พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 93 โป๋เล่อดูม้า
บทที่ 93 โป๋เล่อดูม้า
บทที่ 93 โป๋เล่อดูม้า*[1]
ท่าทางของเล่าเจี้ยงไม่เพียงทำให้ผู้ทรงสติปัญญาทั้งสองหัวเราะ แต่ยังทำให้บรรยากาศทางด้านอารมณ์ผ่อนคลายลงด้วย
“ท่านทั้งสอง ต่อไปโปรดชี้แนะข้าด้วย!”
เล่าเจี้ยงดึงมือทั้งสองปราชญ์มาจับไว้แน่น
“วันนี้ไม่เพียงแต่เฉินผิงแห่งฮั่น แต่เตียวเหลียงก็สวามิภักดิ์ด้วย ช่างเป็นโชคสองชั้น! โชคสองชั้นจริง ๆ!”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ!”
“ข้าซุนฮิวมิบังอาจรับคำชมจากนายท่านเช่นนี้หรอก!”
ซุนฮิวปากบอกไม่รับ ทว่าในใจกลับรู้สึกตื้นตันใจอย่างมาก
เตียวเหลียงเป็นใครน่ะหรือ? คือกุนซือของพระเจ้าฮั่นเกาจู่! หากไม่มีเตียวเหลียง ราชวงศ์ฮั่นจะมีรากฐานยาวนานถึงสี่ร้อยปีหรือ!
ไม่คิดเลยว่าเล่าเจี้ยงจะเปรียบเขากับเตียวเหลียง นี่มันหาใช่การให้ความสำคัญธรรมดาแล้ว!
อีกฝ่ายให้ราคาบัณฑิตไร้ชื่อเช่นเขาถึงเพียงนี้
ซุนฮิวตัดสินใจ จะไม่ทำให้นายท่านผิดหวังเด็ดขาด!
“ในอดีตพระเจ้าฮั่นเกาจู่ได้รับความช่วยเหลือจากเตียวเหลียงกับเฉินผิง จนกลายเป็นฮ่องเต้ในที่สุด จึงมีราชวงศ์ฮั่นมานับหลายร้อยปี!”
“ทั้งสองท่านเป็นคนมีความสามารถ ไม่น้อยไปกว่าเตียวเหลียง และเฉินผิงเลยสักนิด!”
“หวังว่าต่อไปทั้งสองท่านจะให้คำชี้แแนะแก่เล่าเจี้ยง! พวกเราร่วมแรงร่วมใจกัน ราชวงศ์ฮั่นต้องรุ่งเรืองแน่!”
กาเซี่ยงกับซุนฮิวมองหน้ากัน พวกเขาเห็นความมุ่งมั่นจากสายตาของอีกฝ่าย
“พวกเราจะไม่ทำให้นายท่านผิดหวัง!”
จวบจนพวกเล่าเจี้ยงสามคนสงบลงแล้ว พวกฮองตงสี่คนก็เข้ามา
ตอนนี้ในห้องไม่เพียงแต่มีกุนซือซุนฮิว และกาเซี่ยงสองคนเท่านั้น ยังมีขุนพลฮองตง เตียนอุย จูล่งและไทสูจู้ด้วย!
“ทุกท่านที่อยู่ที่นี่ เรียกได้ว่าเป็นพี่น้องร่วมเป็นร่วมตายและเป็นคนสนิทของข้า!”
“ข้าเล่าเจี้ยงเดิมเป็นคนไม่สำคัญ กลับได้รับความช่วยเหลือจากผู้เก่งกาจทุกท่าน ข้ารู้สึกเป็นเกียรติยิ่งนัก!”
คำพูดของเล่าเจี้ยงเปี่ยมด้วยความจริงใจ หากเป็นสิบกว่าปีก่อน เขาไม่กล้าคิดเลยว่าตัวเองจะมีกุนซือและขุนพลรายล้อมข้างกายมากมายขนาดนี้!
“พวกเราได้รับความสำคัญจากนายท่าน ก็รู้สึกว่าเป็นเกียรติยิ่งนัก!”
นายกับลูกน้องต่างถ่อมตนต่อกันอยู่ครู่หนึ่ง พลันบรรยากาศก็มาถึงจุดสำคัญ
“ข้าขอแนะนำแทนทุกท่าน”
เล่าเจี้ยงผายมือไปทางกาเซี่ยงกับซุนฮิว
“ท่านผู้นี้คือกาเซี่ยง นามรองกาเหวินเหอ ท่านผู้นี้คือซุนฮิว นามรองซุนกงต๋า”
“ทั้งสองเป็นนักปราชญ์เฉลียวฉลาดเหนือผู้คน อุปนิสัยใจคอดี มีความสามารถ! ตอนนี้เป็นจู่ปู้กับจ่างสื่อชั่วคราว แต่ความจริงเป็นกุนซือฝ่ายซ้ายขวา!”
“กุนซือทั้งสองเปี่ยมด้วยกลยุทธ์หลากหลาย มีแผนการแยบยล วันหน้านำทัพออกรบ! ทุกท่านต้องเชื่อฟังคำสั่งการของกุนซือ อย่าให้มีผิดพลาด!”
เล่าเจี้ยงตักเตือนทั้งผู้บัญชาการทั้งสี่ก่อน
อย่างไรแล้วทั้งสี่คนก็ติดตามเขามานาน ทั้งยังเป็นทหารผ่านศึกในสนามรบมาหมดแล้ว คงหลีกเลี่ยงการดูแคลนบัณฑิตที่เข้าร่วมทัพครั้งแรกไม่พ้น
ในประวัติศาสตร์ เมื่อแฮหัวตุ้นได้ยินว่าเล่าปี่แต่งตั้งจูกัดเหลียงวัยยี่สิบแปดปีเป็นกุนซือ เขายังหัวเราะเยาะอยู่เลย!
จะเห็นได้ว่าอายุมีความสำคัญกับคนในสมัยนี้มากจริง ๆ
ทีแรกพวกฮองตงเห็นซุนฮิว ก็รู้สึกดูแคลนในใจเล็กน้อย อย่างไรเสียซุนฮิวก็มีอายุเพียงยี่สิบกว่าปี ยังเด็กเกินไป
แต่พวกเขาไม่แคลงใจกับความสามารถในการมองคนของเล่าเจี้ยง หากกล่าวถึงเรื่องมองคนได้แม่นยำ หากเล่าเจี้ยงนับว่าตัวเองเป็นอันดับสอง ก็ไม่มีใครกล้าเป็นอันดับหนึ่งแน่นอน!
ฮองตงเดิมเป็นทหารชั้นผู้น้อย ไทสูจู้อาจกล่าวได้ว่าถูกเลิกจ้างเป็นข้าราชการ เตียนอุยกับจูล่งยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง ทั้งคู่เป็นชาวนาปลูกข้าว แถมเตียนอุยยังเป็นอาชญากรด้วย!
ทว่าพวกเขาแต่ละคนต่างมีทักษะเฉพาะตัว ในสนามรบพวกเขาพุ่งกระโจนรุกโจมตี จนไม่มีใครต้านทานได้!
“ต่อไปเราจะเชื่อฟังคำสั่งของกุนซือแน่นอน!”
พวกฮองตงสี่คนรับปากทันที ส่วนกุนซือทั้งสองได้รับเกียรติเช่นนี้ ก็มิได้อวดดี กุมมือคำนับให้พวกฮองตงสี่คน
“ขอบคุณนายท่านที่ให้ความสำคัญ ซุนฮิวจะไม่ทำให้นายท่านผิดหวัง! ต่อไปขอแม่ทัพทุกท่านช่วยเหลือดูแลด้วย”
ซุนฮิวมั่นใจในความสามารถของตัวเองมาก เมื่อเล่าเจี้ยงใช้เตียวเหลียงกับเฉินผิงมาเปรียบเทียบอีกครั้ง เขาก็ยอมรับมัน
กาเซี่ยงไม่พูดอะไร แต่พยักหน้าบ่งบอกว่าเห็นด้วย
“เอาล่ะ ความปราดเปรื่องของกุนซือทั้งสอง ต่อไปพวกเจ้าก็จะได้รู้เอง ว่ามีแต่ผงาดไม่มีล่มจม!”
เล่าเจี้ยงแนะนำขุนพลลูกน้องใต้บัญชาทั้งสี่ไปทีละคน โดยอันดับแรกยื่นมือไปที่ฮองตงก่อน
ฮองตงเป็นคนแรกที่ติดตามเขามานาน แม้จะเป็นเพราะฮองสู่ผู้เป็นลูกชาย ทว่าหลายปีมานี้ยังคงซื่อสัตย์ภักดีและประสบความสำเร็จมากมาย!
ไม่ว่าจะเป็นการจัดทัพตั้งค่ายกล หรือกลยุทธ์ ฝีมือการยิงเกาทัณฑ์อันเป็นเอกลักษณ์ ล้วนคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาสี่คน
“ผู้นี้คือฮองตง นามรองฮั่นเซิง ข้าชักชวนเขามาเมื่อตอนสามขวบ หลายปีก่อนบิดาของข้าเป็นเจ้าเมืองลำหยง ฮองตงเป็นทหารประตูเมือง ทั้งกระบวนง้าวและเกาทัณฑ์โดดเด่นเหนือใคร เรียกได้ว่าไม่เป็นรองในพิชัยสงคราม ไม่เป็นสองในวรยุทธ ทักษะการต่อสู้ของฮองตงแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาพวกเขาทั้งสี่คนจริง ๆ”
ฮองตงกุมมือคำนับไปทางกุนซือทั้งสอง และเอ่ยอย่างถ่อมตัว “นายท่านชมเกินไปแล้ว ทักษะการต่อสู้ของจืออี้ จูล่งและเอ้อร์ไหลทั้งสามคนก็ไม่ด้อยไปกว่าข้า!”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม จากนั้นผายมือไปทางไทสูจู้
วรยุทธ์ของชายผู้นี้อาจกล่าวได้ว่าต่ำที่สุดในบรรดาสี่คน แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังแข็งแกร่งกว่าเล่าเจี้ยงร้อยเท่า!
ไทสูจู้เข้มงวดและมีวินัยทางทหาร ผู้ใต้บังคับบัญชาต่างปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเข้มงวด เป็นคนที่มีกลิ่นอายแม่ทัพ
“ผู้นี้คือไทสูจู้ นามรองจืออี้ ข้าได้รู้จักกับเขาเมื่อตอนไปเรียนอยู่เมืองปักไฮ เป็นคนชอบธรรม วรยุทธ์ยอดเยี่ยม ก่อนหน้านี้เคยทำงานอยู่ที่เมืองตงไหล มีกระบวนทวนอันเกรียงไกร ขณะเดียวกันก็ยิงแม่นมาก เขายิงเกาทัณฑ์แรงดึงสามต้านแม่นเหมือนจับวาง!”
“ผู้นี้คือเตียนอุย นามรองเอ้อร์ไหล เป็นคนที่ข้าเก็บมา เอ้อร์ไหลสังหารลิย่งเพื่อล้างแค้นให้สหาย เมื่อข้าได้พบเขาคราวที่กำลังฆ่าเสืออยู่ในภูเขากับจืออี้ อาจกล่าวได้ว่าไม่ร่วมรบก็ไม่ได้ผูกมิตร!”
ซุนฮิวกับกาเซี่ยงสังเกตเห็นร่างกายกำยำล่ำสันของเตียนอุยมานานแล้ว รูปร่างหน้าตาเช่นนี้หากอยู่ในสนามรบคงเป็นเหมือนกับเครื่องจักรสังหารแน่
กาเซี่ยงอดถอนหายใจออกมาไม่ได้ “นายท่านมีคนที่มีความสามารถไม่ธรรมดาอยู่ไม่น้อย สมชื่อเอ้อร์ไหลจริง ๆ!”
เล่าเจี้ยงนึกถึงตอนเจอกับเตียนอุย ก็อดยิ้มขึ้นมาไม่ได้
“ใช่แล้ว เตียนอุยองอาจห้าวหาญ มีพละกำลังน่าทึ่ง! จืออี้กับข้าเกือบตายด้วยน้ำมือเขาแล้ว!”
ใบหน้าของเตียนอุยคนระห่ำแดงเรื่อเล็กน้อย พลางเอามือลูบหัวไม่หยุด
“นั่นมันเป็นการเข้าใจผิดกันน่ะ!”
เห็นเจ้าตัวโตมีสีหน้าอับอาย ทุกคนในห้องอดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้
“นี่คือเตียวหยุน นามรองจูล่ง เป็นคนเมืองเสียงสัน และพักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านตระกูลเตียว”
เล่าเจี้ยงผายมือไปทางจูล่ง ชายผู้มีใบหน้าหล่อเหลา เห็นครั้งแรกก็ยากจะลืม
“บอกตามตรง ข้ารู้สึกผิดกับจูล่งมาโดยตลอด หากไม่ได้บุกโจมตีเตียวก๊กในตอนนั้น และปล่อยให้ซุนต๋องหนีไปที่เมืองเสียงสัน ครอบครัวของเขาคงไม่ถูกสังหาร”
เล่าเจี้ยงมีสีหน้าเศร้าสร้อย น้ำเสียงหดหู่ยิ่งนัก
ซุนฮิวกับกาเซี่ยงเข้าใจทันที มิน่าชายหนุ่มคนนี้ถึงสวมผ้าขาวไว้ทุกข์ที่แขน
แต่ในสายตาจูล่งไม่มีร่องรอยตำหนิเล่าเจี้ยงเลย กลับมีสีหน้าซาบซึ้งใจมาก
“นายท่านอย่ากล่าวเช่นนี้เลย หากไม่มีนายท่าน จูล่งคงกลายเป็นศพไปแล้ว นี่เป็นประสงค์ของสวรรค์ หาใช่ความผิดของนายท่าน”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าให้เขา บ่งบอกให้นั่งลง
“จูล่งเป็นคนซื่อสัตย์ภักดี และเปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ ตอนที่ข้านำทัพไปถึง เขาสังหารกลุ่มโพกผ้าเหลืองร้อยคนลงกับมือด้วยทวนหนึ่งเล่ม!”
“ฮองตง ไทสูจู้ และจูล่งเป็นนักรบระดับแนวหน้า สามารถเป็นผู้บัญชาการที่รับผิดชอบหน้าที่สำคัญโดยลำพังได้”
“เตียนอุยบัญชาทัพค่อนข้างแย่เล็กน้อย ทว่าการบุกจู่โจมนั้นไม่มีใครต้านทาน! เขาเป็นผู้บัญชาทหารองครักษ์ที่ดีที่สุดของข้า!”
“วรยุทธ์ของคนทั้งสี่คนล้วนยอดเยี่ยมเหนือใคร ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นศัตรูของคนนับหมื่น!”
คำบรรยายของเล่าเจี้ยงไม่เกินจริงเลยแม้แต่น้อย เมื่อพิจารณาถึงความสามารถของคนทั้งสี่ในราชวงศ์ฮั่นตอนปลายแล้ว ก็นับว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ยิ่งนัก ทุกคนล้วนเฉิดฉายโดดเด่นในประวัติศาสตร์
กาเซี่ยงกับซุนฮิวมองเล่าเจี้ยงอย่างอดทึ่งไม่ได้ เหตุใดนายท่านถึงมีสายตาเฉียบแหลมเช่นนี้?
ฮองตงเป็นทหารตัวน้อยคนหนึ่ง ไทสูจู้เป็นข้าราชการตัวเล็ก ๆ ในเมือง เตียนอุยกับจูล่งยิ่งแล้วใหญ่ คนหนึ่งเป็นชาวนา อีกคนเป็นฆาตกร!
เมื่อเปิดตามองไปในแผ่นดิน ทั้งสี่คนนี้ต่างเป็นคนธรรมดา ที่ไม่อาจจะธรรมดาไปมากกว่านี้แล้ว
ทว่าเล่าเจี้ยงกลับเห็นพรสวรรค์ของพวกเขาได้ในพริบตา อีกทั้งยังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อชักชวนด้วย!
เมื่อนึกถึงก่อนหน้านี้ ทั้งที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ทว่าเล่าเจี้ยงกลับแลกผลงานใหญ่เพื่อให้ได้เจอเขา กาเซี่ยงก็รู้สึกสงบขึ้น
แต่กระนั้นก็อดมองซุนฮิวที่อยู่ข้าง ๆ ไม่ได้ บัณฑิตหน้าละอ่อนไร้ชื่อที่ยังอายุไม่ถึงสามสิบผู้นี้เป็นที่เคารพของเล่าเจี้ยงมาก ต้องมีแผนกลยุทธ์มากมายแน่ จะดูหมิ่นไม่ได้!
ซุนฮิวเองก็มองเล่าเจี้ยงใหม่ เดิมทีเขาคิดว่าแม่ทัพเล่าเป็นคนห้าวหาญ ถึงได้เดินทัพปราบสังหารทหารโพกผ้าเหลืองครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่ไม่คิดเลยว่าเขาจะมีสุดยอดขุนพลที่กล้าหาญคอยช่วยเหลือด้วย
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือเขาชักชวนฮองตงตั้งแต่สิบปีก่อน!
หรือแม้จะมีอายุแค่ไม่กี่ขวบ ก็มองออกแล้วว่าแผ่นดินจะตกอยู่ในความสับสนวุ่นวาย?
เล่าเจี้ยงไม่ได้สนใจกับท่าทางตกใจของทุกคน แต่เอ่ยบางอย่างที่ทำให้พวกเขาตื่นเต้นยิ่งขึ้น
“ข้าได้รับการแต่งตั้งจากฝ่าบาทเป็นแม่ทัพหลัง สามารถเบิกกองบัญชาการ และมีอำนาจแต่งตั้งตำแหน่งเองได้!”
“ในขณะเดียวกันฝ่าบาททรงอนุญาตให้ข้าขยายกองทัพไปถึงหมื่นคน!”
[1] โป๋เล่อดูม้า เปรียบเปรยว่าสามารถดูลักษณะคนเก่ง คนดี คนมีความสามารถได้