พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 296 เผชิญหน้ากับเล่าอวิ๋น
บทที่ 296 เผชิญหน้ากับเล่าอวิ๋น
“สี่แสนต้าน!”
แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่เล่าเจี้ยงยังตกใจเล็กน้อยกับตัวเลขนี้
สามปีที่ผ่านมาใต้หล้าเกิดภัยแล้งอย่างรุนแรง ผู้คนมากมายอดตาย พ่อแม่ขายลูกกินไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ
เล่าเจี้ยงคิดว่าแม้พระเจ้าเลนเต้จะเลอะเลือนแค่ไหน ก็ยังรู้ว่าต้องช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ชาวบ้านเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภัยพิบัติเลวร้ายลงอีกจึงไม่ได้หวังกับท้องพระคลังในลกเอี๋ยงไว้สูงนัก
“นายท่าน นี่ไม่ใช่ทั้งหมด เราทิ้งไว้ในนั้นประมาณแสนต้านตามคำสั่งของนายท่าน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนอดอยาก”
ใบหน้าไทสูจู้เปื้อนยิ้มชั่วร้าย เขาที่ซื่อตรงมาติดตามเล่าเจี้ยงมาหลายปีก็เปลี่ยนแปลงไปจนน่าทึ่งเช่นกัน
“ดี! ขอแค่เสบียงอยู่ในมือเรา ก็ไม่ต้องกลัวแต่ละกองกำลังสร้างปัญหาแล้ว! ถึงคราวหิว พวกเขาก็ต้องหิวตาย!”
เมื่อได้ยินข่าวนี้จากไทสูจู้ เล่าเจี้ยงยิ่งโล่งใจต่อกองกำลังต่าง ๆ ที่เขากล่าวถึง แท้จริงแล้วหมายถึงตั๋งโต๊ะ!
เมื่อตั๋งโต๊ะยึดกองทัพเป๊งจิ๋วเป็นของตัวเอง ความแข็งแกร่งทางทหารก็จะแข็งแกร่งกว่าเล่าเจี้ยง! ถึงตอนนั้น หากไม่มีอะไรมาควบคุมอีกฝ่าย ต้องเกิดความขัดแย้งขึ้นแน่ ทว่าตอนนี้มีเสบียงอยู่ในมือแล้ว เล่าเจี้ยงก็เบาใจลงมากขึ้น
“นายท่าน วันนี้เข้าเมืองลกเอี๋ยงเป็นอย่างไรบ้าง? เข้าใจเจตนาของขุนนางในราชสำนักหรือไม่?”
ซุนฮิวกังวลมากที่สุดคือสถานการณ์ในราชสำนัก วันนี้เขาไม่ได้ติดตามเล่าเจี้ยงไปเพราะจัดระเบียบกองทัพ จึงค่อนข้างสงสัยสถานการณ์ในตอนนี้มาก
“ข้าบอกขุนนางทุกคนแล้วว่าฝ่าพระบาทไม่ได้ทิ้งคำสั่งเสียอะไรไว้ อีกสามวัน ข้าจะหารือกับพวกเขาเรื่องแต่งตั้งฮ่องเต้องค์ใหม่ที่พระราชวังฉางเล่อ แต่ข้าเดาว่าขุนนางเก่าแก่เหล่านี้น่าจะเสนอหองจูเปียน โอรสองค์โตสืบทอดบัลลังก์ต่อ”
ซุนฮิวพยักหน้า นี่เป็นสิ่งที่เขาคาดไว้เช่นกัน ถึงอย่างไรองค์ชายเล่าเปียนก็เป็นโอรสองค์ใหญ่
“แล้วนายท่านคิดจะทำอย่างไร?”
เล่าเจี้ยงแสยะยิ้ม ผินหน้าไปทางค่ายทหารของตั๋งโต๊ะ
“ท่านกุนซือ ตั๋งโต๊ะคุยกับข้าว่าหองจูเปียนอ่อนแอ ยากจะสืบทอดบัลลังก์ปกครองใต้หล้าได้ ตรงข้าม เขากลับคิดว่าแม้หองจูเหียบจะยังเด็ก แต่ฉลาดปราดเปรื่อง ไม่ตื่นตระหนกยามอยู่ในสถานการณ์อันตราย เหมาะจะสืบทอดบัลลังก์”
ปลดลูกคนโตทิ้งแล้วแต่งตั้งลูกคนเล็ก!
ซุนฮิวอุทานในใจ ตั๋งโต๊ะผู้นี้กลัวราชสำนักจะวุ่นวายไม่พอหรือไร
“นายท่านหมายถึง…”
“ข้าย่อมไม่มีข้อโต้แย้ง และจะไม่พูดอะไรทั้งนั้น ตั๋งโต๊ะอยากเป็นผู้สำเร็จราชการฮั่วกวงมิใช่หรือ? ข้าก็จะให้โอกาสเขา”
ซุนฮิวหายใจออกมาเบา ๆ เผยท่าทางผ่อนคลายออกมา
“ข้ากังวลว่านายท่านจะลุ่มหลงในอำนาจจนตามืดบอดเสียอีก ดูเหมือนข้าจะกังวลมากเกินไป”
“ฮ่า ๆ ท่านกุนซือข้าว่าท่านกลุ้มใจไปเสียเปล่าแล้ว ท่านไม่รู้อะไร วันนี้นายท่านไปตำหนักโฮฮองเฮา…”
“เจ้าหน้าถ่าน หุบปากไปเลย!” เล่าเจี้ยงชี้หน้าเตียนอุย พลางจ้องมองและคำรามด้วยความโกรธ
ซุนฮิวหันไปหาเตียนอุย ก่อนมองนายท่านอย่างสงสัย
“นายท่าน นี่…?”
“ไอหยา เจ้าอย่าไปฟังเรื่องไร้สาระขอเจ้าหน้าถ่านนี่! โฮฮองเฮาอยากให้หองจูเปียนขึ้นครองบัลลังก์ จึงใช้โอกาสนี้ล่อลวงข้า ข้าจะตกหลุมพรางนางได้อย่างไร!”
เล่าเจี้ยงโมโหเตียนอุยมากจริง ๆ หากเขาไม่ไปด้วย ก็ไม่รู้ว่าเจ้าบ้านี่จะพูดอะไรออกไปบ้าง
เห็นได้ชัดว่าซุนฮิวตกใจไปกับคำพูดเตียนอุยมาก หากมีข่าวลือว่าเล่าเจี้ยงมีความสัมพันธ์กับฮองเฮาออกไปในเวลานี้ ต้องไม่ราบรื่นแน่
“แล้วนายท่านคิดแผนต่อไปหรือยัง?”
“กงต๋า เรื่องนี้ไม่รีบ เรื่องสำคัญในตอนนี้คือส่งสมาชิกในครอบครัวพวกเราทั้งหมดไปที่ฮั่นต๋งให้เร็วที่สุด!”
“นายท่านพูดถูก วันนี้หลังกลับไป ข้าจะให้ครอบครัวเก็บข้าวของ”
ตอนนี้พระเจ้าเลนเต้ตายแล้ว ไม่มีใครกล้าถามว่าครอบครัวเล่าเจี้ยงอยู่ที่ไหนอีก เรื่องสำคัญที่สุดคือพาพวกเขาไปยังที่ปลอดภัยโดยเร็ว
จากการแทรกแซงของเล่าเจี้ยง ประวัติศาสตร์คลาดเคลื่อนอย่างสาหัส การตายของโฮจิ๋น การเข้าเมืองหลวงของตั๋งโต๊ะล้วนเกิดเร็วกว่าในประวัติศาสตร์เกือบครึ่งปี และจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่านี้หรือไม่นั้น นักท่องเวลาก็ไม่อาจรู้ได้
ที่ทำให้เล่าเจี้ยงเป็นห่วงมากที่สุดคือตั๋งโต๊ะตัวแปรใหญ่คนนี้ อย่ามองว่าตอนนี้อีกฝ่ายเคารพในตัวเขา แต่ใครเล่าจะรู้ว่าจะเปลี่ยนไปวันไหน? ไม่แน่ในจุดที่ร้ายแรงกว่านี้ก้อาจจะยกทัพห้ำหั่นกัน!
ขอแค่ย้ายคนในครอบครัวทั้งหมดไปจากลกเอี๋ยง เล่าเจี้ยงก็จะไม่มีอะไรต้องกังวลอีก ต่อให้สู้ตั๋งโต๊ะไม่ได้ อย่างน้อยก็หนีไปฮั่นต๋งได้! กองทหารม้าหัวหอกใต้บังคับบัญชาล้วนเป็นทหารม้า มาอย่างไวไปอย่างไร้ร่องรอย ย่อมไม่ครั่นคร้ามต่อสิ่งใด
ส่วนกองทัพอุทยานทิศประจิมกับหน่วยองครักษ์หลวง เล่าเจี้ยงไม่คิดจะพาไปที่ฮั่นต๋งอยู่แล้ว อย่างไรเสียคนเหล่านี้ล้วนเป็นคนใกล้เคียงกับเมืองลกเอี๋ยง ใครจะยินดีตามเล่าเจี้ยงไปไกลถึงดินแดนปาสู่?
หลังกลับจากจากค่ายทหารมาถึงลกเอี๋ยง เล่าเจี้ยงก็กลับไปยังจวนขุนพลพิทักษ์ของตัวเอง ระหว่างยืนอยู่หน้าประตู เขาอดรู้สึกสะเทือนอารมณ์ไม่ได้
ใช้เวลาสามปี จวนหลังนี้เปลี่ยนจากจวนแม่ทัพหลังเป็นจวนขุนพลพิทักษ์ แต่เขาไม่รู้ว่ามันจะยังอยู่ได้อีกนานแค่ไหน
บางทีอีกไม่นาน ที่แห่งนี้ก็จะสลายกลายเป็นเถ้าถ่านกระมัง…
เรื่องย้ายจากจวนขุนพลพิทักษ์ เล่าเจี้ยงไม่มีอาลัยอาวรณ์อะไร สิ่งเดียวที่น่าปวดหัวคือการโน้มน้าวเล่าอวิ๋น ภรรยาที่อาศัยอยู่ในราชธานีลกเอี๋ยงมาตั้งแต่ยังเยาว์ และมีความผูกพันต่อลกเอี๋ยงอย่างมาก
เช่นเดียวกับการแต่งงานกับเล่าอวิ๋นที่ต้องอธิบายให้ซัวเอี๋ยมฟัง วันนี้ก็เช่นกัน มันคือการเผชิญหน้าที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ คราวนี้ก็ไม่มีซุนฮิวช่วยด้วย เล่าเจี้ยงต้องเอ่ยกับเล่าอวิ๋นเพียงลำพัง
“อวิ๋นเอ๋อร์ เอี๋ยมเอ๋อร์”
ทันทีที่เข้าไปลานหลังบ้าน เล่าเจี้ยงเห็นซัวเอี๋ยมอยู่เป็นเพื่อนเล่าอวิ๋น เมื่อเห็นเช่นนี้ เดาว่าเล่าอวิ๋นคงรู้ข่าวเกี่ยวกับบิดานางแล้ว
“ท่านพี่!”
ฮูหยินทั้งสองเห็นเล่าเจี้ยงกลับมา ต่างก็ประหลาดใจมาก โดยเฉพาะเล่าอวิ๋นผู้วิ่งตรงมาหาเล่าเจี้ยง
“ท่านพี่ เสด็จพ่อข้า… เป็นอย่างไรบ้าง?”
เล่าเจี้ยงลำบากใจนัก ไม่ว่าความสัมพันธ์ของเขากับพระเจ้าเลนเต้จะเป็นอย่างไร สุดท้ายอีกฝ่ายก็ยังเป็นพ่อตา อีกทั้งฮูหยินของเขายังเป็นธิดาที่ทรราชย์ผู้นั้นรักที่สุดด้วย
“อวิ๋นเอ๋อร์ ฝ่าบาทเขา…”
เมื่อเห็นท่าทีของเล่าเจี้ยง เล่าอวิ๋นรู้สึกเย็นวาบขึ้นในใจ เสียงเปลี่ยนเป็นสั่นเครือขึ้นมา
“เสด็จพ่อ… เป็น… อะไร”
“ฝ่าบาทสิ้นพระชนม์แล้ว…”
เล่าเจี้ยงแข็งใจบอกเล่าอวิ๋น ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร เรื่องพระเจ้าเลนเต้สิ้นแล้วก็ไม่มีทางปกปิดได้ หากไม่บอกเรื่องนี้ เล่าอวิ๋นจะไปฮั่นต๋งด้วยความเต็มใจได้อย่างไร?
“อวิ๋นเอ๋อร์ เสียใจด้วย!”
เล่าเจี้ยงไม่รู้จะปลอบใจอย่างไร หลังคิดอยู่นาน ก็ได้แค่เอ่ยคำว่า ‘เสียใจ’ ออกมา
บิดามารดาคือญาติสนิท ใครจะทนกับการจากลาตายจากได้? คำปลอบใจมากมายแค่ไหนก็เป็นแค่คำพูดเกินจำเป็น
เล่าอวิ๋นยืนนิ่งอยู่กับที่ไม่ไหวติงใด ๆ บางทีนางอาจเตรียมใจไว้สำหรับข่าวนี้แล้ว หรืออาจรู้สึกเหมือนฟ้าผ่ากลางแจ้งก็ไม่อาจรู้ได้
ความรักที่บิดามอบให้ และเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ได้อยู่กับบิดาแวบเข้ามาในหัวเล่าอวิ๋น ทุกอย่างเหมือนเพิ่งผ่านมาเมื่อวาน แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนภาพฝันอันเลือนรางยามรุ่งสาง
น่าเสียดาย ความทรงจำดี ๆ นี้จะหายไปตลอดกาล และไม่มีหวนกลับมาอีก เล่าอวิ๋นกับพระเจ้าเลนเต้ถูกกำหนดให้แยกจากกันชั่วนิรันดร์
“ร้องเถิด ร้องออกมาเสีย…”
เล่าเจี้ยงกอดเล่าอวิ๋นไว้ในอ้อมแขน แล้วสัมผัสผมของนางเบา ๆ
เล่าอวิ๋นอดกลั้นไว้กับตัวเองตลอดจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว ผลลัพธ์นี้เกินขีดจำกัดที่นางยอมรับได้
ในที่สุด หลังจากได้ยินคำพูดห่วงใยของสามี ก็ควบคุมตัวเองไม่ได้อีกต่อไป
เสียงร่ำไห้ดังระงมน่าเวทนา ถึงขนาดดังก้องไปทั่วทั้งจวนขุนพลพิทักษ์!