พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 351 เตียนอุยเดือดดาล
บทที่ 351 เตียนอุยเดือดดาล
เสียงแผดตะโกนฉับพลันประดุจเสียงฟ้าผ่า ทำเอาพวกขี้ขลาดหลายคนตัวสั่นสะท้าน
เล่าเจี้ยงตกใจไม่แพ้กัน กระนั้นมิได้ตกใจเพราะเสียง แต่นึกว่าเตียนอุยถูกง้าวงันเหลียงฟันเข้าแล้ว!
ครั้นขยี้ตามองอีกครั้ง เห็นทั้งสองยังยืนนิ่งดังเดิม ผู้เป็นนายจึงวางใจลงตามมิได้รีบร้อนไปช่วยเตียนอุยแต่อย่างใด
ภายใต้สถานการณ์การประลองขุนพลนี้ เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแพ้พ่ายจะส่งผลกระทบขั้นมหาศาล กระทั่งว่าจบการประลองแล้ว อาจบดขยี้ทั้งกองทัพได้ทีเดียว! หากยามนี้เล่าเจี้ยงส่งจูล่งไป เป็นไปได้สูงว่าอาจทำให้อ้วนเสี้ยวสั่งกองทัพบุก
ประการต่อมาคือความเข้าใจในฝีมือของลูกน้องอย่างกระจ่างแจ้ง เล่าเจี้ยงไม่มีทางเชื่อว่างันเหลียงจะแข็งแกร่งกว่าเตียนอุย นั่นเป็นไปไม่ได้!
สู้เขาเตียนอุย เจ้าแพ้ไม่ได้เด็ดขาด!
ชั่วเวลานั้น เล่าเจี้ยงทำได้เพียงส่งกำลังใจให้ขุนศึกทวนคู่
แน่นอน หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน เล่าเจี้ยงจะไม่สนใจสิ่งอื่นใดอีกต่อไป และยังเชื่อว่าจูล่งข้างกายเขาต้องลงมือทันทีอย่างแน่นอน
“ไอ้อัปลักษณ์ เลิกต่อต้านได้แล้ว ให้ข้าช่วยปลดปล่อยเจ้าเสีย!”
ประโยคนี้ดังเล็ดลอดไรฟันงันเหลียง เขาแทบไม่เหลือแรงใช้ในการพูดมากนักแล้ว เตียนอุยต่อต้านแกร่งเกินไป เหนือเกินกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้มาก
เตียนอุยไม่สนใจงันเหลียง ขณะเดียวกันกับที่รวบรวมแรงต่อต้าน ก็กำลังหาโอกาสโต้กลับไปพร้อมกัน
ผ่านไปเพียงสิบชั่วลมหายใจ เตียนอุยค่อย ๆ ตั้งหลักได้ กลับกลายเป็นงันเหลียงเสียเองที่เริ่มเหงื่อแตก!
งันเหลียงมีประสาทสัมผัสรับรู้ทางด้านร่างกายเข้าขั้นเฉียบคม รู้ดีว่ากำลังของตัวเองกำลังหมดลงอย่างรวดเร็ว สองแขนเริ่มรู้สึกถึงความชา หากจัดการเตียนอุยไม่ได้อีก เช่นนั้นตนต้องเป็นฝ่ายหมดแรงแทนแน่
ขณะขุนพลกำลังประลองเดี๋ยวนั้น สิ่งต้องห้ามขั้นสุดคือการว่อกแว่ก! เตียนอุยถูกบีบจนถึงจุดสิ้นหวังเพราะฟุ้งซ่านไร้สมาธิ ไม่คาดคิดว่ายามนี้งันเหลียงเองก็ทำผิดมหันต์เข้าแล้ว
ขุนศึกทวนคู่คว้าโอกาสในชั่ววินาทีที่คู่ประลองฟุ้งซ่านไว้ได้ ชักทวนใหญ่เหวี่ยงเข้าหน้าอกอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงกะทันหันนี้ทำเอางันเหลียงไม่ทันตั้งตัวแม้แต่น้อย เจ้าตัวเสียศูนย์ถ่วงแรงฉับพลัน เกือบคะมำพุ่งตกม้า
ไหนเลยเตียนอุยจะปล่อยโอกาสทองหลุดมือ สกัดง้าวใหญ่ไว้อีกครั้ง ก่อนยกเท้าถีบม้าศึกงันเหลียงทันใด!
คราวนี้เตียนอุยไม่กล้าประมาท ทุ่มแรงถีบเต็มกำลัง ลูกถีบเดียวทำให้ม้าศึกเสียการทรงตัวฉับพลัน จนงันเหลียงร่วงจากหลังม้าศึกลงพื้น
สภาพการณ์ของสองฝ่ายแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในชั่วพริบตา
“ไอ้สุนัข เมื่อครู่พล่ามปากดีเหลือเกิน มาลิ้มรสคมทวนของอากงเตียนเสียเถอะ!”
ในที่สุดเตียนอุยก็หายใจได้เต็มปอด ชูง้าวใหญ่ขึ้นเหนือหัว เขาคิดทุ่มพละกำลังทั้งกายบดขยี้หัวงันเหลียงให้แหลกละเอียด
“ตายเสียเถอะ!”
เปรี้ยง!
ครั้นเห็นคมทวนใหญ่กำลังจะเสียบทะลวงหัวงันเหลียง ชั่วเวลานั้นทวนยาวด้ามหนึ่งพลันปรากฏ สกัดต้านทวนใหญ่ไว้ได้ทันเวลา
“หืม?”
เตียนอุยเงยหน้ามอง ขุนศึกคนหนึ่งโผล่มาตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ ฝ่าทะยานถึงตัวเขาในชั่วพริบตา
“หน้าไม่อาย คาดไม่ถึงว่าจะลอบโจมตีเช่นนี้!”
คนผู้นี้คือขุนพลอันดับสองในอาณัติอ้วนเสี้ยว บุนทิว!
อ้วนเสี้ยวไม่มีวันสนใจเรื่องความยุติธรรมใด ๆ กับเล่าเจี้ยง ไม่ง่ายเลยกว่าเขาจะฟูมฟักขุดงันเหลียงขึ้นมาเป็นขุนพลได้ สงครามนับจากนี้จะขาดเขาไปได้หรือ? อ้วนสุดไม่ยอมให้งันเหลียงตายที่นี่เด็ดขาด!
ยามเห็นงันเหลียงมีภัย อ้วนสุดไร้ซึ่งความลังเล แล้วสั่งการให้บุนทิวบุกเข้าร่วมสู้ทันที
ความสัมพันธ์ของงันเหลียงและบุนทิวนั้นพบเจอได้ยากยิ่ง ทั้งที่มิได้ร่วมสายเลือดแต่กลับเหมือนพี่น้อง เมื่อเห็นงันเหลียงกำลังประสบชะตากรรมลำบาก ก็ทุ่มสุดแรงเข้าช่วยเหลือ
เจ้าผีอัปลักษณ์นี่แรงมหาศาลยิ่งนัก พี่ใหญ่สกัดเขาไว้ได้อย่างไรกัน!
บุนทิวอดตกตะลึงเสียมิได้ เตียนอุยใช้มือข้างเดียวถือทวน ก็อาศัยพละกำลังสกัดเขาไว้ได้แล้ว
“พี่ใหญ่ รีบลุกขึ้น! ข้าจวนจะไม่ไหวแล้ว!”
งันเหลียงตกใจจนแน่นิ่งไป หากมิใช่เพราะบุนทิวตะโกนเรียก เขาคงยังไม่ตั้งสติกับสถานการณ์ตนตรงหน้าแน่
ครั้นตั้งหลักได้ เขาก็รีบกลิ้งหนีออกจากใต้คมทวนเตียนอุย ก่อนคว้าง้าวควบม้ากลับไปหาอ้วนเสี้ยวทันที
งันเหลียงหนีรอดได้อย่างหวุดหวิด บุนทิวถอนหายใจอย่างโล่งอก ในที่สุดก็ไม่ต้องปะทะกับเตียนอุยแล้ว
บุนทิวรีบชักทวนกลับ ก่อนจะโดนการโจมตีเตียนอุยสวนเข้ามาด้วยความเร็วสูง!
“ทุเรศสิ้นดี! หนีไปเสียอย่างนั้น เช่นนั้นเจ้าก็อยู่ตรงนี้แทนเสียเถอะ!”
เดิมทีเตียนอุยหมายหัวงันเหลียงไว้ว่าต้องฆ่าให้ได้ ทว่ายามนี้กลับเป็นเพราะบุนทิวทำให้งันเหลียงหนีรอด แรงโทสะทั้งหมดย่อมพุ่งเป้าไปยังบุนทิวแทน
วิชาทวนและวิชาง้าวนั้นแตกต่างกัน แรงที่เตียนอุยส่งผ่านทวนใหญ่ในมือ ถูกบุนทิวใช้ทักษะทวนอันเชี่ยวชาญขจัดทิ้งกระทั่งอยู่ในขอบเขตแรงที่สามารถทนรับได้
บุนทิวรูปร่างกำยำแข็งแรง พละกำลังย่อมไม่อ่อนด้อย กระนั้นก็ไม่มีค่าพอให้เตียนอุยพูดถึงอยู่ดี! ทว่าวิชาทวนของบุนทิวกลับยอดเยี่ยมเข้าขั้น เพียงชั่วพริบตาก็สูสีกับเตียนอุยแล้ว
“จูล่ง เจ้าว่าวิชาที่ชายผู้นั้นใช้คือวิชาทวนหงส์ร่อนปักษารำใช่ไหม?”
อีกฝ่ายมิได้กล่าวรายงานแซ่นาม กระนั้นจากฝีมือการรบและคำเรียกขานงันเหลียงแล้ว นักท่องเวลาก็ไม่สามารถคิดเป็นอื่นไปได้
ตรงหน้านี้ต้องเป็นเจ้าแห่งทวน บุนทิว อย่างไม่ต้องสงสัย!
อย่างไรเสียยามนี้ อ้วนเสี้ยวก็เหลือไพ่ตายแค่งันเหลียงและบุนทิวเท่านั้น
จูล่งเฝ้ามองแนววิชาทวนของบุนทิวไม่ละสายตา หลังจากมั่นใจแล้วจึงพยักหน้าเบา ๆ
“ไม่ผิดขอรับ ทว่าการฝึกฝนของบุนทิวคงมีปัญหาอยู่บ้าง วิชาทวนของเขาเน้นหนักที่การรุกและป้องกัน ทว่าตอนรุกโจมตีกลับมิได้เฉียบคมมากพอ การป้องกันก็มิได้หนาแน่นอย่างที่ควรเช่นกัน”
“สูงไม่ถึง ต่ำไม่พอหรือ? เช่นนั้นไฉนเขาถึงได้ตอบโต้ไปมากับเตียนอุยได้สูสีเล่า?”
เล่าเจี้ยงมองจูล่งอย่างสงสัย ไม่เข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายสื่อ
ไม่ว่าจะวิชาทวนก็ดี วิชาง้าวก็ดี จำต้องเน้นไปทางใดทางหนึ่งเป็นหลัก กระนั้นหากต้องการเน้นโจมตีและป้องกันไปด้วย ไม่ว่าแข็งแกร่งเพียงใดก็ย่อมทำได้ ทว่าผู้ที่ทำได้ทั้งเน้นโจมตีและป้องกันกลับมีน้อยนับนิ้วได้! แม้แต่จูล่งเองก็ยังเน้นการป้องกันได้อย่างสมบูรณ์เพียงทางเดียวเท่านั้น
“นายท่าน ที่ข้าหมายถึงนั้นคือในส่วนของตัวข้าเอง หากคนผู้นี้สู้กับข้า การโจมตีของเขาไม่มีทางทำลายการป้องกันข้าได้ อีกทั้งเมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีของข้า เขาเองก็มิอาจป้องกันได้อย่างรอบด้านเช่นกัน”
เล่าเจี้ยงมุมปากกระตุก ขุนศึกรูปงามผู้นี้แอบโอ้อวดตัวเองอยู่เหมือนกันนี่นา!
สิ่งที่จูล่งสื่อนั้นเล่าเจี้ยงเข้าใจกระจ่างแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเมื่อเผชิญหน้ากับคนอ่อนแอ ย่อมสามารถบดขยี้ให้แหลกได้ ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับคนที่ฝีมือเทียบเท่าหรือแข็งแกร่งกว่าตนแล้ว จุดบกพร่องย่อมขยายใหญ่ตาม
เป็นไปตามที่จูล่งคาดไว้ ครั้นนายท่านเบี่ยงสายตามองสนามรบอีกครั้ง เตียนหุยก็เป็นฝ่ายได้เปรียบแล้ว ทั้งยังค่อย ๆ บีบทางบุนทิวอีกด้วย
ดูท่างันเหลียงและบุนทิวก็มิได้มีฝีมือมากมาย เตียนอุยคนเดียวจัดการอีกฝ่ายได้ถึงสองคน อย่างไรก็เอาชนะได้แน่!
เล่าเจี้ยงคลายใจลงตามเช่นกัน หากเป็นแบบนี้ต่อไป ไม่นานบุนทิวต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน
เอาชนะขุนพลสองคนของอ้วนเสี้ยวติดต่อกันสองรอบ เขาเชื่อว่าการโจมตีครั้งนี้ต้องสร้างความเสียหายมหาศาล
อ้วนเสี้ยวไม่เหลือท่าทางปรีดีปรีดาก่อนหน้าแล้ว งันเหลียงพ่ายแพ้ บุนทิวก็ดูจะไม่ไหวแล้ว ทั้งสองคนคือยอดฝีมือที่สุดของเขาแล้ว คาดไม่ถึงว่าจะสู้ลูกน้องเล่าเจี้ยงไม่ได้สักคน เช่นนั้นตนจะเอาหน้าไปไว้ไหนได้อีก?
อย่างไรเสียก่อนหน้านี้ก็ไม่คุยกันเรื่องจริยธรรมการต่อสู้อยู่แล้ว ซึ่งอ้วนเสี้ยวก็ไม่คิดพูดถึงมันอีกต่อไป!
“งันเหลียง เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ยังเหลือเรี่ยวแรงสู้อีกหรือไม่?”