ภรรยาดีสามีขยัน เบื่อแล้วตบตีกัน มิสู้ขยันสร้างเนื้อสร้างตัว [นิยายแปล] - บทที่ 25 ผู้ใดล้วนชอบเจ้า
- Home
- ภรรยาดีสามีขยัน เบื่อแล้วตบตีกัน มิสู้ขยันสร้างเนื้อสร้างตัว [นิยายแปล]
- บทที่ 25 ผู้ใดล้วนชอบเจ้า
เมื่อเก็บดอกเบญจมาศป่าทั้งหมดเข้ามาไว้ในบ้านเรียบร้อยแล้ว เถียนฮวนก็หันไปตั้งหม้อบนเตา
นางเทน้ำลงไปครึ่งหม้อ แล้วใช้กิ่งไม้แห้งจัดเรียงเป็นชั้นนึ่งอย่างง่ายๆ บนปากหม้อ จากนั้นก่อไฟที่ใต้เตา
การแปรรูปโสม แม้จะดูเหมือนขั้นตอนไม่ซับซ้อน แต่จริงๆ แล้วกลับเคร่งครัดเรื่องไฟและเวลาเป็นอย่างมาก
หากพลาดเพียงนิดเดียว คุณภาพของโสมแปรรูปก็จะลดลงทันที
เถียนฮวนจึงไม่กล้าปล่อยปละละเลยแม้แต่น้อย แม้แต่การก่อไฟนางก็ไม่ยอมให้กู้ฉางสุ่ยช่วย ทุกอย่างล้วนลงมือด้วยตัวเองทั้งสิ้น
หญิงสาวคุมไฟในเตาอย่างระมัดระวัง พร้อมทั้งจับตาดูความเปลี่ยนแปลงในหม้อไม่ให้คลาดสายตา จนกระทั่งในหม้อเริ่มมีไอน้ำระอุขึ้นมา นางก็รีบนำโสมที่ล้างสะอาดแล้วใส่ลงไปในหม้อ เริ่มกระบวนการนึ่งด้วยไฟอ่อน
ขั้นตอนการนึ่งนี้กินเวลายาวนาน แต่เถียนฮวนก็ไม่ยอมคลาดสายตาแม้แต่น้อย นางจ้องไฟในเตาตาไม่กะพริบ เพื่อให้มั่นใจว่าอุณหภูมิไม่เปลี่ยนแปลง
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าใด จู่ๆ นางก็รู้สึกว่าใบหน้าร้อนวูบขึ้นมา
นางตกใจจนสะดุ้งรีบเงยหน้าขึ้นดู ก็พบว่ากู้ฉางสุ่ยกำลังใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดเหงื่อให้ตนอยู่ ถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วส่งยิ้มให้เขา
“ท่านคงเริ่มเบื่อแล้วใช่ไหม แต่การแปรรูปสมุนไพรก็แบบนี้แหละ เป็นการฝึกความอดทนและความละเอียดอย่างแท้จริง”
“ไม่ใช่หรอก ข้าแค่สงสารเจ้า ตอนเรียนวิชาแปรรูปจากหมอในโรงหมอ เจ้าคงลำบากไม่น้อยใช่หรือไม่” กู้ฉางสุ่ยพูดพลางเช็ดเหงื่อให้นางต่อไป
เถียนฮวนยิ้ม “ลำบากน่ะลำบาก แต่ข้าสนุกทุกครั้งที่ได้แปรรูปสมุนไพร ทุกคราที่ข้าทำสมุนไพรแปรรูปออกมาสวยงามไร้ที่ติ ท่านปู่ของข้าก็จะยิ้มให้ ข้าเป็นบุตรสาวคนเดียวของท่านพ่อ ท่านปู่ก็เลยถอนหายใจด้วยความเสียดายอยู่บ่อยๆ เพราะข้าเป็นสตรี”
กู้ฉางสุ่ยได้ฟังก็ขมวดคิ้ว “เจ้าทั้งเก่งทั้งฉลาดกว่าบุรุษหลายคน ปู่เจ้าไม่น่าทำกับเจ้าเช่นนั้น”
“คนแก่ก็แบบนี้แหละ เขาย่อมหวังจะให้คนในสายเลือดสืบทอดกิจการที่ตนเหนื่อยสร้างมา ข้าเป็นสตรี สุดท้ายก็ต้องแต่งออกไปอยู่บ้านอื่น เลยไม่กล้าหวังกับข้าเท่าไหร่ แต่ก็ใช่ว่าเขาไม่รักข้า เขาแค่คิดว่าวิชาแพทย์กับวิชาปรุงยาเป็นงานหนัก สตรีไม่ควรต้องลำบาก ข้าถึงแอบไปเรียนเอง แต่พอเรียนแล้วเขาก็ไม่ได้ห้ามอะไร แถมเวลาได้ยินนักปรุงยาชมข้า เขาก็แอบยิ้มในห้องทุกทีเลยนะ”
กู้ฉางสุ่ยได้ยินก็หัวเราะออกมา “ก็ใช่น่ะสิ เจ้าทั้งฉลาดและเก่งขนาดนี้ ผู้ใดก็ล้วนชอบเจ้า”
เถียนฮวนถูกชมเข้าให้อย่างจัง หัวใจนางก็พลอยพองโต ดวงตาทั้งคู่ยิ้มจนกลายเป็นพระจันทร์เสี้ยว
มีเขาอยู่เคียงข้าง ทั้งสองพูดคุยกันพลางเติมฟืนเข้าเตา เวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้ตัว
ชั่วพริบตาเดียว หนึ่งชั่วยามครึ่งก็ผ่านไป โสมที่นึ่งไว้สุกพอดี
เถียนฮวนดับไฟ แต่กลับยังไม่แตะต้องหม้อนั้นแม้แต่น้อย
“โสมบอบบางนัก ขณะนึ่งห้ามเพิ่มหรือลดไฟโดยเด็ดขาด หลังดับไฟแล้วก็ต้องปล่อยให้มันเย็นลงอย่างช้าๆ หากอุณหภูมิสูงขึ้นหรือต่ำลงอย่างรวดเร็ว รากของโสมอาจจะแตกหัก ส่งผลต่อคุณภาพของโสมยิ่งนัก” นางอธิบายอย่างตั้งใจกับกู้ฉางสุ่ย เขาก็ตั้งใจฟังเช่นกัน จากนั้นจึงพยักหน้า
“ที่แท้เป็นเช่นนี้ งั้นเรารอกันต่ออีกหน่อยเถอะ! อย่างไรก็รอมาตั้งนานแล้ว”
ทั้งสองนั่งคุยกันอีกพักใหญ่ เถียนฮวนถึงได้เปิดฝาหม้อออก ลองแตะดูเล็กน้อย “เสร็จแล้ว!”
นางตักโสมขึ้นมาวางบนผ้าฝ้ายสะอาดที่เตรียมไว้ “คืนนี้ผึ่งให้แห้งอีกสักหน่อย ตากต่ออีกสองวัน การทำโสมแปรรูปก็จะเสร็จสมบูรณ์!”
พอจัดการเรื่องนี้เสร็จ ฟ้าก็มืดมิดไปนานแล้ว ตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นยามดึกสงัด ทั้งสองยุ่งมาทั้งวัน เหนื่อยล้าจนเปลือกตาบนล่างแทบจะปิด
วันนี้กู้ฉางสุ่ยรอบคอบมากขึ้น ตอนเย็นขณะเถียนฮวนกำลังทำอาหาร เขาได้ไปหาเศษหินขนาดพอเหมาะจากรอบๆ มาหลายก้อนก่อเป็นวงกลมวงเล็กๆ ภายในบ้าน
ถ่านที่เหลือจากการปรุงอาหารและแปรรูปสมุนไพร เขาเก็บรวบรวมไว้ทั้งหมดแล้วนำมาใส่ในวงหิน จากนั้นก็จุดไฟ เพียงเท่านี้ ภายในบ้านก็อบอุ่นขึ้นมาพอสมควร
ทว่าบ้านมีรูโหว่รอบด้าน ไฟเพียงเท่านี้ยังไม่อาจต้านลมหนาวได้นัก
หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ ทั้งสองก็นอนลงบนเตียง กู้ฉางสุ่ยโอบเถียนฮวนเข้ามาในอ้อมแขนเช่นเดิม ใช้ร่างกายของตนเป็นเครื่องป้องกันลมหนาวให้นาง
คืนก่อนนางเคยผ่านประสบการณ์เช่นนี้มาแล้ว วันนี้จึงมิได้เขินอายอีก
นางอยู่ในอ้อมกอดของเขาอย่างว่าง่าย ทั้งสองพูดคุยกันเบาๆ เพียงไม่กี่คำ แล้วจึงหลับใหลไปในอ้อมแขนของกันและกัน
อย่างน้อยค่ำคืนนี้พวกเขาก็ไม่สะดุ้งตื่นเพราะลมหนาว
สองวันถัดมา พวกเขาก็ยังคงยุ่งอยู่กับการเก็บดอกเบญจมาศป่าและสมุนไพร
ตอนเช้าขึ้นเขาไปเก็บของป่า ตกบ่ายก็กลับมาที่บ้านเพื่อแปรรูปสมุนไพร ทำตั้งแต่บ่ายยันค่ำ ทุกวันยุ่งจนเท้าแทบไม่ติดพื้น
นับว่าสวรรค์เมตตา ช่วงไม่กี่วันนี้แดดแรงจัด อากาศปลอดโปร่ง ทำให้ดอกเบญจมาศป่าหลังจากตากไว้สามวันก็แห้งเกือบหมดแล้ว
โสมก็แห้งได้ที่แล้วเช่นกัน ยามต้องแสงอาทิตย์อัสดงส่องประกายสีแดงอมชมพู
เถียนฮวนหยิบขึ้นมาพลิกดูไปมา รอยยิ้มเปี่ยมสุขพลันปรากฏบนใบหน้า “เสร็จแล้ว พรุ่งนี้พวกเราก็เอาไปขายในตัวตำบลได้แล้ว!”
“ดียิ่งนัก!” กู้ฉางสุ่ยรีบพยักหน้า เขาดีใจยิ่งกว่านางเสียอีก
ไม่กล่าวให้มากความ ทั้งสองคนรีบไปอาบน้ำแล้วเข้านอนแต่หัวค่ำ รุ่งเช้าก็รีบตื่นขึ้นมา แบกสมุนไพรเหล่านั้นมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวตำบล
ทุกการเคลื่อนไหวของสองสามีภรรยาล้วนตกอยู่ในสายตาของบ้านตระกูลกู้
ขณะที่ทั้งคู่มุ่งหน้าเข้าตัวตำบล อีกด้านหนึ่งกู้ฮวาจือก็รีบวิ่งกลับไปที่บ้าน รายงานเรื่องนี้ให้กู้อันกับเจียงซื่อฟัง
เจียงซื่อเพียงหัวเราะเยาะ “ดูไม่ออกเลยนะว่าเด็กบ้านนอกเช่นนั้นจะมีฝีมือยิ่งนัก ถ้ารู้แบบนี้แต่แรก พวกเราน่าจะรั้งนางไว้ให้นานกว่านี้ จะได้รู้ว่านางจะเล่นตุกติกอันใดอีก!”
“ก็แค่สตรีคนหนึ่ง จะมีความสามารถอะไรได้มากนัก ดอกเบญจมาศป่าในป่าน่ะ ทุกปีก็มีคนไปเก็บกันเป็นว่าเล่น ตากแห้งแล้วเอาไปขายโรงหมอในตำบลก็ได้เงินน้อยนิด ได้แค่ค่าแรงไม่พอกินหรอก” กู้อันกล่าว
“ก็จริง ตระกูลเถียนมีกฎสืบทอดวิชาแพทย์เฉพาะบุรุษ ไม่สอนให้สตรี นางก็แค่แอบดูอยู่ข้างๆ จะเข้าใจถ่องแท้ได้อย่างไร คงมีแต่ความรู้พื้นฐานเท่านั้น” เจียงซื่อพยักหน้าอย่างรวดเร็ว “ช่วงนี้พวกเขาตื่นแต่เช้ามืด ทำงานจนค่ำ แทบไม่มีเวลาจะพักหายใจ ข้างนอกนั่นไม่ได้สุขสบายเหมือนอยู่บ้านเราหรอก! ตอนนี้สุ่ยเกอเอ๋อร์คงแค่ฝืนทนอยู่ อีกไม่นานเขาก็คงจะทนไม่ไหว กลับมาคุกเข่าขอร้องให้เรารับเขากลับมาแน่!”
ถึงตอนนั้น จะให้ทำอะไรก็ต้องยอมทั้งนั้น!
นางจะต้องให้กู้ฉางสุ่ยหย่ากับหญิงปากร้ายคนนี้ให้ได้!
เด็กบ้านั่นไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี ถึงกับไม่ให้เกียรติแม่สามีแบบนี้ สมควรถูกไล่กลับบ้านเดิม ไม่มีใครรับนางเป็นภรรยาไปตลอดชีวิต!
คิดถึงภาพนั้น เจียงซื่อก็รู้สึกสะใจขึ้นมาทันที ฮัมเพลงพลางเดินเข้าครัวไปเตรียมอาหารเย็นให้ลูกชาย
ทว่าเมื่อเห็นเนื้อไก่ เป็ด ปลาเต็มโต๊ะ นางก็โมโหขึ้นมาอีกครั้ง
“นังสารเลวนั่นใช้อาคมอันใด! ตั้งแต่เจี๋ยเกอเอ๋อร์กินอาหารที่นางทำ ก็เอาแต่บ่นว่าอาหารที่ข้าทำไม่อร่อย ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยบ่นสักคำ! นางเป็นตัวทำลายครอบครัวชัดๆ ตอนนั้นข้าไม่น่าอนุญาตสุ่ยเกอเก๋อร์แต่งงานได้ เช่นนั้นบ้านเราคงไม่พังเช่นนี้! ทุกอย่างเป็นความผิดของนาง!”