พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 297 ศรีภรรยา ซัวเอี๋ยม
บทที่ 297 ศรีภรรยา ซัวเอี๋ยม
เล่าอวิ๋นเป็นดรุณีอ่อนแอ ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง แม้แต่เจอหน้าบิดาเป็นครั้งสุดท้ายก็ยังไม่ได้ ความน้อยเนื้อต่ำใจ โศกสลด และอาลัยอาวรณ์สุดแสนอัดแน่นอยู่ในอก จนทำได้เพียงร่ำไห้ระบายเท่านั้น
ได้ยินเสียงสะอื้นของฮูหยิน เล่าเจี้ยงพลันทำใจไม่ได้ รู้สึกไม่กล้าเผชิญหน้ากับเล่าอวิ๋นขึ้นมา
พระเจ้าเลนเต้มอบลูกสาวสุดที่รักให้แต่งด้วย เล่าอวิ๋นก็รักเขาด้วยใจจริง แต่เขากลับจงใจวางแผนเล่นงานพระเจ้าเลนเต้กับราชวงศ์ฮั่น หมายให้พ่อตาล่มสลายอยู่ตลอดเวลา
เดิมทีเล่าเจี้ยงคิดว่าตนสามารถเผชิญหน้ากับเล่าอวิ๋นได้อย่างไม่สะทกสะท้าน แต่เมื่อโอบนางไว้ในอ้อมแขนจริง ๆ ในใจกลับเกิดความรู้สึกผิดบาปจนไม่อาจบรรยายได้
ตอนนี้ชายหนุ่มทำได้เพียงยินดี ยินดีที่ตนสามารถรักษาเศษเสี้ยวความผูกพันที่มีต่อพระเจ้าเลนเต้ต่อหน้าโฮฮองเฮาไว้ได้ หากวันนี้เขาขึ้นเตียงพระนาง คงยิ่งไม่กล้าเผชิญหน้ากับภรรยามากยิ่งขึ้น
ทว่าตอนนี้ เล่าเจี้ยงเข้าใจคำว่า ‘นารีเป็นเหตุ’ แล้ว จึงอดถามตัวเองในใจไม่ได้ หากต้องเผชิญหน้ากับสตรีอีกครั้ง เขาจะรับมือได้ดังเช่นกรณีของเล่าอวิ๋นในเวลานี้หรือไม่?
คิดอยู่เนิ่นนาน ชายหนุ่มก็ได้คำตอบว่า ทำได้ และบางทีอาจทำได้ดีกว่านี้
เสน่หากับภาระหน้าที่ เมื่อเทียบกันแล้วยากจะแยกแยะได้จริง ๆ ทั้งสองมีความสำคัญมาก และจะขาดอย่างใดไปไม่ได้ ทว่าเล่าเจี้ยงรู้ ไม่ว่าอย่างไร เขาเลือกงานใหญ่แน่นอน
ผ่านไปเนิ่นนาน และอาจเป็นเพราะร้องไห้จนหมดแรง ในที่สุดเล่าอวิ๋นก็ค่อย ๆ สงบลง แต่เล่าเจี้ยงไม่ทันสังเกตว่าซัวเอี๋ยมที่อยู่ด้านข้างดวงหน้าเต็มไปด้วยน้ำตาแล้ว ใครเล่าจะภักดีต่อฝ่าบาท ซื่อตรงต่อแผ่นดินเท่าคนตระกูลซัว
เขาดึงทั้งสองเข้ามาในอ้อมแขนอีกครั้ง แล้วกอดภรรยาทั้งสองไว้แน่น สัมผัสช่วงเวลาที่หาได้ยากและไม่ธรรมดานี้
“สำหรับแม่ทัพอย่างข้า แพ้ชนะเป็นเรื่องปกติของสงคราม แต่สำหรับพวกเจ้า มนุษย์มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมชาติของการเวียนว่ายตายเกิด ยากจะหลีกเลี่ยงได้ เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไร ทำได้เพียงยอมรับมันอย่างเงียบ ๆ เท่านั้น”
“ทุกคนต่างบอกว่าข้าเป็นแม่ทัพไร้พ่าย สยบกลุ่มโพกผ้าเหลือง ทำลายกองทัพเสเหลียง ผู้ที่รบกับข้าล้วนไม่มีใครล่าถอยไปได้อย่างปลอดภัยเลย แต่ใครเล่าจะรู้ครั้งแรกที่ออกรบข้าตกใจมากจนไม่กล้าขยับ และใครจะรู้ข้าเกือบตายก่อนจะมีชื่อเสียง?”
“ไม่ว่าจะเป็นสงคราม หรือความเป็นตาย เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ได้เพียงตั้งรับเอาไว้อย่างสุดกำลัง และทำดีที่สุดเท่านั้น”
“ฝ่าบาทสิ้นพระชนม์ ล้วนเป็นโชคชะตา…”
เล่าเจี้ยงไม่รู้ว่าเล่าอวิ๋นจะฟังหรือไม่ เขารู้สึกว่าพูดคำปลอบมากมายแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์ มิสู้ปล่อยให้นางมองเรื่องนี้จากอีกมุมหนึ่งจะดีกว่า
“ท่านพี่ไม่ต้องห่วง อวิ๋นเอ๋อร์เข้าใจ…”
แม้เล่าอวิ๋นยังสะอื้นอยู่ในอ้อมแขน แต่อารมณ์ก็ผ่อนคลายขึ้นมากจริง ๆ
“อวิ๋นเอ๋อร์ คนตายก็ตายไปแล้ว คนอยู่ก็ต้องอยู่ต่อ ข้าเชื่อว่าวิญญาณของฝ่าบาทที่อยู่บนสวรรค์คงไม่อยากให้เจ้าเศร้าโศกเช่นนี้”
องค์หญิงพยักหน้าเบา ๆ ก่อนผละตัวออกจากอ้อมกอดสวามี ครั้นเห็นซัวเอี๋ยมอยู่ด้านข้างกำลังร้องไห้อย่างเศร้าสร้อยเช่นกัน ก็อดหลั่งน้ำตาออกมาอีกครั้งไม่ได้ หญิงทั้งสองกอดกันแน่นและพากันสะอื้น
“เฮ้อ…”
เล่าเจี้ยงไม่ได้พูดอะไร เล่าอวิ๋นสูญเสียบิดา เขาจะห้ามน้ำตานางไว้ก็มิได้ จึงแอบยืนอยู่ด้านข้างอย่างเงียบเชียบ
การรอนี้เนิ่นนานมาก คราวนี้คงเหนื่อยกับการร้องไห้จริง ๆ อารมณ์ของทั้งคู่จึงสงบลง
“อวิ๋นเอ๋อร์ เอี๋ยมเอ๋อร์ ที่พี่มาวันนี้มีเรื่องสำคัญมากจะแจ้งให้เจ้าสองคนทราบ”
ท่าทางของสามีจริงจังมาก แม้แต่น้ำเสียงยังเคร่งขรึมจัด ทำให้ฮูหยินทั้งสองคนไม่กล้าเพิกเฉย จึงเคลื่อนสายตาไปมองเขาเป็นจุดเดียว
“สถานการณ์ในราชธานีลกเอี๋ยงไม่ปกติ ตอนนี้แม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นตายแล้ว และไม่ง่ายเลยที่ข้าจะควบคุมหน่วยองครักษ์หลวงกับกองทัพอุทยานทิศประจิมไว้ได้ ทว่าตอนนี้ตั๋งโต๊ะกับเต๊งหงวนต่างยกทัพมา อย่างน้อยก็สามสี่หมื่นคน อย่างมากก็ห้าหกหมื่นคน”
“ก่อนฝ่าบาทจากไปไม่ได้ทิ้งคำสั่งเสียไว้ ตอนนี้ใครจะสืบทอดบัลลังก์ บรรดาขุนนางต่างแสดงความเห็น จึงยังไม่มีข้อสรุป”
“ตอนนี้ยังไม่มีการแต่งตั้งฮ่องเต้องค์ใหม่ แต่กลับมีหลายคนมีความคิดเป็นของเขา หากไม่จัดการอย่างระมัดระวัง จะก่อให้เกิดการต่อสู้ที่ดุเดือด ถึงตอนนั้นลกเอี๋ยงคงยากจะปลอดภัย”
แม้ที่เล่าเจี้ยงพูดจะเกินจริงไปหน่อย แต่แทบจะเป็นเรื่องจริงที่ต้องเผชิญ ตระกูลอ้วน ตั๋งโต๊ะ เต๊งหงวน ไม่มีใครยอมคนเลย อีกทั้งอาจมีความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะรวมตัวกันเพื่อจัดการกับเล่าเจี้ยง
“ท่านพี่หมายถึง?”
สำหรับเรื่องความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างกองกำลัง ซัวเอี๋ยมกับเล่าอวิ๋นสตรีอ่อนแอสองคนไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ แต่กระนั้นซัวเอี๋ยมรู้ว่าเล่าเจี้ยงต้องหาหนทางได้แล้วเป็นแน่ พวกนางแค่เชื่อฟังก็พอแล้ว
“เราต้องย้ายทั้งครอบครัวไปเมืองฮั่นต๋ง”
“จะไปจากราชธานีลกเอี๋ยงหรือเจ้าคะ?”
เมื่อได้ยินคำพูดของเล่าเจี้ยง เล่าอวิ๋นตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นกังวล
“ใช่แล้ว หลังผ่านไปสามปี เมืองฮั่นต๋งพัฒนามั่นคงขึ้นมาก หากพวกเจ้าไปเมืองฮั่นต๋งแล้วจะไม่มีปัญหาด้านความปลอดภัยแน่นอน”
“ประการที่สอง พวกเจ้าไม่อยู่ในเมืองลกเอี๋ยง ความกดดันของพี่ก็จะน้อยลง และยิ่งอาจหาญมากขึ้นในการรับมือกับขุนศึกเหล่านี้”
ดูเหมือนคำอธิบายเหล่านี้จะไม่เข้าหูองค์หญิงเลย กลับกันเหมือนดังที่เล่าเจี้ยงคิดไว้ เล่าอวิ๋นไม่ยินยอมจากไป
“ท่านพี่ ท่านคือขุนพลพิทักษ์คนปัจจุบัน แม่ทัพใหญ่ตายแล้ว ต่อไปท่านก็คือขุนนางสำคัญอันดับหนึ่งของราชสำนัก ไม่ว่าหองจูเปียนหรือหองจูเหียบสืบทอดบัลลังก์ต่อ พวกเขาต้องการความช่วยเหลือจากท่านพี่แน่ แล้วเราจะจากลกเอี๋ยงไปฮั่นต๋งได้อย่างไร?”
เล่าเจี้ยงค่อนข้างปวดหัว สมกับเป็นคนของราชวงศ์ มักจะมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับเรื่องทางการ ไม่ง่ายที่จะเกลี้ยกล่อม
“อวิ๋นเอ๋อร์ ที่เจ้าพูดมาก็ไม่ผิดนัก แต่พวกนี้เป็นเรื่องที่ต้องคุยกันทีหลัง เมื่อตั๋งโต๊ะ เต๊งหงวน หรือแม้แต่ตระกูลอ้วนก่อความวุ่นวายขึ้นมา ลกเอี๋ยงจะตกอยู่ในความโกลาหลทันที หากเมียรักพี่อยู่ในเมืองลกเอี๋ยง ข้าจะจัดการพวกเขาอย่างไม่ห่วงหน้าพะวงหลังได้อย่างไร? พี่เกรงพวกเจ้าทั้งสองจะได้รับอันตราย”
“อีกอย่าง พี่ไม่ได้ให้พวกเจ้าอยู่ที่เมืองฮั่นต๋งตลอดไปเสียหน่อย แค่ไปพักอยู่ในฮั่นต๋งสักระยะหนึ่ง เมื่อข้าปราบโจรพวกนี้ และแต่งตั้งฮ่องเต้องค์ใหม่รักษาบัลลังก์ไว้มั่นคงแล้ว ข้าจะไปรับพวกเจ้ากลับมา ว่าอย่างไร?”
แม้เล่าอวิ๋นจะไม่พูดอะไรอีก ทว่าสีหน้าได้บอกกับเล่าเจี้ยงแล้วว่านางไม่เต็มใจไปจากลกเอี๋ยง
ในระหว่างที่เล่าเจี้ยงตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่รู้จะโน้มน้าวอย่างไรอยู่นั้น ซัวเอี๋ยมก็เป็นฝ่ายลุกขึ้นมา
“อวิ๋นเอ๋อร์ เราต่างรู้ว่าท่านพี่อยู่ในฐานะอะไร เขาเป็นคนทำการใหญ่ เราที่เป็นฮูหยินของขุนพลพิทักษ์จะเป็นภาระไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องใหญ่ของบ้านเมือง”
“ตอนนี้ฝ่าบาทเพิ่งสิ้นพระชนม์และยังไม่มีการแต่งตั้งฮ่องเต้องค์ใหม่ หากท่านพี่เกิดพะวงหน้าพะวงหลังเพราะพวกเรา และโจรเหล่านั้นชุบมือเปิบสำเร็จ เช่นนั้นเราจะไม่กลายเป็นคนบาปแห่งต้าฮั่นหรอกหรือ?”
เล่าอวิ๋นก้มหน้า เหตุผลเหล่านี้นางเข้าใจ แต่น่าเสียดายที่ยังตัดใจทิ้งไปไม่ได้
“พี่หญิง ข้าใช้ชีวิตอยู่ในลกเอี๋ยงมาตั้งแต่เด็ก ที่นี่หาใช่แค่บ้านของข้า แต่ยังมีความคิดถึงกับความผูกพันของข้าด้วย”
ซัวเอี๋ยมกอดองค์หญิงเบา ๆ และตบหลังปลอบโยนไม่หยุด
“เด็กดี พี่รู้ว่าเจ้าตัดใจจากที่นี่ไปไม่ได้ แต่เจ้าลองคิดให้ดี ท่านพี่เพียงปรารถนาให้เจ้ากลับมาที่นี่ได้ในอนาคตโดยไม่ต้องกังวล หากไม่ตัดใจจากไปตอนนี้ บางทีเราอาจจะกลับมาไม่ได้อีกเลย… ”
เล่าอวิ๋นคลายตัวออกจากอ้อมกอดซัวเอี๋ยมด้วยสีหน้าซาบซึ้ง
“โชคดีที่มีท่านพี่อยู่กับข้า ไม่อย่างนั้นข้าไม่รู้จะทำอย่างไรจริง ๆ…”
ในที่สุดใจที่กังวลก็คลายลง เล่าเจี้ยงอดทอดถอนใจไม่ได้ ยังเป็นผู้หญิงที่เข้าใจผู้หญิงด้วยกัน ต่อให้เขาพูดจนปากเปียกปากแฉะ เล่าอวิ๋นก็อาจจะไม่เห็นด้วย
“เช่นนั้นหลังจากฝังพระบรมศพของฝ่าบาทแล้ว ข้าจะจัดกองทหารส่งพวกเจ้าไปเมืองฮั่นต๋งทันที!”