พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 314 เตียวเลี้ยวกับโกซุ่น
บทที่ 314 เตียวเลี้ยวกับโกซุ่น
ไม่นานข่าวตั๋งโต๊ะรับการสวามิภักดิ์จากลิโป้ และรวบยึดกองทัพเป๊งจิ๋วก็แพร่ขจรไปทั่วลกเอี๋ยง ทำให้เกิดความเสียหายครั้งใหญ่ต่อฝ่ายสนับสนุนองค์ชายใหญ่เล่าเปียนที่นำโดยตระกูลอ้วน
ในช่วงโกลาหลนี้ ผู้มีอำนาจทางทหารเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์พูด ไม่ว่าตระกูลอ้วนจะเก่งกาจมาจากไหน หากไม่มีกองกำลัง ก็ย่อมไม่มีทางให้นักรบอย่างตั๋งโต๊ะก้มหัวได้
หลังจากนั้นไม่นาน เล่าเจี้ยงมาเยี่ยมเยือนที่ค่ายของตั๋งโต๊ะ นอกจากไปแสดงความยินดีแล้ว ก็เพื่อไปกระตุ้นให้ตั๋งโต๊ะทำตามสัญญาที่ให้ไว้ด้วย
“ขุนพลพิทักษ์มากะทันหันเช่นนี้ ข้าเตรียมการต้อนรับไม่ดีนัก โปรดอย่าถือโทษกันเลย”
ต่างไปจากที่เล่าเจี้ยงคาดไว้มาก ตั๋งโต๊ะไม่ได้หยิ่งผยองเพราะผนวกกองทัพเป๊งจิ๋วได้ เขายังคงสุภาพมาก
“แม่ทัพตั๋งโต๊ะรับการสวามิภักดิ์จากลิโป้ และยังยึดกองกำลังสามหมื่นนาย ข้าจึงตั้งใจมาแสดงความยินดี”
ผู้ยื่นมือออกไปไม่ตบตีผู้ยิ้มให้*[1] เล่าเจี้ยงย่อมปฏิบัติต่อเขาอย่างเป็นมิตรเช่นกัน
“ขุนพลพิทักษ์ เชิญด้านใน!”
แต่หลังจากเข้าไปในกระโจมผู้บัญชาการแล้ว ความเย่อหยิ่งหลังเพิ่งได้รับกองกองทหารมาใหม่ก็ค่อย ๆ ปรากฏให้เห็นทีละน้อย
หากเป็นก่อนหน้านี้ ยามเล่าเจี้ยงมาที่ค่ายของตั๋งโต๊ะ ตั๋งโต๊ะจะสละที่นั่งหลักให้ แม้ว่าเล่าเจี้ยงจะปฏิเสธทุกครั้งก็ตาม ทว่าตั๋งโต๊ะไม่เคยเบื่อหน่ายเลย
คราวนี้หลังจากที่เล่าเจี้ยงเข้าไปในกระโจมใหญ่ ตั๋งโต๊ะไม่มีท่าทีอวดเบ่งใด ๆ แต่ก็นั่งลงโดยแยกฐานะแขกกับเจ้าบ้านทันที
เล่าเจี้ยงยิ้มเยาะในใจครู่หนึ่ง ขนาดแค่เพิ่งเริ่มต้นยังเป็นเช่นนี้ อีกไม่นานตั๋งโต๊ะก็คงแทบจำเขาไม่ได้
“แม่ทัพลิโป้ ครั้งก่อนพบกันเรายังต่อสู้กันอยู่ในสนามรบ ไม่คิดเลยว่าแค่เวลาสั้น ๆ ไม่กี่วัน ท่านก็สวามิภักดิ์ต่อแม่ทัพตั๋งโต๊ะแล้ว”
เมื่อเห็นลิโป้ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ตั๋งโต๊ะ เล่าเจี้ยงต้องอยากทักทายอยู่แล้ว
ลิโป้กุมมือคำนับ ก่อนหน้านี้ตั๋งโต๊ะได้บอกเขาแล้วว่าช่วงเวลานี้จะล่วงเกินเล่าเจี้ยงไม่ได้
“ที่ผ่านมาลิโป้ล่วงเกินขุนพลพิทักษ์ไปมาก โปรดอภัยให้ด้วย”
“อะไรกัน ก่อนหน้าทุกคนล้วนมีนายของตัวเอง ท่านแม่ทัพจะมีความผิดได้อย่างไร? ที่ผ่านมาแล้วก็ให้มันแล้วไปเถิด ไม่ต้องไปสนใจ”
ตั๋งโต๊ะหัวเราะร่า พลางมองลิโป้ด้วยความภาคภูมิใจ
“เฟิ่งเซียนลูกพ่อ พ่อบอกแล้วใช่ไหมเล่า ขุนพลพิทักษ์จิตใจกว้างขวาง ต้องไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเจ้าแน่”
ลิโป้พยักหน้าอย่างอาย ๆ แม้จะรับตั๋งโต๊ะเป็นพ่อบุญธรรมแล้ว กระนั้นเอาแต่เรียกลูกพ่อ ๆ ทุกวัน ก็รู้สึกแปลกพิกล
“ไม่คิดเลยว่าแม่ทัพตั๋งโต๊ะจะรับลูกบุญธรรมที่เก่งกาจอาจหาญเช่นนี้ ช่างน่ายินดีนัก!”
เล่าเจี้ยงรู้เรื่องนี้มานานแล้ว แต่ยังแสร้งทำเป็นตกใจ
“ฮ่า ๆ ๆ ข้ากับเฟิ่งเซียนมีวาสนาต่อกันจริง ๆ นี่ต้องขอบคุณขุนพลพิทักษ์ถึงจะถูก”
สำหรับการสวามิภักดิ์ของลิโป้ ตั๋งโต๊ะรู้สึกขอบคุณเล่าเจี้ยงอย่างใจจริง หากไม่มีอำนาจบารมีของเล่าเจี้ยงหนุนหลัง มีหรือตั๋งโต๊ะจะกล้าเผชิญหน้ากับลิโป้ขนาดนี้
นอกจากเต๊งหงวนแล้ว แทบไม่มีใครเห็นลิโป้เป็นแค่ขุนพลตัวกระจ้อยเลย ต่างเห็นเป็นแม่ทัพคนหนึ่งทั้งนั้น
“แม่ทัพตั๋งโต๊ะ วันนี้เล่าเจี้ยงมาเพราะมีเรื่องหนึ่งจะหารือกับแม่ทัพตั๋งโต๊ะ เป็นเรื่องเกี่ยวกับราชสำนัก”
“ขุนพลพิทักษ์เชิญว่ามาได้เลย”
เมื่อได้ยินว่าเป็นเรื่องของราชสำนัก ตั๋งโต๊ะหุบยิ้มฉับทันที และเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นมา
ตอนนี้ตั๋งโต๊ะอยากได้ทหารก็ได้ทหาร อยากได้ขุนพลก็ได้ขุนพล เขาไม่พอใจกับตำแหน่งแม่ทัพปราบเถื่อนหรือผู้ว่าการเขตตำแหน่งชั่วคราวนี้อีกต่อไปแล้ว!
แม้เล่าเจี้ยงจะไม่เอ่ยถึงเรื่องในราชสำนัก แต่ตั๋งโต๊ะก็จะขอตำแหน่งด้วยตัวเองอยู่ดี
“ตระกูลอ้วนเป็นตระกูลขุนนางมาสี่สมัย มีพรรคพวกกระจายอยู่ทั่วใต้หล้า อำนาจบารมีแข็งแกร่ง บัดนี้ยิ่งมีอ้วนหงุยกับอ้วนฮองมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งราชการ อ้วนหงุยรับตำแหน่งเจ้ากรมการศึกษา ส่วนอ้วนฮองเป็นเจ้ากรมโยธา เพื่อให้ตระกูลอ้วนได้ตำแหน่งสองในสามตำแหน่งสามอัครเสนาบดีไว้กับตัว หากแม่ทัพตั๋งโต๊ะอยากสนับสนุนให้หองจูเหียบเป็นฮ่องเต้ เสียงคัดค้านจากคนสองคนนี้ไม่ใช่แค่เสียงนกเสียงกาแน่”
คำพูดของเล่าเจี้ยงตรงกับความคิดของตั๋งโต๊ะพอดี ตั๋งโต๊ะทั้งรักทั้งเกลียดตระกูลขุนนางเหล่านี้เป็นที่สุด!
หากไม่มีการสนับสนุนจากพวกเขา ราชวงศ์ฮั่นคงดำเนินไปได้ยาก ตั๋งโต๊ะเองก็ยึดครองเมืองหลวงไม่ได้ง่าย ๆ ทว่าตระกูลขุนนางเก่าแก่เกาะกลุ่มก้อนกันเหนียวแน่นมาก พวกเขายึดตระกูลอ้วนเป็นผู้นำไว้มั่นไม่เปลี่ยนแปลง
ที่สำคัญคือตระกูลขุนนางทรงอิทธิพลไม่ชอบปฏิปักษ์เช่นแม่ทัพจากตระกูลทรงอิทธิพลอย่างตั๋งโต๊ะอยู่แล้ว และเต๊งหงวนร่วมมือกับตระกูลอ้วนหาใช่เพราะเขาสนับสนุนองค์ชายใหญ่เล่าเปียน แต่เพราะเต๊งหงวนเป็นคนของตระกูลขุนนางเก่าแก่
“ขุนพลพิทักษ์หมายความว่า?”
“ขับไล่อ้วนฮองออกจากลกเอี๋ยง ปล่อยตำแหน่งเจ้ากรมโยธาว่างไว้ให้แม่ทัพตั๋งโต๊ะรับไป”
ตั๋งโต๊ะใจสั่น
เจ้ากรมโยธา!
หนึ่งในสามอัครเสนาบดี!
นี่มันเหนือความคาดหมายของเขาไปมากจริง ๆ
ไม่คิดเลยว่าเล่าเจี้ยงจะใจกว้างขนาดนี้ ผลักตนไปสู่ตำแหน่งสามอัครเสนาบดี! ควรรู้ว่าสามอัครเสนาบดีใหญ่กว่าขุนพลพิทักษ์มาก!
“เช่นนั้นขุนพลพิทักษ์ต้องการอะไร ตำแหน่งแม่ทัพใหญ่หรือ?”
ตั๋งโต๊ะย่อมไม่คิดว่าจะมีเรื่องที่ไม่ต้องออกแรง ในมุมมองของเขา เล่าเจี้ยงหว่านล้อมตัวเองอย่างสุดกำลังเช่นนี้ เพราะปรารถนาอำนาจมากขึ้นเป็นแน่
เหนือขุนพลพิทักษ์ ย่อมมีเพียงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่นี้เท่านั้น!
“แม่ทัพใหญ่หรือ? ไม่ แค่ขุนพลพิทักษ์ข้ายังทำได้ไม่ดีพอเลย จะสามารถรับหน้าที่แม่ทัพใหญ่ได้อย่างไร”
เล่าเจี้ยงปฏิเสธความคิดของตั๋งโต๊ะโดยไม่ลังเล อีกทั้งท่าทางยังสงบเด็ดเดี่ยวมาก ไม่ใช่การแสร้งปฏิเสธแน่นอน
“แล้วขุนพลพิทักษ์ต้องการอะไร เชิญบอกมาตรง ๆ ได้เลย!”
“ข้าไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น ความยุ่งเหยิงในราชสำนักช่างสับสนวุ่นวายเหลือเกิน! ข้าอยากรอให้แม่ทัพตั๋งโต๊ะรับตำแหน่งเจ้ากรมโยธาแล้ว ก็จะมุ่งมั่นตั้งใจปกป้องเมืองหลวง ไม่เข้าไปยุ่งเรื่องในราชสำนักอีก ถึงครานั้นเรื่องการเมืองในลกเอี๋ยงขอฝากไว้กับแม่ทัพตั๋งโต๊ะแล้ว!”
ตั๋งโต๊ะอดเบิกตากว้างไม่ได้ ไม่คิดเลยว่าจะมีเรื่องดี ๆ เช่นนี้อยู่อีก! เล่าเจี้ยงจะสละตำแหน่งให้คนที่คู่ควรมากกว่าหรือ?
“ขุนพลพิทักษ์คงไม่ได้กำลังทดสอบข้าอยู่ใช่ไหม? ท่านไม่ต้องกังวล ตั้งแต่ต้นจนจบข้าเต็มใจปฏิบัติตามคำสั่งของขุนพลพิทักษ์!”
เรื่องที่ไม่ต้องออกแรงทำอะไรเลยเช่นนี้ช่างน่าระแวงจริง ๆ ตั๋งโต๊ะไม่เชื่อเด็ดขาดว่าเล่าเจี้ยงจะมีเจตนาดีขนาดนี้ และไม่เชื่อเด็ดขาดว่าอีกฝ่ายจะเต็มใจสละโอกาสในการควบคุมราชสำนัก!
“ฮ่า ๆ แม่ทัพตั๋งโต๊ะกังวลเกินไปแล้ว แค่จัดการกองทัพอุทยานทิศประจิมกับหน่วยองครักษ์หลวงก็ว้าวุ่นพอแล้ว ข้าไม่อยากไปเผชิญหน้ากับขุนนางพวกนั้นอีก ต่อไปเรื่องพวกนี้รบกวนแม่ทัพตั๋งโต๊ะด้วย”
ตั๋งโต๊ะเข้าใจแล้ว เล่าเจี้ยงคิดจะยึดอำนาจทางทหารเท่านั้น และทิ้งทุกอย่างในลกเอี๋ยงให้ตัวเอง ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไม่ต้องกังวลอะไรแล้ว
เนื่องจากตั๋งโต๊ะไม่เคยมีความคิดจะรบกับกองทัพของเล่าเจี้ยงมาตั้งแต่แรก ดังนั้นเงื่อนไขข้อนี้ของเล่าเจี้ยง เขาจึงไม่คัดค้านใด ๆ
“เฮ้อ! ในเมื่อขุนพลพิทักษ์ไม่อยากคบค้ากับคนแก่เหล่านี้ งั้นก็ปล่อยทุกอย่างให้เป็นหน้าที่ข้า ให้ข้าเป็นธุระไปเบิกทางให้ขุนพลพิทักษ์เอง!”
ตั๋งโต๊ะไม่ปฏิเสธอีกต่อไป และตกลงอย่างองอาจผึ่งผาย ถึงอย่างไรทั้งหมดเล่าเจี้ยงก็ยินยอมด้วยความสมัครใจ และตั๋งโต๊ะก็ยังปฏิเสธแล้วด้วย แม้ว่าวันหนึ่งเล่าเจี้ยงจะนึกเสียใจ แต่เชื่อว่าจะไม่โทษเขาแน่นอน!
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ขอรบกวนแม่ทัพตั๋งโต๊ะแล้ว จริงสิ ท่านยังจำข้อตกลงที่เราทำไว้เมื่อไม่นานนี้ได้หรือไม่?”
หลังจากเกรงใจมานาน ในที่สุดเล่าเจี้ยงก็เอ่ยถึงประเด็นหลัก จุดประสงค์แท้จริงที่เขามาที่นี่มีเพียงสองคนเท่านั้น
“จำได้สิ จำได้! ขุนพลพิทักษ์อยากได้คนสองคนมิใช่หรือ? ไม่มีปัญหา บอกมาได้เลย ข้าจะให้เฟิ่งเซียนไปหามาให้”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าอย่างดีใจมาก ตั๋งโต๊ะมีความสุขเช่นนี้ดีไม่น้อยเลย!
“เช่นนั้นรบกวนแม่ทัพลิโป้แล้ว คนสองคนที่ข้ากำลังหาชื่อเตียวเลี้ยวกับโกซุ่น สองคนนี้มีตำแหน่งไม่สูงนักหรืออาจจะเป็นแค่นายกองอยู่ในกองทัพเป๊งจิ๋ว ”
“เตียวเหวินหยวนกับโกจาวต๋าหรือ?”
ไม่คิดเลยว่าลิโป้จะโพล่งชื่อของสองคนนี้ออกมา ทำให้เล่าเจี้ยงตกใจเล็กน้อย
หรือลิโป้จะรู้ความสามารถของคนสองคนนี้? หากเป็นเช่นนี้ ตั๋งโต๊ะจะตัดใจให้หรือไม่ คงพูดยากแล้ว
“ใช่แล้ว ข้ากำลังหาสองคนนี้!”
อืม กลัวอะไรได้อย่างนั้นจริง ๆ หลังจากที่เล่าเจี้ยงยืนยัน สีหน้าของลิโป้เปลี่ยนเป็นลำบากใจขึ้นมาทันที
[1] คนที่ยื่นมือมาย่อมไม่ตบคนที่ยิ้มให้ (伸手不打笑脸人) หมายถึง เมื่ออีกฝ่ายทำดีด้วยหรือสำนึกผิดก็ไม่อาจไม่ทำดีด้วยได้
[2] เตียวเลี้ยว (张辽) เดิมเป็นขุนพลของลิโป้ แต่ต่อมากลายเป็นขุนพลคนสำคัญของโจโฉ ชำนาญทั้งในพิชัยสงคราม กลศึก การรบบนหลังม้า และเป็นชายที่กวนอูให้ความเคารพนับถือในความซื่อสัตย์และฝีมือ ทั้ง ๆ ที่อยู่คนละฝ่ายกัน
[3] โกซุ่น (高顺) ขุนพลร่วมชะตากรรมของลิโป้ เป็นแม่ทัพหน่วยทะลวงค่าย ออกรบเป็นทัพหน้าให้ลิโป้หลายครั้ง พื้นเพเป็นชาวเมืองฉางตั๋ง มีนิสัยซื่อตรง เคร่งครัด ภาพลักษณ์ดี ไม่ดื่มสุรา ไม่รับสินบาท ไม่คาดสินบน วีรกรรมที่น่าจดจำครั้งหนึ่งคือนำทัพเอาชนะแฮหัวตุ้น ขุนศึกคู่ใจของโจโฉได้ ซึ่งศึกนั้นทำให้แฮหัวตุ้นเสียดวงตาไป แม้ไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างดีนักจากลิโป้ แต่ก็ยอมตายไปพร้อมกับลิโป้ในท้ายที่สุด