ภรรยาดีสามีขยัน เบื่อแล้วตบตีกัน มิสู้ขยันสร้างเนื้อสร้างตัว [นิยายแปล] - บทที่ 60 ผู้ใดกัน?
เถียนฮวนยิ้มหวาน “ท่านจะขโมยหรือขอก็แล้วแต่ท่าน อย่างไรเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องของข้า ตอนนี้ข้าแค่อยากได้ของเหล่านี้ ถ้าท่านเอามาให้ เรื่องทุกอย่างก็จะจบลง ทว่าหากนำมาไม่ได้…หึ! คนในบ้านตระกูลเฉินอยู่ตรงนั้น ท่านจะให้ท่านลุงกับท่านป้าสะใภ้คอยจับตาดูพวกเราตลอดเวลาคงเป็นไม่ไปได้”
ถังหรูอี้กัดฟันแน่น “รู้แล้ว ข้าจะไปเอาให้!”
“อืม เช่นนั้นข้าจะรออยู่ตรงนี้” เถียนฮวนพยักหน้าอย่างพอใจ
ท่าทางของนางทำเอาถังหรูอี้โกรธจนแทบระเบิด ไม่อยากพูดอะไรกับพวกเขาอีกแม้แต่น้อย รีบยกเท้าเดินจากไปทันที
แต่พอเดินไปได้ไม่กี่ก้าว นางก็ยังอดไม่ได้ที่จะหันกลับมาพูดอีกคำว่า “พอได้ของแล้วก็รีบไสหัวไปให้พ้น! อีกอย่าง เจ้าก็แต่งงานแล้ว ต่อไปนี้ต้องอยู่ให้ห่างพี่ชายข้า!”
เถียนฮวนชะงักไปเล็กน้อย “เรื่องนี้พี่ชายท่านเกี่ยวอะไรด้วย”
ถังหรูอี้แค่นเสียงเย็นชา จากนั้นก็สะบัดตัวเดินจากไปทันที
เถียนฮวนจึงหันกลับมาทางกู้ฉางสุ่ยแล้วถอนหายใจ “ข้าว่าข้าเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดท่านลุงกับท่านป้าสะใภ้ไม่ได้ส่งคนมาแจ้งพวกเรา แท้จริงแล้วคงกลัวว่าเราจะไปฟ้องบ้านตระกูลเฉิน”
กู้ฉางสุ่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องถามขึ้นว่า “เหตุใดจู่ๆ เจ้าก็อยากได้ของเหล่านั้นเล่า เราก็ไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินสักหน่อย”
“มีโอกาสขอ ข้าก็ย่อมคว้าไว้สิ” เถียนฮวนตอบ “บังเอิญว่าข้านึกขึ้นมาได้ เดี๋ยวนี้รายรับรายจ่ายในบ้านเราเริ่มมากขึ้น ข้าว่าจดบัญชีไว้ก็ดี จะได้วางแผนได้สะดวกขึ้นด้วย”
“อย่างนี้นี่เอง! แบบนั้นก็ดีเหมือนกัน” กู้ฉางสุ่ยพยักหน้า
ทั้งสองเดินไปคุยไปไม่ได้รีบร้อนนัก จนกระทั่งถึงลานบ้านตระกูลถัง พื้นที่ว่างกลางลานมีโต๊ะอาหารสี่โต๊ะ แต่ละโต๊ะจัดวางถ้วยตะเกียบไว้เรียบร้อย
แขกเหรื่อทยอยกันเข้ามานั่ง
“ญาติผู้น้อง!”
กู้ฉางสุ่ยกำลังจะพาเถียนฮวนไปหาที่นั่ง ทว่าทันใดนั้น ถังหรูฉินก็โผล่มาโดยไม่ทันให้ตั้งตัว ทั้งยังเป็นฝ่ายเชื้อเชิญพวกนางเสียด้วยซ้ำ
“ทางนี้ มานั่งตรงนี้”
“ฉินเกอเอ๋อร์!”
แต่ไม่นาน ป้าสะใภ้หวังซื่อก็ส่งเสียงแหลมดังลั่น
นางรีบวิ่งมาขวางถังหรูฉินกับเถียนฮวน ส่งยิ้มให้เถียนฮวนแล้วกล่าวว่า “ฮวนเจี่ยเอ๋อร์ ถึงพวกเจ้าจะเป็นแขกคนสำคัญ แต่อย่างไรก็เป็นแค่บุตรสาวของญาติที่แต่งออกไปแล้ว จะให้ขึ้นนั่งโต๊ะหลักก็คงไม่เหมาะเท่าไหร่นัก ไม่อย่างนั้นไปนั่งรวมกับท่านลุงรองของเจ้าตรงโน้นเถิด!”
นางชี้ไปยังโต๊ะที่อยู่ห่างจากโต๊ะหลักมากที่สุด
“ท่านแม่!” ถังหรูฉินเอ่ยเสียงต่ำอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
หวังซื่อหันกลับมา ใบหน้าบึ้งตึงก่อนตวาดว่า “เจ้ายังเห็นว่าแม่เป็นแม่อยู่หรือไม่”
ถังหรูฉินกัดฟันแน่น แต่สีหน้าก็ยังมืดมน
ต่อให้เถียนฮวนจะไม่รู้ตัวเพียงใด นางก็คิดได้ว่าครานี้มีบางอย่างผิดปกติ
นางรีบพูดว่า “ก็แค่ที่นั่ง มิได้สำคัญอะไรนัก สามี พวกเราไปนั่งทางนั้นเถิด”
ถังหรูฉินกับหวังซื่อยังไม่ทันเอ่ยสิ่งใดต่อ สองสามีภรรยาก็เดินลิ่วไปยังโต๊ะตัวนั้นเสียแล้ว
สีหน้าของถังหรูฉินมืดดำเสียยิ่งกว่าเดิม เขาไม่สนเสียงเรียกของมารดา เดินจากไปทันที
หวังซื่อรีบวิ่งตามไปอย่างรวดเร็ว
เห็นท่าทางของแม่ลูกคู่นั้น ในหัวของเถียนฮวนก็เต็มไปด้วยความงุนงง
“สามี เกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดข้ารู้สึกว่าวันนี้ท่านป้าสะใภ้กับญาติผู้พี่ดูแปลกไปจากเดิม!”
“ไม่มีอะไรหรอก พวกเขาแค่ทะเลาะกันตามประสาแม่ลูก พวกเราแค่เคราะห์ร้ายถูกลูกหลงเท่านั้นเอง” กู้ฉางสุ่ยรีบตอบ
เถียนฮวนกะพริบตาปริบๆ “จริงหรือ”
“จริงสิ” กู้ฉางสุ่ยพยักหน้า สีหน้าเคร่งขรึมไร้พิรุธ
ทว่าภายในใจของเถียนฮวนกลับคิดว่าเรื่องนี้ไม่ชอบมาพากลยิ่งนัก
เพียงแต่นางเองก็คิดถึงสาเหตุอื่นไม่ได้ จึงได้แต่พยักหน้ารับ “ญาติผู้พี่มีความคิดเป็นของตัวเองมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ตอนเด็กๆ ท่านป้าสะใภ้พยายามจะบังคับให้เขาทำเรื่องที่ไม่ชอบอยู่หลายครั้ง พวกเขาก็ทะเลาะกันประจำ ข้าเคยเห็นมากับตา! วันนี้พวกเขาทะเลาะกันรุนแรงเกินไป ต่างคนต่างก็ไม่ยอมถอยเลยสักนิด”
“สุดท้ายคงต้องมีใครสักคนยอมถอย แต่อย่างไรเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวกับพวกเรา” กู้ฉางสุ่ยเอ่ย
“ก็จริง” เถียนฮวนพยักหน้า
แขกเหรื่อทยอยเข้ามาทีละกลุ่ม คนเหล่านี้เถียนฮวนย่อมรู้จักดี ทุกคนยิ้มทักทายนางอย่างเป็นกันเอง สองสามีภรรยารีบลุกขึ้น
ทว่าเมื่อทุกคนเห็นว่าข้างกายของเถียนฮวนมีบุรุษหนุ่มแปลกหน้าผู้หนึ่ง ต่างก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย “ฮวนเจี่ยเอ๋อร์ บุรุษผู้นี้คือใครกัน เหตุใดจึงนั่งกับเจ้า หลายวันมานี้ไม่พบหน้าเจ้าเลย เจ้าหายไปไหนมา”
“ข้าแต่งงานแล้วจึงไปอยู่บ้านสามีน่ะ ส่วนนี่คือสามีข้า” เถียนฮวนตอบกลับแบบไม่อ้อมค้อม
“หา? เจ้าแต่งงานแล้วหรือ แต่งตั้งแต่เมื่อใด ลุงเจ้าไม่ได้จัดงานแต่งให้เจ้าเลยนะ!” ชาวบ้านคนหนึ่งอุทานออกมา
แต่พอพูดจบก็โดนคนข้างๆ แอบสะกิดเข้าให้ ชาวบ้านคนนั้นรู้ตัวว่าพลั้งปากไปจึงรีบหัวเราะกลบเกลื่อนทันที
เถียนฮวนยิ้มน้อยๆ “ข้ากับท่านแม่อาศัยอยู่บ้านท่านลุงมาสามปี กินอยู่หลับนอนล้วนพึ่งพาเขาทั้งสิ้น พอออกเรือนแล้ว ข้าก็ไม่อยากให้ท่านลุงต้องลำบากอีก ตราบใดที่สามีดีกับข้า เรื่องอื่นข้าก็ไม่คิดมากนัก ข้าย้ายไปอยู่ที่ตำบลสือโถวแล้ว”
“อ้อ อย่างนี้นี่เอง! ดูไปแล้ว สามีเจ้าก็นับว่าดีอยู่นะ ขอแค่พวกเจ้าสองคนใช้ชีวิตร่วมกันอย่างสงบสุขก็พอแล้วละ!” ชาวบ้านผู้นั้นรีบเอ่ยขึ้น
“แน่นอนอยู่แล้ว” เถียนฮวนพยักหน้าเล็กน้อย
กู้ฉางสุ่ยก็รีบลุกขึ้น ยกถ้วยชาขึ้นคำนับชาวบ้านที่นั่งล้อมโต๊ะอยู่ “ตลอดสามปีที่ผ่านมา ต้องขอบคุณทุกท่านที่ช่วยดูแลนาง ก่อนหน้านี้พวกข้าสองคนแต่งงานกันอย่างเร่งรีบ ข้าก็ยังไม่มีโอกาสได้ขอบคุณพวกท่านให้ดี วันนี้ถือโอกาสนี้ ข้าขอคารวะทุกท่าน!”
“แหม เจ้าเด็กนี่เกรงใจกันเกินไปแล้ว!” เหล่าชาวบ้านรีบโบกมือปฏิเสธ แต่ในใจก็รู้สึกพอใจอย่างยิ่ง
พวกเขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าสามีของฮวนเจี่ยเอ๋อร์จะรู้จักกาลเทศะถึงเพียงนี้ ต่างรีบยกถ้วยชาขึ้นชนกับกู้ฉางสุ่ยเพื่อแสดงความยินดี
ความเป็นมิตรของพวกเขาทำให้บรรยากาศรอบด้านผ่อนคลายลง ชาวบ้านเริ่มเข้ามาชวนพวกเขาพูดคุยสัพเพเหระ
ชาวบ้านสนทนากับสองสามีภรรยาไปสักพัก จึงได้รู้ว่ากู้ฉางสุ่ยเป็นคนอัธยาศัยดียิ่งนัก ไม่ว่าเรื่องใดเขาล้วนโต้ตอบได้หมด
ชาวบ้านยิ่งชอบเขามากขึ้นไปอีก
เมื่อสุราเข้าปาก บรรยากาศเริ่มคึกคักขึ้น ทุกคนก็ยิ่งคุยกันอย่างออกรส
จู่ๆ มีคนผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นว่า
“จริงสิ สิบกว่าวันก่อน ข้าจำวันไม่ได้หรอก มีคนแปลกหน้าผู้หนึ่งมาที่หมู่บ้านของเรา แล้วเที่ยวถามเรื่องของฮวนเจี่ยเอ๋อร์ ฟังจากสำเนียงแล้ว เหมือนจะเป็นคนตำบลสือโถว!”
“ใช่ ข้าก็เจอเขาเหมือนกัน เขาถามอยู่หลายบ้าน! ข้าได้ยินว่าเขาไปถามหมู่บ้านข้างๆ อีกด้วยนะ”
เถียนฮวนได้ยินดังนั้น หัวใจพลันสะดุดวูบหนึ่ง!
สิบกว่าวันก่อนงั้นหรือ…
ผู้ใดกัน?