ภรรยาดีสามีขยัน เบื่อแล้วตบตีกัน มิสู้ขยันสร้างเนื้อสร้างตัว [นิยายแปล] - บทที่ 15 ข้ารักษาท่านได้
- Home
- ภรรยาดีสามีขยัน เบื่อแล้วตบตีกัน มิสู้ขยันสร้างเนื้อสร้างตัว [นิยายแปล]
- บทที่ 15 ข้ารักษาท่านได้
เสียงสบถของถังหรูอี้นั้นเบาเสียจนคนที่กำลังกินข้าวอยู่อย่างเถียนฮวนไม่ได้ยินเลย
ไม่มีครอบครัวของถังหรูอี้อยู่ใกล้ๆ คอยหาเรื่องอีก เถียนฮวนกับกู้ฉางสุ่ยก็นั่งรับประทานอาหารกับผู้เฒ่าถังและถังซื่อได้อย่างสงบสุข
พอกินเสร็จ สมุนไพรหย่วนจื้อในห้องของถังซื่อก็ดูดซับยาน้ำชะเอมเทศเสร็จเรียบร้อย
เถียนฮวนดับไฟ ยกหย่วนจื้อที่ยังเปียกออกมาผึ่งลมให้แห้ง รอจนแห้งดีแล้ว หย่วนจื้อแปรรูปก็นับว่าเสร็จสมบูรณ์
ต่อจากนี้ เพียงแค่เวลาถังซื่อต้มยานำหย่วนจื้อ ซวนเจ่าเหริน และม่ายตงมาต้มรวมกัน แล้วดื่มก่อนนอน ก็จะช่วยให้หลับสบาย
จัดการทุกอย่างเรียบร้อยได้ทันเวลาพอดี
ถึงเวลาที่สองสามีภรรยาคู่นี้ต้องกลับบ้านตระกูลกู้แล้ว
ถังซื่อเดินมาส่งบุตรสาวถึงหน้าประตูบ้าน ดวงตาแดงก่ำ อดไม่ได้ที่จะพร่ำสั่งสอนอีกหลายเรื่อง เถียนฮวนก็พยักหน้ารับเสียทุกข้อ ไม่ว่าจะทำได้หรือไม่ได้ก็ตาม
ผู้เฒ่าถังก็ออกมาพร้อมไม้เท้า เขาเรียกกู้ฉางสุ่ยไปพูดคุยเล็กน้อย แล้วจึงหันมาเรียกเถียนฮวนต่อ “ฮวนเจี่ยเอ๋อร์ มานี่สิ”
เถียนฮวนรีบเดินเข้าไปหา “เจ้าค่ะ ท่านตา”
“สุ่ยเกอเอ๋อร์เป็นคนดี เจ้าไปอยู่ด้วยก็สบายใจได้ ส่วนแม่ของเจ้านั้นไม่ต้องกังวล ที่นี่มีข้าอยู่ ขอแค่ข้ามีชีวิตอยู่ในโลกนี้อีกหนึ่งวัน ก็ไม่มีใครกล้าแตะต้องนางเด็ดขาด” ผู้เฒ่าถังเอ่ยช้าๆ
ทันใดนั้น เถียนฮวนก็รู้สึกจมูกเปียกชื้นขึ้นมา
ที่นางกลับมาในวันนี้ ทะเลาะกับญาติพี่น้อง ต่อต้านลุงกับป้าสะใภ้ ไม่ใช่เพียงเพราะอยากเอาชนะ แต่นางแค่อยากให้พวกนั้นรู้เสียบ้างว่าอย่าได้คิดรังแกแม่ของนางเด็ดขาด อย่าให้แม่ต้องทนทุกข์เพราะไม่มีใครปกป้องอีก
ผู้เฒ่าถังแม้ไม่พูดอะไร แต่กลับเข้าใจเจตนาของนางได้ทะลุปรุโปร่ง คำพูดเมื่อครู่ เปรียบได้กับยาขนานเอกที่ทำให้นางวางใจได้จริงๆ
เถียนฮวนรีบพยักหน้าแล้วยิ้มกว้าง “ข้ารู้แล้วเจ้าค่ะ พวกเราจะใช้ชีวิตให้ดี แล้วปีหน้าจะกลับมาเยี่ยมท่านตาอีกนะเจ้าคะ”
“ดี ดี ข้ารออยู่นะว่าเมื่อไหร่พวกเจ้าจะมีหลานชายตัวอ้วนๆ มาให้ข้าได้อุ้มสักที ถ้าได้อุ้มแล้ว ข้าก็คงจะตายตาหลับ!” ผู้เฒ่าถังหัวเราะร่า
“ท่านตา อย่าพูดแบบนี้สิเจ้าคะ!” เถียนฮวนสีหน้าเคร่งเครียด ตำหนิออกมาเสียงเบา
“ได้ ข้าไม่พูดแล้ว” ผู้เฒ่าถังรีบยกมือโบกไปมา
เถียนฮวนถึงได้ยิ้มออกอีกครั้ง แล้วโบกมือลาท่านตากับท่านแม่ทีละคน พอหันกลับมา กู้ฉางสุ่ยก็นั่งยองๆ อยู่ตรงหน้านางแล้ว “ขึ้นมาเถอะ”
หัวใจเถียนฮวนอบอุ่นขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้นางยอมให้เขาแบกขึ้นหลังอย่างว่าง่าย ปล่อยให้เขาแบกนางเดินออกจากหมู่บ้านไปอย่างมั่นคง
เห็นสองสามีภรรยาเดินจากไปแล้ว ผู้เฒ่าถังก็หันไปพูดกับถังซื่อว่า “เห็นแล้วสบายใจขึ้นบ้างหรือยัง สุ่ยเกอเอ๋อร์เป็นเด็กที่พี่กู้เลี้ยงมากับมือ ถ้าไม่ใช่เพราะข้าเชื่อใจคนอย่างพี่กู้ ข้าคงไม่คิดจะยกอี้เจี่ยเอ๋อร์ให้เขาหรอก ทว่าอี้เจี่ยเอ๋อร์ไร้วาสนา ข้าหาบุรุษดีๆ ให้ แต่นางกลับปฏิเสธเอง สุดท้ายฮวนเจี่ยเอ๋อร์ได้แต่งกับเขาก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยก็ยังอยู่ในครอบครัวเดียวกัน!”
พูดจบ เขาก็ค่อยๆ ใช้ไม้เท้าพยุงตัวเดินกลับไป
ขณะนั้นเอง ถังหรูอี้กับพ่อแม่ของนางก็ยังคงยืนสำนึกผิดอยู่ที่กำแพง ผู้เฒ่าถังเดินมาหาพวกเขา “พอแล้ว พวกเจ้ากลับไปกินข้าวได้”
เขาหันไปมองถังหรูอี้อีกครั้ง ส่ายหน้าพร้อมถอนหายใจยาวๆ “เจ้านี่ช่างไม่รู้จักรักษาวาสนาของตัวเองเสียเลย อนาคตต้องเสียใจแน่ๆ”
“ข้าไม่มีทางเสียใจ! คุณชายเฉินของข้าหล่อกว่าชายผู้นั้นเป็นสิบเท่า! เขาเป็นถึงซิ่วไฉ ต่อไปก็ต้องเจริญรุ่งเรือง ส่วนชายอัปลักษณ์ผู้นั้นจะมีปัญญาทำอะไรได้ ถ้าข้าต้องแต่งกับเขา ข้านั่นแหละจะเป็นฝ่ายเสียใจ!” ถังหรูอี้อดกลั้นไว้ไม่ไหว กัดฟันแน่น ก่อนจะกระทืบเท้าหลายทีแล้ววิ่งพรวดเข้าห้อง ปิดประตูดังโครม ปล่อยให้น้ำตาไหลพรากไม่หยุด
นอกบ้านตระกูลถัง เถียนฮวนอยู่บนหลังของกู้ฉางสุ่ย จากมุมนี้ นางมองเห็นรอยแผลที่ลากยาวจากหางตาไปถึงใบหูของเขาได้ชัดเจน
แผลเป็นสีชมพูสดราวกับตัวตะขาบนอนแนบอยู่บนใบหน้า มองเผินๆ ก็ชวนให้ตกใจ แต่พอมองดีๆ แล้ว จะเห็นว่าสีของแผลนี้ออกชมพูระเรื่อเหมือนผิวแก้มทารกน้อย ดูมีชีวิตชีวาอย่างประหลาด
มองอยู่นานเข้า นางก็รู้สึกว่าแผลนี้ออกจะน่ารักอยู่ไม่น้อย
“รอยบนหน้าของท่านเกิดจากอะไรหรือ” ระหว่างทาง นางอดไม่ได้ที่จะชวนเขาคุย
“ข้าก็ไม่รู้ ตั้งแต่จำความได้ก็มีแผลนี้อยู่แล้ว ตอนเด็กๆ ท่านปู่เคยพาไปให้หมอในหมู่บ้านดู หมอก็จ่ายยาให้หลายขนานแต่ก็ไม่ได้ผล สุดท้ายเห็นว่าข้าก็แข็งแรงดี ไม่เดือดร้อนอะไร พวกเขาก็เลยไม่ได้สนใจอีก” กู้ฉางสุ่ยตอบ
คนที่เขาเรียกว่า ‘พวกเขา’ คงหมายถึงกู้อันกับเจียงซื่อ
แสดงว่าแผลนี้มีมาตั้งแต่เเด็ก
เถียนฮวนพูดเบาๆ ว่า “พ่อของข้าเคยเจอคนไข้ที่มีอาการแบบเดียวกับท่าน เขาเคยบอกไว้ว่า คนที่มีแผลแบบนี้ส่วนใหญ่เกิดจากโรคตั้งแต่อยู่ในท้อง หรือไม่ก็โดนวางยาตั้งแต่เล็ก แต่ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด ก็รักษาได้ทั้งนั้น”
กู้ฉางสุ่ยหันกลับมาเร็วมาก “เจ้าพูดจริงหรือ”
ดวงตาของเขาดำขลับ แววตาใสกระจ่างดั่งหยดน้ำต้องแสง
ทั้งสองคนอยู่ใกล้กันมากจนแทบจะเรียกได้ว่าสบตากันตรงๆ เถียนฮวนมองเห็นความตื่นเต้นและความคาดหวังในดวงตาคู่นั้นอย่างชัดเจน
นางรีบพยักหน้า “จริงสิ พ่อของข้าเคยรักษาคนที่เป็นแบบนี้ได้ตั้งสองคน! ถ้าท่านพ่อยังอยู่ เขาให้ท่านดื่มยาแค่สามถ้วยก็รักษาโรคนี้ได้แล้ว”
พอพูดถึงบิดาที่ล่วงลับไปแล้ว เถียนฮวนก็เม้มปากเบาๆ “เสียดาย ข้าไม่รู้เรื่องการรักษา เมื่อครั้งที่เคยฟังท่านพ่อพูดก็ไม่ได้ใส่ใจนัก แต่กลับมาคราวนี้ ข้าเอาตำราแพทย์กับบันทึกของท่านพ่อติดมือมาด้วย เดี๋ยวข้าค่อยๆ อ่าน อย่างไรเสียก็ต้องเจอข้อมูลที่เกี่ยวข้องแน่ ถ้าท่านเชื่อใจข้า รอให้ข้าหาต้นเหตุของโรคเจอ ข้าจะลงมือปรุงยาเอง แล้วลบรอยแผลนี้ให้ท่าน!”
“อย่าเลยดีกว่า”
ใครจะคิดว่า กู้ฉางสุ่ยกลับส่ายหัวปฏิเสธ
เถียนฮวนชะงัก “ท่านคิดว่าข้าไม่มีปัญญาหรือ”
“ไม่ใช่ ข้าแค่คิดว่า…ข้าเป็นบุรุษ ไม่จำเป็นต้องรักษารูปลักษณ์ภายนอกให้งดงาม รอยแผลนี่ไม่ได้รบกวนชีวิตข้า ข้าก็ชินแล้ว ปล่อยไว้แบบนี้แหละ”
ท่าทีเช่นนี้ หรือว่าเขาไม่เชื่อนาง?
เถียนฮวนเม้มปากแน่น รู้สึกอึดอัดในอกอย่างไม่อาจอธิบายได้
พรืด!
จู่ๆ นางก็ได้ยินเสียงหัวเราะเจ้าเล่ห์ดังขึ้นมา
เถียนฮวนเบนหน้าไปมอง ก็เห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มของกู้ฉางสุ่ย
“ข้าหยอกเจ้าเล่น ผู้ใดจะไม่สนหน้าตาตัวเองกัน ข้าใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กแล้วว่าอยากมีหน้าตาเหมือนคนปกติ จะได้เดินไปไหนมาไหนได้อย่างสง่าผ่าเผย อีกอย่าง เจ้าเป็นภรรยาข้า เจ้าจะทำอะไรย่อมเพื่อข้าอยู่แล้ว ถ้าข้ายังไม่เชื่อเจ้า แล้วจะไปเชื่อใครได้อีก”
“ท่าน…ท่านชั่วร้ายยิ่งนัก!” เถียนฮวนทั้งอายทั้งโกรธ เงื้อมือขึ้นทุบแผ่นหลังเขารัวๆ
“โอ๊ย ข้ายอมแล้ว! ข้าผิดไปแล้ว! ต่อไปไม่กล้าแล้ว!” กู้ฉางสุ่ยร้องลั่น รีบแบกนางวิ่งพรวดไปข้างหน้า
เถียนฮวนอยู่บนหลังแทบหล่นลงมา นางโอบคอเขาแน่น “ช้าหน่อยเถิด อย่าวิ่งเร็วนัก”
“ฮ่าๆๆ ไม่ได้!” กู้ฉางสุ่ยหัวเราะเสียงดัง ยิ่งเร่งฝีเท้าทำให้นางร้องหนักขึ้น
เสียงหัวเราะหยอกล้อของสองสามีภรรยาดังตลอดทาง จนทำให้ชาวบ้านต้องหันมามอง
“เฮ้อ! คนหนุ่มสาวนี่ดีจริงๆ” มีคนอดเอ่ยออกมาไม่ได้
แต่ก็มีอีกคนกล่าวแก้ “ไม่ใช่คนหนุ่มสาวหรอก ต้องเรียกว่าสามีภรรยาที่รักใคร่กลมเกลียวต่างหากล่ะ”