ภรรยาดีสามีขยัน เบื่อแล้วตบตีกัน มิสู้ขยันสร้างเนื้อสร้างตัว [นิยายแปล] - บทที่ 48 ทั้งเก่งทั้งฉลาด
- Home
- ภรรยาดีสามีขยัน เบื่อแล้วตบตีกัน มิสู้ขยันสร้างเนื้อสร้างตัว [นิยายแปล]
- บทที่ 48 ทั้งเก่งทั้งฉลาด
พอเห็นสองสามีภรรยาเดินเข้าร้านบะหมี่ไปอย่างหน้าชื่นตาบานโดยไม่ต้องต่อแถวเลยสักนิด ก็มีคนเริ่มไม่พอใจ
“ท่านอาสามสวี แบบนี้มันลำเอียงชัดๆ! ก่อนหน้านี้ข้าอ้อนวอนขอกินก่อน ท่านก็ไม่ยอม เหตุใดพวกเขาจึงทำเช่นนั้นได้”
“พวกเขาเป็นผู้มีพระคุณของข้า ก็นับว่าเป็นผู้มีพระคุณของพวกเจ้าด้วย! ถ้าไม่มีพวกเขา พวกเจ้าคงไม่มีบะหมี่อร่อยๆ กินแบบนี้หรอก! เช่นนั้นแล้วข้าจะไม่ลำเอียงได้อย่างไร” ท่านอาสามหัวเราะร่า พากู้ฉางสุ่ยกับเถียนฮวนเข้าไปในร้าน
พอดีมีโต๊ะหนึ่งเพิ่งกินเสร็จ ท่านอาสามเก็บถ้วยเรียบร้อย จากนั้นก็เช็ดโต๊ะจนสะอาดเอี่ยมไม่มีคราบน้ำมันหลงเหลือแม้แต่น้อยแล้วจึงหันมาด้วยรอยยิ้มก่อนพูดว่า “พวกเจ้าสองคนมานั่งนี่ เดี๋ยวข้าจะให้อาสะใภ้สามของพวกเจ้าลวกบะหมี่ให้เดี๋ยวนี้เลย!”
เขาหายเข้าไปในร้านไม่นานก็กลับออกมาพร้อมกับบะหมี่ร้อนๆ สองชาม
คราวนี้ยังคงเป็นบะหมี่ไก่เหมือนเดิม แต่ข้างบนกลับมีน่องไก่ชิ้นใหญ่ๆ เพิ่มมาอีกสองชิ้น
“ข้าแถมให้พวกเจ้า กินให้เต็มที่!” ท่านอาสามยิ้มหน้าบาน พูดจบก็หันไปมองเถียนฮวนด้วยแววตาเว้าวอน “วันนี้เจ้าช่วยลิ้มรส กินเสร็จแล้วบอกข้าได้เลยว่าดีไม่ดีอย่างไรบ้าง พวกเราจะได้ปรับปรุงทันที!”
ท่าทีประจบประแจงนี้ ต่างจากครั้งก่อนที่โมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยงโดยสิ้นเชิง
กู้ฉางสุ่ยเห็นแล้วก็แอบหัวเราะ เขาเอาเท้าเขี่ยเถียนฮวนใต้โต๊ะเบาๆ
เถียนฮวนก็รีบเตะกลับพลางว่า “รีบกินเถอะ!”
น้ำแกงคราวนี้ดีกว่าครั้งก่อนมาก แม้จะยังเป็นน้ำต้มกระดูกเหมือนเดิม แต่พอใส่สุราเพิ่มลงไป กลิ่นหอมก็ชัดเจนขึ้นมาก อีกทั้งเส้นบะหมี่ก็เหนียวนุ่มกำลังดี ทำให้รสสัมผัสดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เถียนฮวนกินบะหมี่จนหมดถ้วย ดื่มน้ำแกงไปอีกเกือบครึ่งชามจึงค่อยวางตะเกียบลง
“รสชาติดียิ่งนัก ขอแค่รักษาคุณภาพแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ อย่ามักง่าย ต้องพิถีพิถันในการปรุงอาหาร รับรองว่าร้านบะหมี่ของพวกท่านจะขายดีขึ้นเรื่อยๆ แน่”
“ได้ๆ ข้ารู้แล้ว พวกเราจะไม่มักง่ายแน่นอน อย่างไรเสียร้านบะหมี่บ้านข้าก็เปิดมาหลายสิบปีแล้ว ลูกค้าขาประจำก็เยอะ ข้าจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร” ท่านอาสามยิ้มรับ “ว่าแต่ภรรยาสุ่ยเกอเอ๋อร์ ข้าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี เหตุใดแค่เติมเหล้าลงไปหนึ่งถ้วย น้ำแกงถึงได้อร่อยขึ้นขนาดนี้”
“สุราช่วยดับกลิ่นคาวและเพิ่มความหอม น้ำแกงของพวกท่านต้องตักใช้ตลอด เมื่อเติมน้ำเพิ่มลงไป ก็ต้องเติมโครงไก่โครงเป็ดเพิ่มตามไปด้วย แต่พอเติมมากเข้าก็เริ่มมีกลิ่นคาว พอถึงจุดนั้น แค่เติมสุราลงไปก็ช่วยได้มากแล้ว อีกอย่าง คนที่ยอมมาร้านบะหมี่ก็มีอยู่สองประเภท ประเภทแรกคือคนที่ออกจากหมู่บ้านตั้งแต่เช้ามืด เดินทางมาครึ่งวัน หิวโซจนแทบเป็นลม อีกประเภทก็คือคนที่พอมีเงินอยู่บ้าง สุราช่วยให้คนประเภทแรกหายเหนื่อยและเพิ่มกำลังกาย ลิ้นของคนประเภทที่สองเคยชินกับอาหารรสเลิศ น้ำแกงหอมขึ้นเพียงเล็กน้อย พวกเขาก็รู้สึกได้ทันที สิ่งนี้คือหัวใจสำคัญที่ทำให้น้ำแกงของพวกท่านชนะร้านอื่นได้” เถียนฮวนอธิบายอย่างตั้งใจและจริงจัง
ท่านอาสามพยักหน้ารัวๆ “ที่แท้การทำบะหมี่แค่ชามเดียว กลับมีรายละเอียดมากมายถึงเพียงนี้! วันนี้ข้าได้เปิดหูเปิดตายิ่งนัก!”
เถียนฮวนยิ้มบางๆ “เรื่องพวกนี้ ข้าก็แค่เคยได้ยินผู้ใหญ่ที่บ้านเล่ามาอีกทีเจ้าค่ะ”
แน่นอนว่า สิ่งที่ผู้ใหญ่ในบ้านพูดคือวิชาแพทย์ ใช้ยาต่างกันกับคนไข้ต่างกัน บางครั้งแค่เปลี่ยนตัวยาเล็กน้อยจากตำรับเดิมก็ได้ผลลัพธ์ที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
หลักการแบบนี้ เอามาใช้กับการทำบะหมี่ก็เหมือนกัน
“คนในบ้านเจ้านี่เก่งกันจริงๆ! มีครอบครัวแบบนี้ถึงได้เลี้ยงลูกสาวเฉลียวฉลาดแบบเจ้าได้!” ท่านอาสามเผลอหลุดปากชม
พอพูดจบเขาก็นึกขึ้นได้….ครั้งก่อนเขายังเคยด่าไว้บ้านตระกูลเถียนสั่งสอนไม่ดี!
ทว่าบัดนี้เขากลับกล่าวชมนางเสียงดังลั่น จนใบหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย
เถียนฮวนไม่ได้ใส่ใจเรื่องในอดีตนัก
นางได้ใช้ฝีมือพิสูจน์ตนเองต่อหน้าท่านอาสาม ได้รับคำชื่นชนจากเขาไม่ขาดปาก ในที่สุดก็มีคนเห็นว่านางเก่งกาจเฉลียวฉลาดเพียงใด
ในเมื่อเรื่องราวจบลงแล้ว นางก็ไม่คิดจะกดดันให้ท่านอาสามก้มศีรษะขอโทษนาง
ท่านอาสามผู้นี้เป็นผู้ใหญ่ที่รักและเอ็นดูสามีของนางยิ่งนัก นางมองปราดเดียวก็รู้ว่าเขาไม่ได้มีเจตนาร้าย
“ขอบคุณที่ชมเจ้าค่ะ หากท่านพ่อท่านแม่ของข้าได้ยินคำนี้จากท่านอาสาม คงต้องดีใจมากแน่ๆ” เถียนฮวนรีบตอบ
กู้ฉางสุ่ยก็หัวเราะ “ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านอาสามเป็นคนแยกแยะผิดชอบดีชั่วได้ ร้านบะหมี่ของท่านต้องเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นแน่นอน!”
ว่าแล้วเขาก็ควักเหรียญทองแดงออกมาเตรียมจะจ่ายเงิน แต่ท่านอาสามกลับรีบปัดมือเขาออก “บะหมี่สองชามนี้ข้าเลี้ยงเอง! พวกเจ้าช่วยเหลือข้า ค้าขายดีกว่าแต่ก่อน ข้าแค่เลี้ยงบะหมี่พวกเจ้ายังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ! ต่อไปนี้ถ้าพวกเจ้ามาที่ตัวตำบลเมื่อไหร่ ข้าจะเลี้ยงบะหมี่พวกเจ้าเสมอ!”
“จะดีหรือขอรับ” กู้ฉางสุ่ยเอ่ย
เถียนฮวนกลับขมวดคิ้วก่อนพูดเบาๆ ว่า “ความจริงแล้ว ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากรบกวนถามท่านอาสาม แม้ข้าจะนวดแป้งเป็น แต่บะหมี่ที่ข้านวดกลับไม่เหนียวหนึบเท่าบะหมี่ที่ท่านอาสะใภ้สามนวด ข้าอยากทราบว่าท่านอาสะใภ้สามมีเคล็ดลับใดเจ้าคะ”
“แน่นอนว่ามี! นอกจากน้ำแกงแล้ว ทักษะการนวดแป้งก็เป็นเคล็ดลับสำคัญของร้านเราด้วยนะ หากเป็นคนอื่นมาถาม เราไม่บอกหรอก ไหนๆ ภรรยาสุ่ยเกอเอ๋อร์ก็เป็นคนถาม เช่นนั้นข้าก็จะบอกเคล็ดลับให้พวกเจ้า!” พอพูดถึงบะหมี่ของบ้านตัวเอง ใบหน้าท่านอาสามก็เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
แต่พอหันไปมองภรรยาของตนที่กำลังยุ่งอยู่จนแทบไม่มีเวลาหายใจ ก็อดทำหน้าเก้อเขินไม่ได้ “ตอนนี้ร้านกำลังขายดี นางยังปลีกตัวออกมาไม่ได้ พวกเจ้ารอสักพักก็แล้วกัน รอให้คนซาลงก่อน ข้าจะให้อาสะใภ้สามมาสอนเจ้าด้วยตนเอง”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ!”
เถียนฮวนพยักหน้า ส่วนกู้ฉางสุ่ยก็ม้วนแขนเสื้อขึ้นทันที เข้าไปช่วยเก็บชามล้างจาน
ท่านอาสามเห็นดังนั้นก็รีบห้าม แต่จะห้ามเขาได้หรือ
กู้ฉางสุ่ยยิ้มให้ท่านอาสาม “ท่านอาสาม ไม่ต้องเกรงใจไป! ข้าอยู่ว่างๆ ท่านเพิ่งเลี้ยงบะหมี่ข้าไป อย่างไร ข้าก็ต้องช่วยทำอะไรตอบแทนบ้าง ท่านอย่าเสียเวลากับพวกเราสองคนเลย รีบไปรับลูกค้าที่เพิ่งเข้ามาเถิด!”
ท่านอาสามเองก็กำลังยุ่งจนหัวปั่น เห็นสองสามีภรรยาลงมือช่วยทำงานอย่างคล่องแคล่วว่องไว เขาก็ได้แต่ส่ายหัว แล้วรีบวิ่งไปต้อนรับลูกค้าที่หน้าร้าน
พอเริ่มทำงานก็ยุ่งจนหัวหมุน กว่าสองสามีภรรยาจะได้เดินทางออกจากร้านบะหมี่ เวลาก็ล่วงเลยไปถึงตอนบ่ายเสียแล้ว
เถียนฮวนไม่เพียงได้เรียนรู้เคล็ดลับการนวดแป้งจากอาสะใภ้สาม ทั้งสองยังได้กินข้าวกลางวันที่บ้านท่านอาสามอีกด้วย
ตอนเดินออกจากร้านบะหมี่ รถเข็นล้อเดียวก็มีแป้งหมักที่อาสะใภ้สามนวดไว้เพิ่มมาด้วยหนึ่งก้อน
กู้ฉางสุ่ยเข็นรถเข็นเดินเคียงข้างเถียนฮวน จ้องนางตาไม่กะพริบ ยิ่งมองก็ยิ่งยิ้มกว้างด้วยความสุข
รอยช้ำบนใบหน้ากับรอยยิ้มซื่อๆ ทำให้เขาดูเป็นคนเซ่อซ่าไปถนัดตา
เถียนฮวนโดนจ้องจนรู้สึกเขิน “ท่านมองอะไรของท่าน”
“ข้าเพิ่งรู้ว่า ภรรยาข้าทั้งเก่งทั้งฉลาด” กู้ฉางสุ่ยยิ้มเอ่ย “วันนี้เจ้าช่วยหาทางลงให้ท่านอาสาม ซ้ำยังทำให้ท่านอาสามกับอาสะใภ้สามยอมรับในตัวเจ้า เมื่อครู่ตอนเดินออกจากร้าน ท่านอาสามแอบกระซิบชมเจ้าไม่หยุดปาก สั่งให้ข้าดูแลเจ้าเป็นอย่างดี”
“ท่านอาสามกับครอบครัวเป็นคนดี ข้าชอบพวกเขายิ่งนัก” เถียนฮวนยิ้มพลางกล่าว
แม้ท่านอาสามกับอาสะใภ้สามไม่ได้เรียนหนังสือ แต่กลับขยันขันแข็ง ยอมรับความผิดพลาดของตนและแก้ไขปรับปรุง เมื่อได้รับความช่วยเหลือจากใคร ก็พยายามตอบแทนกลับด้วยความจริงใจ ไม่ยอมให้ตัวเองเป็นฝ่ายได้เปรียบแม้แต่น้อย
“ไม่น่าแปลกใจเลยที่ท่านจะสนิทกับพวกเขานัก ผู้ใหญ่แบบนี้แหละที่ควรคบหากันไปนานๆ”
“แน่นอนอยู่แล้ว! ท่านอาสามเคยทำให้ท่านปู่ของข้าเอ่ยปากชมเขาเชียวนะ!” กู้ฉางสุ่ยพูดด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ