ภรรยาดีสามีขยัน เบื่อแล้วตบตีกัน มิสู้ขยันสร้างเนื้อสร้างตัว [นิยายแปล] - บทที่ 47 ข้าเป็นคนทำ
- Home
- ภรรยาดีสามีขยัน เบื่อแล้วตบตีกัน มิสู้ขยันสร้างเนื้อสร้างตัว [นิยายแปล]
- บทที่ 47 ข้าเป็นคนทำ
หัวใจของเถียนฮวนพลันเต้นแรงขึ้น
นางไม่คิดเลยว่านอกจากเงินค่ายาห้าตำลึงแล้ว พวกเขาจะยังได้เงินเพิ่มอีกหนึ่งตำลึง!
ทว่าก็เป็นเงินที่พวกเขาแลกมาด้วยฝีมือของตนเอง นางจึงรับมาได้โดยไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย
อย่างไรเสีย เรื่องนี้ก็พอจะมองออกว่า คหบดีหวังผู้นี้รักใคร่เอ็นดูซูอี๋เหนียงยิ่งนัก! ใบหน้าของนางถูกน้ำร้อนลวกจนเสียโฉมขนาดนั้น เขาก็ยังไม่รังเกียจแม้แต่น้อย เมื่ออาการของนางเริ่มดีขึ้นเพียงเล็กน้อย เขาก็รีบมาแสดงความขอบคุณ ซ้ำยังมอบของตอบแทนอีก!
นางเป็นเพียงอนุภรรยา กลับได้รับความรักความเอ็นดูจากคหบดีหวังเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องดีนักหรอก
ดูท่าแล้ว เรื่องที่ซูอี๋เหนียงถูกน้ำร้อนลวกอาจจะมีเงื่อนงำอยู่ก็เป็นได้!
แต่เรื่องในบ้านตระกูลหวังนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับนาง เถียนฮวนจึงบอกตัวเองไม่ให้คิดมากไป
การที่หมอมารักษาถึงบ้าน แล้วถ้ารักษาได้ผลก็จะได้รับของตอบแทนนอกเหนือจากค่ารักษา นี่เป็นธรรมเนียมที่มีมานานแล้ว หมอจางเองก็ชินกับเรื่องนี้ดี เขาจึงรับเงินมาอย่างไม่ลังเล ก่อนจะกำชับคหบดีหวังอีกสองสามคำ จากนั้นก็ขอตัวลากลับ
ครั้นพ้นจากจวนคหบดีหวัง หมอจางก็หันไปถามเถียนฮวนว่า “เจ้ามีความเกี่ยวข้องอันใดกับโรงหมอตระกูลเถียนในตัวอำเภอที่เคยโด่งดังเมื่อสามปีก่อนงั้นหรือ”
ไหล่ของเถียนฮวนก็พลันสะท้านเล็กน้อย
สุดท้ายแล้วคนในแวดวงเดียวกันก็หลอกกันไม่ได้จริงๆ ด้วยฝีมือของนาง เพียงแค่หมอผู้นี้มองแวบเดียวก็รู้ทันที!
นางกำลังจะบอกความจริงเกี่ยวกับตัวเองอยู่แล้ว ทว่าไม่ทันไร หมอจางก็เอ่ยขึ้นอีกว่า “เจ้าคงเป็นบุตรีสายรองของตระกูลเถียน น้ำมันตัวอ้นเป็นฝีมือของผู้ใหญ่ในบ้านเจ้าคนใดกัน เขามีฝีมือไม่เลวเลยทีเดียว ตระกูลเถียนก็เงียบหายไปนาน พวกเจ้าก็ควรจะเผยตัวได้แล้ว พอดีตอนนี้โรงหมอของเราที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวงของมณฑลกำลังขาดนักปรุงยาอยู่พอดี ค่าตอบแทนก็งาม เจ้าช่วยไปบอกผู้ใหญ่ในบ้านเจ้า ให้เขามาสมัครงานที่เป่าเหอถังเถิด แค่บอกว่าหมอจางเป็นคนแนะนำ พวกเขาก็รับแน่นอน”
ความตื่นเต้นในใจของเถียนฮวนก็พลันสหายหายไป แทนที่ด้วยความเย็นชา
ที่แท้เขาก็เหมือนกับทุกคนที่คิดว่านางแค่ออกหน้าแทนผู้อื่น มิได้เป็นนักปรุงยาที่แท้จริง
“ข้าปรุงยานี้เองกับมือ” นางเอ่ยขึ้น
ใบหน้าของหมอจางก็พลันหม่นหมองลง “ข้าเคยติดต่อคุ้นเคยกับคนในโรงหมอตระกูลเถียนมาหลายครั้งหลายครา เช่นนั้นข้าย่อมมีใจอยากช่วยเหลือพวกเจ้าจากใจจริง เจ้าจึงไม่จำเป็นต้องมาโกหกข้าหรอก”
“ข้าพูดจริงๆ ไม่มีใครอยู่เบื้องหลังทั้งนั้น น้ำมันนี้ข้าก็ทำเองกับมือ” เถียนฮวนยังคงยืนกราน
กู้ฉางสุ่ยก็เสริมขึ้นว่า “ยานี่นางทำเองจริงๆ ข้าเห็นมากับตา ตัวอ้นพวกนั้นข้ายังเป็นคนช่วยจับเลยด้วยซ้ำ!”
ใบหน้าของหมอจางมืดครึ้มลงทันที
“ช่างเถิด! ไหนๆ พวกเจ้าก็ไม่เชื่อใจข้า ข้าก็ไม่อาจดึงดันอีกต่อไป ขอให้พวกเจ้าดูแลตัวเองก็แล้วกัน!”
เขาไม่เอ่ยวาจาใดอีก หมุนตัวขึ้นรถม้าแล้วจากไปทันที
เด็กรับใช้จากเป่าอันถังเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนั้นก็ไม่กล้าพูดอันใด รีบเดินตามรถม้าไปทันที
เถียนฮวนเม้มริมฝีปากมองรถม้าที่ค่อยๆ ลับสายตาไป “เป็นท่านที่ไม่เชื่อข้า กลับมากล่าวว่าข้าไม่ไว้ใจท่านได้อย่างไร”
กู้ฉางสุ่ยเห็นนางมีสีหน้าหม่นหมอง จึงรีบจับมือนางไว้แน่น “ก็เพราะเจ้าเก่งเกินไปต่างหาก! ข้าขอพูดตามตรง ถ้าข้าไม่ได้เห็นกับตา ข้าก็ไม่เชื่อหรอกว่าภรรยาข้าจะทำยาวิเศษอย่างนั้นได้ ทว่าทองแท้ไม่แพ้ไฟ หากเจ้ามีฝีมือจริง ต่อให้คนไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร ทำเช่นนี้อยู่ร่ำไป สักวันฝีมือของเจ้าต้องเป็นที่ประจักษ์ต่อหน้าทุกคน ตอกกลับด้วยฝีมือ เช่นนั้นไม่สะใจกว่าหรือ”
เถียนฮวนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “ท่านพูดถูก ข้าควรคิดไว้แต่แรกแล้วว่าจะต้องเจอเรื่องแบบนี้”
“เพราะฉะนั้น อย่าไปใส่ใจกับเรื่องเล็กน้อยพวกนั้นเลย ที่สำคัญก็คือตอนนี้พวกเรามีเงินแล้ว! ตั้งหกตำลึง! มีเงินเท่านี้ เราซื้อของได้ตั้งมากมายเลยนะ!”
น้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความสุขของเขาช่วยให้เถียนฮวนอารมณ์ดีขึ้นทันที
“ท่านพูดถูกที่สุด เราควรรีบไปซื้อข้าวสาร แป้ง น้ำมัน และเกลือ นี่แหละคือของจำเป็นที่สุด ส่วนอย่างอื่นค่อยว่ากัน ไม่ต้องรีบ”
“ถูกต้อง!” กู้ฉางสุ่ยรีบพยักหน้า แล้วจับมือนางไว้แน่น ก่อนจะเดินจูงมือกันไปทางตลาดด้วยความเบิกบานใจ
วันนี้พวกเขาเข็นรถเข็นล้อเดียวมาด้วย เมื่อมีเงินอยู่ในมือก็ยิ่งซื้อของแบบไม่ยั้ง ไม่ทันไรก็ซื้อของจนเต็มรถ แล้วจึงพากันกลับบ้านด้วยความพึงพอใจ
ระหว่างทางกลับบ้าน พวกเขาเดินผ่านร้านบะหมี่ของท่านอาสามอีกครั้ง
เห็นแต่ไกลๆ ว่าร้านบะหมี่แน่นขนัดไปด้วยผู้คนมากมาย เมื่อเดินเข้าไปใกล้ บรรยากาศก็คึกคักยิ่งนัก
หม้อใบใหญ่ตั้งอยู่บนเตา น้ำแกงกำลังเดือดปุดๆ อาสะใภ้สามก็กำลังนวดแป้งและลวกเส้นอย่างขะมักเขม้น ส่วนท่านอาสามเองก็ถือถ้วยบะหมี่วิ่งวุ่นไปมาในร้านไม่หยุดหย่อน
ลูกค้าที่นั่งอยู่ก็เร่งกันเสียงดัง “ท่านอาสามสวี บะหมี่ของพวกเรายังไม่มาอีกหรือ รอตั้งนานแล้วนะ!”
“มาแล้วๆ กำลังจะมาแล้ว!” ท่านอาสามรีบเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก ยกบะหมี่ขึ้นโต๊ะลูกค้าอย่างเร่งรีบ
แม้จะยุ่งจนแทบไม่มีเวลาหายใจ แต่บนใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ดูก็รู้ว่าเขาพอใจร้านบะหมี่ในตอนนี้มากเพียงใด
กู้ฉางสุ่ยหยุดฝีเท้าลงทันที “เกิดอะไรขึ้น ข้าจำได้ว่าคราวก่อนที่เราผ่านมา ร้านยังไม่คึกคักขนาดนี้นี่นา ตอนข้ามากับท่านปู่ก็ไม่เห็นจะมีคนเยอะเท่านี้เลย”
คนที่ยืนรอแถวอยู่ข้างๆ ได้ยินเข้าก็พูดทันทีว่า “เจ้าคงไม่รู้ เมื่อไม่กี่วันก่อนท่านอาสามสวีเหมือนได้รับคำแนะนำจากผู้รู้ น้ำแกงในร้านก็อร่อยขึ้น ดื่มแล้วหอมกลมกล่อมเสียยิ่งกว่าเดิม รสชาติดีจนร้านอื่นเทียบไม่ติด เช่นนั้นคนถึงได้แห่มาเข้าแถวรอกินกัน”
“ใช่แล้ว! จะพูดเช่นไรดี…อืม รสชาติน้ำแกงก็มิได้เปลี่ยนไปมากนัก แต่พอกินแล้วกลับอร่อยขึ้นกว่าเดิม รู้ตัวอีกทีก็อยากกินอีก ข้าเองก็มาต่อแถวทุกวันเลยนะช่วงนี้!”
“ข้าก็เหมือนกัน! ข้าด้วย!”
คนอื่นๆ ก็พากันพูดสนับสนุน กล่าวชมน้ำแกงร้านท่านอาสามกันไม่หยุด
เมื่อได้ยินวาจาเหล่านั้นแล้วกู้ฉางสุ่ยจึงส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้ภรรยาทันที “ข้าเดาว่าเรื่องนี้คงจะเกี่ยวข้องกับคำแนะนำของเจ้าเมื่อวันนั้น”
“แค็กๆ!”
เขายังพูดไม่ทันจบ ก็มีเสียงกระแอมไอแรงๆ ดังขึ้นมาจากด้านหลัง พอหันกลับไปก็พบว่าท่านอาสามมายืนอยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้
แต่คราวนี้พอได้ยินสองสามีภรรยาพูดลับหลัง ท่านอาสามกลับไม่โกรธ ซ้ำยังดูเคอะเขินอยู่บ้าง เขายืนอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงโบกมือเรียกพวกเขา “ไหนๆ ก็มาแล้ว เหตุใดไม่เข้าไปนั่งพักด้านในเล่า ข้าจะบอกให้อาสะใภ้เจ้าเตรียมบะหมี่ชามใหม่ให้พวกเจ้าลิ้มลอง ดีไม่ดีอย่างไร รบกวนพวกเจ้าชี้แนะได้ทันที ข้าจะรีบแก้ไขโดยด่วน!”
สองสามีภรรยาก็หันมามองกันแล้วยิ้ม ก่อนที่กู้ฉางสุ่ยจะเป็นฝ่ายจับมือเถียนฮวนแล้วกล่าวว่า
“ไปกันเถอะ กินบะหมี่กัน!”