไร เอาแต่มองเตียวอุ๋นอยู่อย่างนั้น รออยู่นานก็ยังไม่ตรัสอะไรจึงอดรู้สึกกลัวตายไม่ได้
“ฮ่า ๆ ๆ เตียวอุ๋นเอ๋ยเตียวอุ๋น เราผิดหวังในตัวเจ้ามาก จนถึงตอนนี้ เจ้าก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองผิดตรงไหน!”
เป็นขุนนางไม่กลัวการทำผิด แต่กลัวมากที่สุดคือนายทอดทิ้งตัวเอง คำว่า ‘ผิดหวัง’ สองคำได้แทนคำว่าทอดทิ้งอย่างสมบูรณ์แล้ว
เตียวอุ๋นเข้าใจความจริงข้อนี้ดี จึงหวาดกลัวมากจนร้องขอความเมตตาทันที
“กระหม่อมโง่เขลา! ขอฝ่าบาทช่วยชี้แนะด้วย!”
เดิมพระเจ้าเลนเต้ไม่อยากเสวนากับคนโง่เขลาผู้นี้มาก ทว่าเห็นแก่การทำงานหนักของเตียวอุ๋นตลอดหลายปีมานี้ จึงแจ้งให้เขาได้กระจ่าง
“เจ้าคิดว่าตัวเองมีความสามารถในการนำกองทัพหรือ? เจ้าเป็นนักรบหรือไง หา?”
เตียวอุ๋นอยากบอกว่าใช่มาก ทว่าเขาพ่ายมาหลายศึก สูญเสียกองกำลังไปมากมาย เขาไหนเลยจะกล้าพูดออกมา
สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ตอนนี้ มีเพียงความอัปยศเท่านั้น