พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 229 มิอาจหวนคืนสู่ขุนนางได้อีก
บทที่ 229 มิอาจหวนคืนสู่ขุนนางได้อีก
“เจ้าไม่เข้าใจความตั้งใจของเราเลยสักนิด เราผิดหวังจริง ๆ! กลับไปเถิด กลับไปเมืองลำหยงของเจ้าเสีย!”
พระเจ้าเลนเต้ถอนหายใจอีกครั้ง จากนั้นมองไปทางเตียวเหยียงที่อยู่ด้านข้าง
“ถ่ายทอดคำสั่ง ปลดเตียวอุ๋นออกจากตำแหน่งและยศทั้งหมด ลดให้เป็นสามัญชน มิอาจหวนคืนสู่ขุนนางได้อีก!”
น้ำเสียงของพระเจ้าเลนเต้เปี่ยมไปด้วยความแน่วแน่และน่าเกรงขาม ไม่ปล่อยให้คนอื่นซักถามได้
เตียวอุ๋นพลันสั่นไปทั่วร่าง น้ำตาไหลรินลงมาทันที
ปลดออกจากตำแหน่งและยศทั้งหมด ลดให้เป็นสามัญชนนั้นเขายอมรับได้ อย่างมากก็แค่เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ทว่ามิอาจหวนคืนสู่ขุนนางได้อีกนี่มันทำลายเส้นทางการไปเป็นขุนนางของเขาโดยสิ้นเชิง!
เตียวอุ๋นมองไปที่เตียวเหยียงอย่างขอความช่วยเหลือ โดยหวังว่าหัวหน้าขันทีจะสามารถช่วยเขาในช่วงเวลาวิกฤตนี้ได้
ทั้งสองเป็นคนบ้านเดียวกัน อีกทั้งเตียวอุ๋นยังเคยติดสินบนเตียวเหยียงหลายครั้ง ทำให้ทั้งสองมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากจนเรียกนามรองได้
ทว่าเตียวเหยียงไม่แสดงออกใด ๆ เพียงแค่ส่ายหน้าอย่างจนใจเท่านั้น
เขาเองก็หมดทางพูด รู้ดีว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้ พระเจ้าเลนเต้มิอาจควบคุมได้
ในความเห็นของหัวหน้าสิบขันที เตียวอุ๋นรอดชีวิตก็ถือว่าเป็นความเมตตาจากพระเจ้าเลนเต้แล้ว มีขุนนางกี่คนกันที่อยากจะฆ่าเขาทิ้ง
“โป๋เชิ่น ไปเถอะ อย่าทำให้ฝ่าบาทต้องลำบากใจอีกเลย”
เตียวเหยียงรู้ว่าเตียวอุ๋นไม่เต็มใจ แต่สิ่งเดียวที่เขาทำได้มีแค่การปลอบใจเท่านั้น
พระเจ้าเลนเต้หันหลังให้เตียวอุ๋น ก่อนยกมือขวาโบกมือ
“กลับไปเถิด ๆ”
เตียวอุ๋นร้องไห้สะอื้นอยู่ในใจ กระแทกหัวลงกับพื้นอย่างแรง เป็นการอำลาพระเจ้าเลนเต้
“เตียวอุ๋นขอบพระทัยฝ่าบาท รักษาพระองค์ด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“โป๋เชิ่น ไปกันเถิด”
เตียวเหยียงพยุงเตียวอุ๋นขึ้นมา และดึงเขาออกไป
เตียวอุ๋นจากไปแล้ว ถูกพระเจ้าเลนเต้ตัดทิ้งอย่างไร้เยื่อใย ทว่าฮ่องเต้เองก็หาได้สบายพระทัยขึ้นสักนิด กลับรู้สึกหนักใจมากขึ้น
ตอนนี้พระญาติกับตระกูลเก่าแก่กล้าโจมตีกลุ่มสนับสนุนฮ่องเต้อย่างเปิดเผยแล้ว ด้วยการจากไปของเตียวอุ๋น กลุ่มสนับสนุนฮ่องเต้ที่อยู่กันอย่างยากลำบากอยู่แล้วก็ยิ่งแย่ลงไปอีก
เล่าเจี้ยง ผู้เป็นทั้งลูกน้อง เป็นทั้งญาติ และเป็นทั้งลูกเขยคนนี้ได้กลายเป็นผู้สนับสนุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระเจ้าเลนเต้แล้ว!
“เล่าเจี้ยง อย่าทำให้เราผิดหวังเด็ดขาด!”
ฮ่องเต้มักมีลางสังหรณ์บางอย่าง เหมือนมีแรงผลักดันที่มองไม่เห็นบีบให้เขาพึ่งพาเล่าเจี้ยงมากขึ้นไปเรื่อย ๆ!
…
เล่าเจี้ยงย่อมไม่รู้เรื่องในวังเหล่านี้ เช้าวันรุ่งขึ้น เขาพาเว่ยจี้และทหารม้าห้าร้อยนายเดินทางไปยังอำเภอหยาง
เขายังมุ่งมั่นที่จะเอาชนะเรื่องซิหลงให้ได้!
การเปลี่ยนแปลงของด่านงักขุนก๋วน ทำให้เขาจำต้องเปลี่ยนแผนเดิม
การพึ่งพาด่านต่าง ๆ ได้กลายเป็นความเพ้อฝันไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว! จากนี้ไปการยึดมั่นในการกุมอำนาจคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
การกุมอำนาจทำให้เล่าเจี้ยงอดนึกถึงจูกัดเหลียงและม้าเจ๊กไม่ได้ เพราะการกุมสิทธิ์ในการตั้งค่ายนี้แหละทำให้ม้าเจ๊กพ่ายแพ้ชื่อเสียงถูกทำลาย สุดท้ายก็ตายไป*[1]
เล่าเจี้ยงไม่เคยไปด่านเกเต๋ง จึงไม่แสดงความเห็นต่อพรสวรรค์ของม้าเจ๊ก ทว่าการกุมอำนาจในการตั้งค่ายต้องไม่ใช่เรื่องที่จะยกให้ใครทำก็ได้… อย่างน้อยม้าเจ๊กก็ทำไม่ได้
ไม่ว่าม้าเจ๊กจะดื้อด้านและไร้ประโยชน์เพียงไร แต่เขาชำนาญในตำราพิชัยสงคราม และเป็นคนมีพรสวรรค์ที่จูกัดเหลียงให้ความสำคัญ
คนมีพรสวรรค์เช่นนี้ทำไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงขุนพลวุ่นวายทุกอย่าง
ทว่าถึงให้ใครทำไม่ได้… ซิหลงทำได้แน่! ซิหลงสามารถใช้ทหารใหม่ไม่กี่หมื่นรบกับกวนอูผู้น่าเกรงขามได้ แม้จะเป็นวีรกรรมหลังซิหลงโด่งดังไปนานแล้วก็ตาม
แค่คำว่า ‘โรมรุกบุกตะลุย’ เล่าเจี้ยงก็ไม่แคลงใจในตัวซิหลงเลย เขาเชื่อว่าด้วยการฝึกฝนมากกว่าสิบปี ก็ยิ่งไม่มีใครมาขัดขวางซิหลงได้
หลังจากเดินทางเกือบหนึ่งวัน พวกเล่าเจี้ยงก็มาถึงอำเภอหยางในที่สุด และพวกเขาก็มาถึงบ้านซิหลงอย่างง่ายดายภายใต้การนำทางของเว่ยจี้
ครอบครัวซิหลงอาศัยอยู่ในหมู่บ้านนอกเมือง การมาถึงของทหารม้าหลายร้อยนายทำให้หมู่บ้านตกอยู่ในความตื่นตระหนก โชคดีที่คนทั่วไปรู้ว่าคนเหล่านี้เป็นทหารทางการไม่ใช่โจร ไม่เช่นนั้นคงพากันหนีกระเจิงกันไปนานแล้ว
“แม่ทัพหลัง ถึงแล้วละ นี่คือบ้านของซิหลง”
“ที่นี่หรือ!?”
เล่าเจี้ยงมองไปตามทิศทางที่เว่ยจี้ชี้ ด้วยสีหน้าตกใจ
บ้านตรงหน้าเรียบง่ายเกินไป หรือจะบอกว่านี่เรียกว่าบ้านก็ยังขัดใจ
เล่าเจี้ยงตระหนักความทรุดโทรมได้ตั้งแต่แรกเห็น บ้านเช่นนี้เมื่อถึงหน้าฝน มันจะไม่กลายเป็นถ้ำน้ำตกหรอกหรือ?
เว่ยจี้เข้าใจ เพราะครั้งแรกที่มาถึง เขาก็มีสีหน้าเช่นนี้เหมือนกัน
แม้พวกเขาที่กินดื่มตามใจจะพอรุ้ความทุกข์ทรมานของผู้คนได้ แต่กลับมิอาจตระหนักได้ว่าชีวิตประชาราษฎร์นั้นยากลำบากเพียงใด
“แม่ทัพหลัง ครอบครัวซิหลงยากจน บิดาเสียไปเร็ว มีเพียงมารดาเขาที่เลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่ ต่อมาเนื่องจากอุบัติเหตุ ขาของแม่ซิหลงก็หักทั้งสองข้าง ทำให้ครอบครัวพวกเขายิ่งลำบากมากขึ้น ซิหลงรับราชการในอำเภอหยาง มีรายได้แค่หยิบมือเท่านั้น เขาไม่เพียงรับผิดชอบการกินอยู่ของสองชีวิตเท่านั้น แต่ยังต้องการยาเพื่อมารักษาแม่ที่พิการด้วย”
หลังจากเล่าเจี้ยงได้ฟังก็รู้สึกสะเทือนใจมาก ภายใต้สภาวะยากลำบากเช่นนี้ ซิหลงจึงไม่ได้ไปหาเขา ด้วยกลัวว่าหากตายไปจะไม่มีใครช่วยเหลือดูแลมารดา
“ซิหลงเป็นข้าราชการอยู่ในอำเภอ เพราะระบบเสี้ยวเหลียน*[2] หรือ?”
เว่ยจี้หัวเราะเบา ๆ พลางส่ายหน้าอย่างจนใจ
“คนธรรมดาสามัญเช่นซิหลงจะมีโอกาสถูกเสนอชื่อด้วยระบบเสี้ยวเหลียนได้อย่างไร หากมิใช่เพราะได้รับความสำคัญจากแม่ทัพหลัง ทั้งชีวิตเขาคงเป็นได้เพียงข้าราชการตัวเล็ก ๆ เท่านั้น”
แม้คำพูดเว่ยจี้จะดูสบประมาท ทว่าที่พูดมาล้วนเป็นความจริงทั้งหมด คนยากจนเช่นนี้หากไม่มีโอกาสพิเศษมาก ก็ทำได้เพียงดิ้นรนหาอาหารไปจนตาย
แต่ไม่คิดเลยว่าคำพูดของประมุขเว่ยจะไปสะกิดเตียนอุยเข้า ทำให้นึกถึงวันที่ยากลำบากของตัวเองก่อนหน้านี้
“นายท่าน สิ่งที่เจ้าแซ่เว่ยผู้นี้พูดไม่ผิดนัก! เมื่อก่อนตอนข้าอยู่ที่เมืองจี๋อู่ ทำนาคนเดียวได้สักเท่าไรกัน? แต่สุดท้ายก็ถูกเอารัดเอาเปรียบ แม้แต่อาหารและเสื้อผ้าก็กลายเป็นปัญหา”
เล่าเจี้ยงไม่พูดอะไร สถานการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นโดยทั่วไป หาใช่เขาจะควบคุมได้ ไม่ว่าหลายร้อยหรือหลายพันปีต่อมา ผู้คนก็ยังคงกลุ้มเรื่องอาหารและเสื้อผ้า
สิ่งที่แม่ทัพหลังทำได้คือทำให้ผู้คนกินอิ่มมากขึ้น ใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น เล่าเจี้ยงไม่มีความคิดไร้เดียงสาที่อยากให้ทุกคนหลีกหนีจากความทุกข์ทรมาน เขาแค่คิดสิ่งที่สอดคล้องกับความเป็นจริง หาทางให้ผู้คนจำนวนมากสามารถมีชีวิตที่ดีขึ้นได้
“ไปเถอะ พวกเราเข้าไปเยี่ยมท่านแม่เฒ่ากัน”
เล่าเจี้ยงก้าวไปข้างหน้าและเคาะประตูด้วยตัวเอง จากแม่ของไทสูจู้ เล่าเจี้ยงก็สามารถพอนึกถึงแม่ของซิหลงได้คร่าว ๆ บ้าง สามารถสอนคนเก่งเช่นนี้ออกมาได้ ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก…
เล่าเจี้ยงเคาะประตูหลายครั้ง ถึงมีเสียงอ่อนแรงดังมาจากข้างใน
“ใคร?”
“ท่านแม่เฒ่า ข้าคือแม่ทัพหลังเล่าเจี้ยง มาที่นี่เพื่อพบซิหลง”
เล่าเจี้ยงแจ้งตัวตนของตัวเอง ในความเห็นเขา จะโน้มน้าวซิหลงได้หรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับแม่ของเขา
“ใครนะ?!”
น้ำเสียงแม่ซิหลงสั่นเทา แม่ทัพหลังดูสูงส่งเกินไปที่จะมาหาลูกชาย
“ข้าน้อยแม่ทัพหลังเล่าเจี้ยง!”
“หา! แม่ทัพหลัง? ข้าเคลื่อนไหวไม่สะดวก เชิญแม่ทัพหลังเข้ามาเถิด”
แม้เสียงของแม่ซิหลงจะอ่อนแอ แต่ได้ยินความกังวลใจในน้ำเสียงของนางอย่างชัดเจน
เล่าเจี้ยงจัดแจงเสื้อผ้าเล็กน้อย จากนั้นผลักประตูเข้าไป สภาพแวดล้อมที่ปรากฏสู่สายตาทำให้เขาตกใจมาก!
เมื่อเทียบกับความทรุดโทรมภายนอกของบ้านดินโคลนแล้ว ภายในบ้านกลับยิ่งทำให้ตกใจกว่า!
ห้องนี้ไม่มีแม้แต่ที่นั่ง มีเพียงเตียงดินเตียงเดียว และแม่ของซิหลงก็พิงอยู่กับผนัง
ห้องที่เดิมควรจะมืดกลับกลายเป็นสว่างพิเศษ ในตอนที่เล่าเจี้ยงรู้สึกประหลาดใจอยู่นั้น แสงอาทิตย์ก็สาดกระทบเข้าใบหน้าเขา จึงทำให้เขาเข้าใจถึงสาเหตุทันใด!
บ้านทรุดโทรมมาก ทั้งหลังใช้เพียงหญ้าฟางมาคลุมไว้ และมองเห็นรูด้วยตาเปล่าได้ทุกที่!
เล่าเจี้ยงอดนึกถึงบทกวีของตู้ฝูในชาติก่อนไม่ได้!
ยามฝนโปรยมาหลังคารั่ว ทั่วเคหะเจิ่งนองไปด้วยน้ำ
[1] ม้าเจ๊ก เป็นทหารคนสนิทชนิดที่เรียกได้ว่าลูกรักของจูกัดเหลียง (ขงเบ้ง) ด้วยความที่เป็นคนพูดจาคารมคมคายและเป็นที่ปรึกษาที่ดี ถึงขนาดได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทัพหน้าเมื่อครั้งจูกัดเหลียงยกทัพไปบุกวุยก๊กช่วงปี คศ. 228 ท่ามกลางเสียงคัดค้านมากมาย
ม้าเจ๊กอาสาออกรบที่สมรภูมิเกเต๋ง และทำผิดพลาดทางยุทธวิธีอย่างร้ายแรง โดยไม่ตั้งกองกำลังภายในตัวเมืองเกเต๋งตามคำสั่ง แต่กลับนำกำลังไปตั้งค่ายบนเนินเขาแทน เพราะเชื่อว่าบนที่สูงจะช่วยได้เปรียบด้านสังเกตการณ์และจุดโจมตี ใครห้ามก็ไม่ฟัง สุดท้ายจึงถูกแม่ทัพฝ่ายศัตรูตัดทางน้ำของค่ายจนพ่ายแพ้ ทำให้จูกัดเหลียงต้องสั่งประหารคนสนิททั้งน้ำตาเพื่อรักษากฎหมาย ทว่าตามประวัติศาสตร์จดหมายเหตุสามก๊กของเฉินโซว่ บทที่ 39 เขียนเรื่องม้าเจ๊กไว้อย่างเรียบง่ายว่า เขาแตกทัพแล้วถูกจูกัดเหลียงจับกุมตัว ขังคุกไว้รอโทษประหารชีวิต แต่ระหว่างอยู่ในคุกเกิดล้มป่วยลงจนเสียชีวิตลง
[2] เสี้ยวเหลียน แปลว่า กตัญญูซื่อสัตย์ ใครกตัญญูจนเป็นที่เล่าลือจะถูกแนะนำและคัดเลือกให้เข้าระบบราชการ