ภรรยาดีสามีขยัน เบื่อแล้วตบตีกัน มิสู้ขยันสร้างเนื้อสร้างตัว [นิยายแปล] - บทที่ 61 ญาติผู้น้องจะต้องอยู่ที่นี่!
- Home
- ภรรยาดีสามีขยัน เบื่อแล้วตบตีกัน มิสู้ขยันสร้างเนื้อสร้างตัว [นิยายแปล]
- บทที่ 61 ญาติผู้น้องจะต้องอยู่ที่นี่!
“ชายคนนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร” กู้ฉางสุ่ยรีบเอ่ยถามทันที
“อายุราวๆ สี่สิบปีได้กระมัง ตัวไม่สูงนัก พอๆ กับข้า แต่งตัวธรรมดาๆ สวมเสื้อตัวยาวสีน้ำเงิน หน้าตาก็ดูมีชีวิตชีวาดี รูปร่างก็ค่อนข้างล่ำสัน” ชาวบ้านช่วยกันอธิบายคร่าวๆ
เถียนฮวนพยายามนำคำบอกเล่าของชาวบ้านมาปะติดปะต่อกันเป็นภาพในหัว กลับพบว่าชายผู้นั้นเป็นเพียงชายบ้านนอกธรรมดาๆ ผู้หนึ่งก็เท่านั้น
นอกจากอายุและรูปร่างแล้ว ก็ไม่มีจุดสังเกตอื่นใด
ตอนแรกนางยังคิดว่าเป็นอาจารย์เกาเสียอีก! แต่พอลองคิดให้ถี่ถ้วนกลับพบว่า เมื่อสิบกว่าวันก่อนอาจารย์เกายังไม่รู้ว่านางคือใคร เช่นนั้นเขาจะตามมาถึงหมู่บ้านนี้ได้อย่างไร
คนผู้นั้นจะเป็นใครได้อีกเล่า นางคิดไม่ออกเสียแล้ว
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองกู้ฉางสุ่ย เห็นเขาขมวดคิ้วมุ่นเช่นกัน
“พวกท่านพูดอะไรกับเขาบ้าง” เขาถามเสียงเบา
“พวกข้าก็พูดความจริงน่ะสิ! ฮวนเจี่ยเอ๋อร์เป็นเด็กดี ทั้งฉลาดทั้งรู้ความ เมื่อก่อนข้าทำนา มือข้าถูกของมีคมบาดเป็นแผลใหญ่ เลือดไหลไม่หยุด เป็นนางที่รีบออกไปเก็บสมุนไพรมาห้ามเลือดให้ข้า อีกหลายวันหลังจากนั้นก็ยังช่วยทายาให้ทุกวัน มือข้ารอดมาได้ก็เพราะนางเลยนะ! เด็กดีขนาดนี้ ข้าจะพูดอะไรได้อีกนอกจากกล่าวชม” ชาวบ้านผู้หนึ่งรีบเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น
สตรีที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็รีบเสริมว่า “ปีที่แล้วตอนกลางคืนลูกชายข้าตัวร้อน ร้องไห้จนคนทั้งบ้านไม่ได้หลับไม่ได้นอน ทั้งเรียกหมอผีให้มาขับไล่วิญญาณร้าย ใช้ยันต์ขจัดวิญญาณร้าย ทำทุกวิถีทางเท่าที่จะคิดออก แต่ก็ไม่เป็นผล ตอนนั้นข้าคิดว่าลูกข้าคงไม่รอดเสียแล้ว! ดีที่ฮวนเจี่ยเอ๋อร์มาถึง นางทำอะไรสักอย่างก็ไม่รู้ แค่ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัวแล้วป้อนยาต้มสมุนไพรให้ไม่กี่คำ ไข้ก็ลดลง! วันนี้ลูกชายข้าแข็งแรงวิ่งเล่นได้เหมือนเด็กทั่วไป นางช่วยชีวิตลูกข้าไว้ พวกข้าไม่มีวันลืมบุญคุณของนาง! เมื่อมีคนมาถาม ข้าก็เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง”
“จริงด้วย! เมื่อสองปีก่อนพ่อข้าหกล้มขาหัก…”
ไม่นานชาวบ้านต่างก็พูดว่าเถียนฮวนเคยช่วยเหลืออะไรบ้านพวกตนบ้าง กระทั่งชาวบ้านที่นั่งโต๊ะข้างๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะมาร่วมวง
ทุกคนต่างกล่าวชื่นชมเถียนฮวน ทำเอากู้ฉางสุ่ยยิ้มอย่างภูมิใจ
“ดูท่าภรรยาข้าจะเก่งกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก” เขาหันไปส่งยิ้มให้ภรรยา
ทว่าเขาก็ยังไม่ลืมเรื่องสำคัญ เมื่อชมเถียนฮวนเสร็จ ก็หันกลับมาถามว่า “เช่นนั้น เขามีท่าทีอย่างไรหลังจากพวกท่านกล่าวชมภรรยาข้า”
“ท่าทีของเขาราวกับไม่พอใจอะไรบางสิ่ง!” ชาวบ้านรีบบอกทันที “พวกเราถามเขาว่ามีความเกี่ยวข้องอะไรกับฮวนเจี่ยเอ๋อร์ เขาก็ไม่ตอบให้ชัด เอาแต่พูดอ้อมค้อมว่าเคยซื้อชาฤดูใบไม้ร่วงจากฮวนเจี่ยเอ๋อร์ ไม่แน่ใจว่าดื่มได้หรือไม่ ก็เลยมาสอบถามดู ท่าทางของเขาน่าสงสัยยิ่งนัก ชาฤดูใบไม้ร่วงที่ฮวนเจี่ยเอ๋อร์ทำ มีด้วยหรือที่ดื่มไม่ได้ เขาเป็นคนขี้ระแวงและจู้จี้จุกจิก ข้าหงุดหงิดจนด่าไปยกหนึ่ง ตอนนั้นเขาโดนด่าจนหน้าเสีย โมโหจนจากไป!”
“จริงสิ เขาไปที่สำนักศึกษาตระกูลถังด้วยนะ คงไปไถ่ถามอะไรสักอย่าง เข้าไปคุยกับท่านลุงเจ้าในบ้านอยู่นาน! เจ้าลองไปถามลุงเจ้าดูก่อนดีไหม”
“แน่นอน ข้าย่อมต้องไปถามเขา” เถียนฮวนพยักหน้าทันที
ยิ่งกว่านั้น นางยังจับประเด็นสำคัญได้อีกจุดหนึ่ง
…ชาฤดูใบไม้ร่วงงั้นหรือ เช่นนั้นก็เป็นคนในหมู่บ้านกานสุ่ย ทว่านางแจกชามิใช่หรือ เหตุใดเขาจึงกล่าวว่านางขายชา
โชคดีที่ตอนนี้อาหารบนโต๊ะก็เกือบจะหมดกันแล้ว
เมื่อทุกคนอิ่มหนำแล้วก็ช่วยกันเก็บอาหารที่เหลือก่อนแยกย้ายกันกลับ แต่โต๊ะของถังซานยังคงส่งเสียงครื้นเครง ดื่มกินกันอย่างสนุกสนาน
เถียนฮวนคิดอยู่ครู่หนึ่ง เดิมทีนางตั้งใจจะรอให้ท่านลุงลุกจากโต๊ะก่อนแล้วค่อยไปถาม จู่ๆ ถังซื่อก็เดินมาหานาง
“ฮวนเจี่ยเอ๋อร์ พวกเจ้ากินเสร็จแล้วหรือ”
“เจ้าค่ะ เพิ่งกินเสร็จ” เถียนฮวนพยักหน้า
“พวกเจ้ากินข้าวเสร็จแล้วก็รีบกลับบ้านไปเสีย เดินทางอีกเกือบครึ่งวันกว่าจะถึงบ้าน”
เถียนฮวนถึงกับตะลึง “ท่านแม่ เหตุใดท่านถึงรีบไล่พวกเรากลับนัก” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“แม่ทำเช่นนี้ก็เพื่อเจ้า! วันนี้มีแขกมาเยอะ ที่นี่คงไม่มีที่ให้พวกเจ้านอนแน่ อีกทั้งบ้านของพวกเจ้าเองก็ยังมีเรื่องต้องจัดการอีกมาก เช่นนั้นก็อย่ามัวเสียเวลาอยู่ที่นี่เลย รีบออกเดินทางเสียแต่เนิ่นๆ จะได้กลับไปพักผ่อนเร็วขึ้น”
ถังซื่อลากนางเข้าไปเก็บของในเรือนหลังบ้าน เถียนฮวนรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ชอบมาพากล
“ท่านแม่!” นางคว้าข้อมือถังซื่อไว้แน่น “เกิดอะไรขึ้นกันแน่เจ้าคะ”
“เฮ้อ!” ถังซื่อถอนหายใจอย่างจนใจ นางประคองมือของเถียนฮวนไว้ทั้งสองข้าง “บางเรื่องเจ้าไม่ต้องรู้ให้ชัดเจนหรอก รู้ไว้แค่ว่าไม่ว่าทำอะไร แม่ก็ทำเพื่อเจ้าเสมอ”
“ลูกรู้ดีอยู่แล้วว่าท่านแม่ไม่มีทางทำร้ายลูก ทว่า…”
“รู้ก็ดีแล้ว เช่นนั้นพวกเจ้าก็รีบกลับไปเถิด!” ถังซื่อตัดบทก่อนจะยัดห่อสัมภาระใส่มือของเถียนฮวน แล้วผลักพวกเขาให้ออกไปทางประตูหลังเรือน
ขณะที่แม่ลูกกำลังยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่นั้น ถังหรูอี้ก็เดินเข้ามา นางเดินปึงปังพร้อมโยนห่อผ้าเล็กๆ ใส่เถียนฮวน
“ของที่เจ้าต้องการอยู่ในนี้ เจ้ารับไปแล้วไสหัวไปเสีย”
เถียนฮวนเผลอไปเพียงชั่วขณะ จึงถูกมารดาผลักออกจากบ้าน
ถังซื่อรีบปิดประตูหันหลังเดินจากไป
“ท่านแม่! ท่านแม่!” เถียนฮวนร้อง ทว่าถังซื่อไม่แม้แต่จะหันกลับมา
กู้ฉางสุ่ยเห็นดังนั้นจึงรีบดึงตัวเถียนฮวนไว้ “ไหนๆ ท่านแม่ยายก็ทำถึงเพียงนี้แล้ว ย่อมต้องมีเหตุผลของท่าน พวกเราทำตามที่ท่านพูดก็แล้วกัน”
“ในสถานการณ์เช่นนี้ ท่านจะให้ข้าจากไปได้อย่างไร เห็นได้ชัดว่าท่านแม่มีบางอย่างปิดบังข้าอยู่!” เถียนฮวนกระซิบเสียงแผ่ว
“เมื่อครู่เจ้าก็เห็นแล้ว หากท่านแม่ยายอยากบอกเจ้า ท่านก็คงพูดไปแล้ว ในเมื่อไม่พูด ก็หมายความว่าไม่อาจให้เจ้ารู้ได้ หากเป็นเช่นนั้น พวกเราก็รอสักพัก อีกสองสามวันค่อยกลับมาดูใหม่ บางทีถึงตอนนั้นท่านอาจยอมพูดก็ได้”
จริงหรือ
เถียนฮวนไม่อาจเชื่อได้เต็มปาก แต่กู้ฉางสุ่ยก็รับห่อผ้าจากมือนางไปแล้ว พร้อมดึงมือนางไว้แน่น
“ไปกันเถอะ!”
สองคนเดินออกจากหมู่บ้านด้วยกัน คิดไม่ถึงว่าจะมีเงาร่างสูงโปร่งขวางทางพวกเขา
“ญาติผู้พี่” เถียนฮวนชะงักฝีเท้า
“ญาติผู้น้อง”
ถังหรูฉินเรียกเสียงเบา เขายิ้มให้นางเล็กน้อย
“ญาติผู้พี่ ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร เมื่อครู่ท่านยังสนทนากับญาติตระกูลเฉินอยู่มิใช่หรือ” เถียนฮวนตกตะลึง
“ข้ามารอเจ้าที่นี่” ถังหรูฉินเอ่ยเสียงเบา เขาจ้องนางไม่วางตา
เถียนฮวนยังไม่ทันได้ตอบสิ่งใด กู้ฉางสุ่ยก็รีบลากนางไปอยู่ข้างหลังตน “ญาติผู้พี่ พวกเรากำลังจะกลับบ้านแล้ว ขอเจ้าหลีกทางด้วย”
“เจ้าจะกลับก็กลับไปเถิด แต่ญาติผู้น้องต้องอยู่ที่นี่” ถังหรูฉินกล่าว