พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 299 ชื่อเสียงเลื่องลือ
บทที่ 299 ชื่อเสียงเลื่องลือ
ตามคาด ผลที่ตามมาของการขาดอำนาจบารมีปรากฏขึ้นทันตาเห็น แม้แต่ขุนนางชั้นล่างไร้ชื่อเสียงคนหนึ่งยังออกมาตั้งคำถามกับตั๋งโต๊ะ!
ไม่ง่ายเลยที่ไทฮองไทเฮาจะพบคนที่เต็มใจกล่าวแทนพวกเขา นางจะปล่อยให้ถูกข่มต่อไปเช่นนี้ได้อย่างไร จึงตอกกลับขุนนางที่เสนอหน้าออกมาคัดค้านทันที
“ถอยไป! เจ้าก็แค่ชื่อหลางตัวน้อยคนหนึ่ง*[1] ริอ่านแย้งแม่ทัพตั๋งโต๊ะ แม่ทัพตั๋งโต๊ะเจ้าพูดต่อ ข้าจะรับผิดชอบเอง”
ตั๋งโต๊ะเหลือบมองชื่อหลางที่อยู่ข้างหลังอย่างเรียบนิ่ง จากนั้นกุมมือให้คนเบื้องหน้า
“ทูลตั๋งไทฮองไทเฮา ตั้งแต่โบราณมา โอรสสวรรค์เป็นใหญ่ในโลกมนุษย์ เป็นที่เคารพของใต้หล้า เมื่อไร้ความน่าเกรงขามจะได้ปกครองบ้านเมือง และชี้นำไพร่ฟ้าได้อย่างไร? หองจูเปียนอ่อนแอไร้ความน่าเกรงขาม ไร้บารมี ผู้ไม่มีความสามารถเช่นนี้จะสืบทอดบัลลังก์ได้หรือ ในทางกลับกัน องค์ชายรองเล่าเหียบมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด เด็ดขาด แน่วแน่ กระหม่อมคิดว่าองค์ชายรองเหมาะจะสืบทอดบัลลังก์มากกว่า”
สิ้นเสียงตั๋งโต๊ะ ก็ได้เสียงตำหนิมา ขุนนางซุยเลี่ยลุกออกมาจ้องตั๋งโต๊ะด้วยความโกรธ
“ตั๋งโต๊ะ เจ้าเป็นแค่เจ้าเมืองหัวเมืองนอกคนหนึ่ง ไม่เคยมีส่วนร่วมกับงานทางการเมืองมาก่อน บัดนี้ริอ่านคุยโวโอ้อวดที่นี่ เจ้านำกองทัพหลายหมื่นมาไม่ยอมไปจากลกเอี๋ยง มีเป้าหมายอะไรกันแน่? ข้าว่าเจ้ามีเจตนาชั่วปกปิดเอาไว้อยู่”
การประณามอย่างเจ็บแสบของซุยเลี่ยต่อตั๋งโต๊ะ ก่อให้เกิดการยอมรับของขุนนางหลายคน ก่อนพากันสนับสนุนซุยเลี่ย
“ข้ามาจากกวนจงเพื่อเรื่องบ้านเมืองโดยเฉพาะ แต่เจ้ากลับใส่ร้ายป้ายสีข้า ข้าว่าเจ้าคงเบื่อชีวิตแล้วสินะ”
ตั๋งโต๊ะเป็นคนตรงไปตรงมา อารมณ์ร้าย จึงเกิดจิตสังหารต่อซุยเลี่ยทันที
“แม่ทัพตั๋งโต๊ะ นี่คือพระราชวังฉางเล่อ หาใช่แคว้นเลียงจิ๋วของพวกเจ้า เจ้ากล้าดีเยี่ยงไรมาอวดดีที่นี่”
ตั๋งโต๊ะเห็นชายหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งออกมา ทว่าไม่เข้าใจภูมิหลังของอีกฝ่ายมากเท่าไร จึงไม่ได้ขัดแย้งกับอีกฝ่ายในทันที
“เจ้าเป็นใครอีก?”
“ข้าน้อยอ้วนเปิ่นชู ตอนนี้เป็นผู้… เป็นคนในสังกัดจวนแม่ทัพใหญ่”
เดิมอ้วนเสี้ยวอยากพูดว่าเป็นผู้บัญชาการกองทัพกลาง ทว่าจู่ ๆ นึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่เล่าเจี้ยงได้กองทัพอุทยานทิศประจิมไปอยู่ในอาณัติตนเอง เขาก็ลาออกมานานแล้ว
“ที่แท้ก็คุณชายอ้วนนี่เอง”
ตั๋งโต๊ะย่อมไม่อยากขัดแย้งกับตระกูลอ้วน ด้วยการคัดค้านเล่าเปียนสืบทอดบัลลังก์ต่อก่อนหน้านี้ไม่ส่งผลกระทบต่ออ้วนฮองกับอ้วนหงุย
“แม่ทัพตั๋งโต๊ะ ฮ่องเต้องค์ก่อนเพิ่งถูกฝัง สิบขันทีถูกกำจัด ราชสำนักพังทลายรอการฟื้นฟู จะสร้างปัญหาขึ้นมาเพิ่มอีกได้อย่างไร? ควรรู้ว่าการปลดลูกคนโตทิ้งแล้วแต่งตั้งลูกคนเล็กมันผิดประเพณี”
ตั๋งโต๊ะได้ยินน้ำเสียงอ้วนเสี้ยวก็โกรธเกรี้ยวขึ้นทันที ไม่คิดเลยว่าตนแค่ไม่อยากขัดแย้งเจ้าหนุ่มนี่ แต่อีกฝ่ายกลับคิดว่าเขากลัว แถมยังกล้าสั่งสอนกันอีกด้วย
“อ้วนเปิ่นชู ข้าให้เกียรติเจ้า แต่เจ้ากลับไม่รู้ว่าตัวเองแซ่ไหนใช่ไหม? ตอนข้ายกทัพกรำศึกออกรบ เจ้ายังไม่ได้อยู่ในครรภ์มารดาเจ้าเลย กล้าดีอย่างไรมาสั่งสอนข้า”
อ้วนเสี้ยวไม่สนใจตั๋งโต๊ะเลยแม้แต่น้อย ท่าทางเช่นนั้นทำให้อ้วนเสี้ยวโกรธเกรี้ยวขึ้นทันที
“ตั๋งโต๊ะ เจ้าช่างทึกทักว่าตัวเองสำคัญจริง ๆ ตามกฎระเบียบ เจ้าที่เป็นข้าราชบริพารชั้นนอกเข้าเมืองหลวงมาก็ผิดกฎแล้ว ตอนนี้พวกขุนนางกำลังหารือเรื่องสืบทอดบัลลังก์ของฮ่องเต้องค์ใหม่ นี่เป็นเรื่องในราชสำนัก เจ้าที่เป็นข้าราชบริพารชั้นนอกมีสิทธิ์อะไรมาพูดที่นี่? เจ้าไม่คำนึงถึงแผ่นดิน กลับคิดปลดองค์ชายคนใหญ่และแต่งตั้งองค์เล็ก นี่ไม่ใช่การกบฏหรอกหรือ”
เรื่องวุ่นวายมาถึงขั้นนี้แล้ว ตั๋งโต๊ะก็คร้านจะปกปิดตัวเองแล้ว จึงชี้ไปที่อ้วนเสี้ยวอย่างคุกคาม
“เฮอะ! ไยเจ้าไม่ลองไปถามกองทัพห้าหมื่นคนของข้าดูเล่า ว่าข้าก่อกบฏหรือไม่”
ตามคาด เมื่อตั๋งโต๊ะเอ่ยถึงกองทัพห้าหมื่นนายออกมาก็กลายเป็นบารมีที่แข็งแกร่งทันที ขุนนางหลายคนล่าถอยไม่กล้าก้าวไปแตะหนวดตั๋งโต๊ะอีก
“เฮอะ! เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร ริอ่านจองหองเช่นนี้ องค์ชายใหญ่เป็นโอรสองค์โตในฮ่องเต้องค์ก่อน มีคุณธรรมดีงาม และไม่เคยมีความผิดอะไร แต่เจ้ากลับจะปลดลูกชายคนโตทิ้งแล้วแต่งตั้งลูกชายองค์เล็ก ข้าว่าเจ้าเป็นคนชั่วที่คิดจะแย่งชิงบัลลังก์มากกว่า”
ได้ฟังดังนั้นตั๋งโต๊ะยิ่งโกรธจัด ทว่าคนที่ออกมาครานี้เขาจะเพิกเฉยไม่ได้ อีกฝ่ายเป็นผู้ตรวจการเต๊งหงวนที่ควบคุมกองทัพเป๊งจิ๋วสามหมื่นคนนั่นเอง
“ดูเหมือนผู้ตรวจการเต๊งยืนกรานจะเป็นศัตรูกับข้า!”
เต๊งหงวนไม่เห็นหัวตั๋งโต๊ะแม้แต่น้อย ทั้งใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความเหยียดหยาม
“หึ คนอื่นกลัวเจ้า แต่ข้าไม่กลัว คนห้าหมื่นคนนั้นข้าจะสังหารเหมือนหมูเหมือนหมา!”
ตั๋งโต๊ะโมโหอย่างมาก เต๊งหงวนจองหองเกินไปแล้ว ไม่เห็นตัวเองอยู่ในสายตาเลย
“เจ้า…”
“โอ้! พระราชวังฉางเล่อแห่งนี้คึกคักกันจริงหนอ”
เสียงโผงผางดังขึ้นขัดจังหวะโทสะของตั๋งโต๊ะ ขุนนางทุกคนต่างตึงเครียดขึ้นมา เพราะพวกเขารู้จักเจ้าของเสียงนี้เป็นอย่างดี
ตอนนี้การหารือกันมาถึงจุดพลิกผันแล้ว ขอเพียงตัวเอกเจ้าของเสียงนี้สนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเปิดเผย ก็ไม่ต้องพูดอะไรกันอีก
คนผู้นี้ก็คือขุนพลพิทักษ์เล่าเจี้ยงที่รีบกลับมาจากประตูเมืองนั่นเอง!
ประตูใหญ่ถูกเปิดออก จากนั้นทหารก็พากันกรูกันเข้ามาจำนวนนับไม่ถ้วน เล่าเจี้ยงแต่งกายติดอาวุธครบมือเดินเข้ามาในตำหนักภายใต้การคุ้มกันของเตียนอุยและจูล่ง
การกระทำนี้ทำให้ทุกคนภายในตำหนักตกใจกลัว และพากันมองทหารที่จู่โจมเข้ามาด้วยความขลาดกลัว
หรือเล่าเจี้ยงจะบ้า? เตรียมฆ่าขุนนางทั้งหมด และกลายเป็นฮ่องเต้เสียเอง?
“ขุนพลพิทักษ์ นี่เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
ในระหว่างที่ทุกคนเลือกจะเงียบ ไม่ยอมถูกเล่าเจี้ยงสังเกตเห็น ขุนนางเก่าแก่คนหนึ่งก็ออกมา คือเลขาธิการโลติดที่ได้รับการช่วยเหลือจากเล่าเจี้ยงในตอนที่ตกอยู่ในอันตรายนั่นเอง
เดิมทีโลติดไม่อยากเจอหน้าเล่าเจี้ยง ถึงอย่างไรก่อนหน้านี้ตนก็ไม่ค่อยไว้หน้าอีกฝ่ายเท่าไรนัก ด้วยการกระทำในหลายปีนี้ กับอำนาจในปัจจุบันของทั้งสอง โลติดไม่มีหน้าไปให้เล่าเจี้ยงเห็นจริง ๆ
ความก้าวหน้าของเล่าเจี้ยงในช่วงหลายปีที่ผ่านมารวดเร็วมากจนโลติดยากจะเทียบเคียงได้ หากถามผู้คนในแผ่นดินตอนนี้ว่าใครคือขุนพลผู้โด่งดังแห่งต้าฮั่น คาดว่าทุกคนคงจะขานชื่อเล่าเจี้ยงออกมา โดยเฉพาะหลังจากฮองฮูสงพ่ายให้กับเปียนจาง
สามวีรบุรุษแห่งต้าฮั่นล้าสมัยไปแล้ว และไม่รู้ว่าได้กลายเป็นประโยคขำขันไปตั้งแต่เมื่อไร
“คารวะเลขาธิการโล”
โลติดไม่เพียงแต่เป็นขุนพลมีชื่อเสียง แต่ยังเป็นนักปราชญ์ที่โด่งดังไปทั่วอีกด้วย เล่าเจี้ยงย่อมไม่พูดจาหยาบคายเพราะเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้หรอก คนอื่นจะได้ไม่ต้องว่าเขาใจแคบ
เห็นเล่าเจี้ยงเป็นฝ่ายทักทายตัวเองก่อน ในใจโลติดเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกมากมายระคนกัน ทว่าสถานการณ์ตอนนี้เขาไม่ควรคิดฟุ้งซ่าน
“ขุนพลพิทักษ์ ทหารพวกนี้…?”
“เลขาธิการโลโปรดวางใจ ข้าแค่กังวลว่าจะเกิดความขัดแย้งกะทันหันในวันนี้ จึงเตรียมการป้องกันไว้ และให้ทหารมารักษาความสงบเรียบร้อย”
หลังจากอธิบายให้โลติดฟังแล้ว เล่าเจี้ยงก็กุมมือแล้วมองไปที่ขุนนางทุกคน
“ทุกท่านพูดออกมาได้เต็มที่เลย ขอเพียงไม่มีใครสร้างปัญหา ทหารเหล่านี้ก็จะไม่สนใจ”
เงียบกริบ… แม้เล่าเจี้ยงจะยืนยันหลายครั้ง ทั่วบริเวณยังคงสงบเช่นเดิม ไม่มีใครกล้าส่งเสียงออกมาอีก
เล่าเจี้ยงเดินตรงไปด้านหน้าสุด ก่อนหันกลับมามองขุนนางทุกคน และส่ายหัวอย่างจนใจ
“ช่างเถิด ในเมื่อทุกท่านไม่กล้าพูด เช่นนั้นไม่สู้ให้ข้าทำความเข้าใจเอง”
เห็นสายตาของเล่าเจี้ยงกวาดมองไปทั่ว ทุกคนก็ก้มหน้าลงเล็กน้อย ด้วยกลัวว่าขุนพลพิทักษ์จะสังเกตเห็นตัวเอง
“ใต้เท้าอ้วน?”
ในที่สุด สายตาเล่าเจี้ยงก็หยุดอยู่ที่คนน้องตระกูลอ้วน ทำให้ทั้งสองพี่น้องตระกูลอ้วนสั่นสะท้านไปทั้งตัว
“ตระกูลอ้วนเป็นขุนนางมาสี่ยุคสมัย ตอนนี้เป็นใหญ่ถึงสองคน ขอถามใต้เท้าอ้วนทั้งสองคิดเห็นอย่างไรกับฮ่องเต้องค์ใหม่?”
ทั้งสองเหลือบมองหน้ากัน สื่อสารกันผ่านทางสายตา ในที่สุดเจ้ากรมการศึกษาอ้วนฮองก็ออกมากุมมือคำนับก่อน
“ขุนพลพิทักษ์ ไม่ทราบว่าฮ่องเต้องค์ก่อนทิ้งคำสั่งเสียอะไรไว้หรือไม่ หากมีคำสั่งเสีย ก็ไม่จำเป็นต้องลำบาก…”
“ใต้เท้าอ้วน! ตอนนี้ข้ากำลังถามเจ้า ไม่ใช่ให้เจ้าถามข้า เข้าใจหรือไม่?”
[1] ชื่อหลาง (侍郎) เป็นชื่อขุนนางที่มีหน้าที่ประจำอยู่ในพระราชวัง เป็นหนึ่งในขุนนางชั้นหลาง (郎官) ตั้งขึ้นในยุคราชวงศ์ฉิน มียศสี่ร้อยต้าน
[2] ซุยเลี่ย (崔烈) เป็นขุนนางที่โด่งดังคนหนึ่งของพระเจ้าเลนเต้ เขาใช้เงินห้าล้านหยวนเพื่อซื้อตำแหน่ง มีความสามารถด้านวรรณกรรมและเขียนบทกวี หนังสือ คำสอน และบทกลอนสี่เล่ม