ภรรยาดีสามีขยัน เบื่อแล้วตบตีกัน มิสู้ขยันสร้างเนื้อสร้างตัว [นิยายแปล] - บทที่ 7 แม่สามีลูกสะใภ้ทะเลาะกัน
- Home
- ภรรยาดีสามีขยัน เบื่อแล้วตบตีกัน มิสู้ขยันสร้างเนื้อสร้างตัว [นิยายแปล]
- บทที่ 7 แม่สามีลูกสะใภ้ทะเลาะกัน
แควก!
ทันใดนั้น เสียงผ้าขาดก็ดังสนั่นขึ้นมา เจียงซื่อกับลูกสาวทั้งสองที่กำลังโวยวายอยู่ถึงกับเบิกตากว้างพร้อมกัน
“เถียนซื่อ เจ้าเป็นอะไรไป!”
ฉึบ ฉึบ
เถียนฮวนออกแรงฉีกกระโปรงอีกหลายครั้ง แล้วโยนเศษผ้าลงกับพื้น
“บอกว่าไม่ให้ก็คือไม่ให้ ข้ายอมทำลายมันกับมือตัวเองเสียยังดีกว่าให้พวกเจ้าเอาไป!”
“นังสารเลว ข้าจะตีเจ้าให้ตาย!”
เจียงซื่อเดือดดาลถึงขีดสุด พุ่งเข้าหาเถียนฮวนแล้วเงื้อมือจะฟาด แต่กู้ฉางสุ่ยกลับคว้าตัวเถียนฮวนไว้แล้วดึงหลบไปด้านหลังตนทันที
“กู้ฉางสุ่ย เจ้าหลีกไปเดี๋ยวนี้!”
“ท่านแม่ นางไม่ได้ทำผิด”
“หึ! นางไม่ผิด? เจ้าหมายความว่าข้าผิด? น้องสาวเจ้าก็ผิดทั้งหมดด้วยสิ!” เจียงซื่อตะโกนเสียงแหลมดังลั่น
กู้ฮวาจือกับกู้ฮวาเย่ว์ก็ไม่ยอมแพ้ “กู้ฉางสุ่ย ท่านต้องกล่าวให้ชัดเจน นางเป็นฝ่ายผิดหรือพวกข้าเป็นฝ่ายผิด หากวันนี้ท่านไม่ชี้แจงให้กระจ่างก็ไสหัวออกไปเสีย”
“ใช่! ไปให้พ้น! ต่อจากนี้ไม่ต้องหวังจะกลับเข้าประตูบ้านนี้อีก! บ้านตระกูลกู้ของเราจะไม่ถือว่ามีพวกท่านสองคนเป็นคนในตระกูลอีกต่อไป!”
พูดจบ สองพี่น้องก็ตรงเข้ามาจะผลักไล่พวกเขาออกจากบ้าน
เห็นมือของทั้งสองจะคว้าไปทางเถียนฮวน กู้ฉางสุ่ยก็รีบผลักพวกนางออกไปทันที
พลั่ก!
กู้ฮวาจือเซถอยหลังล้มลงนั่งกับพื้น ก่อนจะแหกปากร้องลั่น “ท่านแม่! กู้ฉางสุ่ยผลักข้า! เพราะสตรีผู้นี้ เขาถึงกับไม่เห็นหัวน้องสาวของตัวเองแล้ว!”
“กลางวันแสกๆ จะโวยวายอะไรกันนักหนา! ข้างนอกยังได้ยินเสียงพวกท่านเอะอะ พวกท่านช่างไม่รู้จักอายเสียจริง!” ในจังหวะที่เหล่าสตรียังโต้เถียงกันวุ่นวาย กู้ฉางเจี๋ยก็เดินเข้ามาในลานบ้าน
พอเห็นบุตรชายสุดที่รัก เจียงซื่อก็รีบปรับสีหน้า แต่แววตายังเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“ลูกเอ๋ย เจ้าไม่รู้หรอก พี่สะใภ้ของเจ้าร้ายกาจใช่ย่อย เพิ่งจะวันเดียว พี่เจ้าก็หลงหัวปักหัวปำ ไม่ฟังพวกเราเลย เอาแต่เข้าข้างนาง รังแกพวกเรา!”
กู้ฮวาจือกับกู้ฮวาเย่ว์ก็พากันพูดเสริมไม่หยุด ใส่สีตีไข่เล่าเหตุการณ์เมื่อครู่ไปอีกชุดใหญ่
แต่ไม่ว่าจะพูดยังไง ความจริงก็คือความจริง…พวกนางแอบเข้าไปขโมยชุดเจ้าสาวกับปิ่นเงินของเถียนฮวนตอนที่เจ้าของไม่อยู่ จะบิดเบือนอย่างไรก็กลบความผิดนี้ไม่มิด
กู้ฉางเจี๋ยฟังจบก็หัวเราะเยาะเย้ยออกมาเบาๆ “ดูพวกท่านแต่ละคนสิ สภาพน่าสมเพชขนาดไหน แค่ชุดกับปิ่นเงินชิ้นเดียว บ้านตระกูลกู้ยากจนถึงขนาดไม่มีปัญญาซื้อของพวกนี้ให้พวกท่านหรือ ท่านแม่ ท่านพาบุตรสาวทั้งสองของท่านออกไปดูโลกบ้างเถอะ ไม่อย่างนั้นพอข้าสอบเป็นซิ่วไฉได้ เชิญสหายมาบ้าน แล้วคนพวกนั้นมาเห็นพี่สาวข้าเป็นแบบนี้ ข้าจะไม่อายตายหรือ”
“เจ้าพูดอย่างนี้ก็ไม่ถูก” เจียงซื่อรีบส่ายหน้า
ก็ใช่ว่าพวกนางจะอยากได้ชุดกับปิ่นเงินอะไรนั่นนักหรอก สิ่งที่พวกนางต้องการคือศักดิ์ศรี และการกดหัวสะใภ้ใหม่ให้ยอมศิโรราบตั้งแต่ต้นต่างหาก!
แค่วันแรก นางก็เอาชนะพวกตนไปแล้ว ถ้าปล่อยให้วันนี้นางชนะ จะให้พวกนางเอาหน้าไปไว้ที่ไหน สะใภ้คนนี้จะได้ใจขึ้นเรื่อยๆ และสุดท้ายคงไม่เห็นหัวพวกนาง
แต่กู้ฉางเจี๋ยก็หันหน้าหนีไปด้วยน้ำเสียงรำคาญ “เรื่องพวกนี้ข้าไม่ยุ่ง วันนี้ข้าเชิญสหายมาร่วมเขียนบทความ อย่าสร้างความวุ่นวายให้ข้าอีก”
ที่แท้เป็นแบบนี้เอง!
เจียงซื่อรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มทันที
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ทะเลาะแล้ว!” แต่ยังไม่วายถลึงตาใส่เถียนฮวน “เห็นแก่ลูกชายข้าหรอกนะ คราวนี้ข้าจะไม่เอาเรื่องที่เจ้ายุให้สุ่ยเกอเอ๋อร์ผลักจือเจี่ยเอ๋อร์หรอกนะ เอาของสองชิ้นของเจ้าไป แล้วไสหัวไปซะ!”
“ใช่ ท่าทางขี้งกแบบนี้ ราวกับทุกคนอยากได้ของของนางนักหนา ปิ่นกับเสื้อผ้าอะไรนั่น ข้าน่ะปีหนึ่งยังซื้อใหม่ตั้งหลายชุด ผู้ใดจะสนใจ!” กู้ฮวาเย่ว์เสริมด้วยน้ำเสียงเหน็บแนม
หากเป็นเมื่อก่อนที่ยังอยู่บ้านตระกูลเถียนแล้วได้ยินใครพูดกระแทกกระทั้นแบบนี้ เถียนฮวนคงลุกขึ้นเถียงกลับไปนานแล้ว
เพียงแต่ชีวิตสามปีที่ต้องอยู่ใต้ชายคาบ้านอื่น ก็สอนให้นางเข้าใจอะไรหลายอย่าง
เมื่อต้องอาศัยผู้อื่น นางก็จำต้องก้มหัวให้
เถียนฮวนจึงทำได้เพียงก้มหน้าแล้วหมุนตัวกลับเข้าห้องไป
“บ้าไปแล้ว! ก็แค่หญิงบ้านนอกคนหนึ่ง ยากจนถึงเพียงนี้แล้วยังกล้าแสดงท่าทางประหนึ่งคุณหนูผู้สูงศักดิ์ใส่ข้าอีก หน้าด้านจริงๆ!” กู้ฮวาจือลุกขึ้นแล้วถ่มน้ำลายไล่หลังเถียนฮวนที่เดินเข้าห้องไป
เจียงซื่อเห็นพฤติกรรมของบุตรสาวก็ไม่ได้ตำหนิอะไร เพียงแต่พอเห็นว่ากู้ฉางสุ่ยกำลังจะเดินจากไป นางก็รีบตะโกนเรียก
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
กู้ฉางสุ่ยหันกลับมา “ท่านแม่มีอะไรจะสั่งขอรับ”
“วันนี้ที่บ้านมีแขก จะสกัดน้ำมันไม่ได้ เดี๋ยวกลิ่นมันจะคลุ้งจนทำให้น้องชายเจ้ากับสหายเวียนหัวเอาได้ เจ้ารีบออกไปล่าไก่ป่าหรือกระต่ายมาสักตัวสองตัว จะได้ทำกับข้าวเพิ่มให้พวกเขา”
“ขอรับ”
กู้ฉางสุ่ยพยักหน้า แล้วก็หมุนตัวกลับเข้าห้องไปทันที
พอกู้ฮวาเย่ว์เห็นเข้าก็เบะปาก “ท่านแม่จะพูดดีๆ กับเขาไปทำไม คนแบบนี้น่ะ พอมีภรรยาก็ลืมท่านแม่เสียสิ้น สมควรไล่เขาออกจากบ้านด้วยซ้ำ ปล่อยให้อดอยากข้างนอกสักพัก เขาก็จะรู้เองว่าพ่อแม่ดีกับเขาแค่ไหน ถึงตอนนั้น เขาจะต้องเป็นฝ่ายหย่ากับนังสารเลวนั่น แล้วต่อไปก็จะยอมอยู่รับใช้พวกเราไปทั้งชีวิต!”
“พูดอันใดออกมา? อย่างไรเขาก็เป็นพี่ชายเจ้านะ!” เจียงซื่อทำหน้าดุใส่
กู้ฮวาเย่ว์สะบัดเสียงเย็น “ข้าไม่มีพี่ชาย พี่ชายที่เข้าข้างคนนอกมารังแกข้า ข้าไม่มีเสียยังดีกว่า ข้ามีน้องชายเพียงคนเดียว ตอนนี้ข้าก็รอให้น้องชายสอบเค่อจวี่ผ่าน ข้าจะได้แต่งกับซิ่วไฉแล้วกลายเป็นภรรยาของซิ่วไฉบ้าง!”
“ดูพูดเข้า แค่นี้ก็ไม่รู้จักอาย ยังเด็กอยู่แท้ๆ ก็พูดเรื่องแต่งงานแล้ว!” เจียงซื่อทั้งขำทั้งโมโห
กู้ฮวาเย่ว์ยักไหล่อย่างภาคภูมิใจ “ข้าพูดอะไรผิดหรือ ท่านแม่ไม่อยากให้ข้าแต่งกับซิ่วไฉหรือ”
“อยากสิ ข้าก็หวังไว้แบบนั้น ไม่ใช่แค่เจ้า แม้แต่พี่สาวเจ้า ข้าก็อยากให้แต่งเข้าตระกูลดีๆ ส่วนน้องชายเจ้า ข้าก็ต้องหาภรรยาดีๆ ให้เขาเหมือนกัน ต้องมีหน้าตา มีสติปัญญา พูดรู้ความ ว่านอนสอนง่าย กตัญญูต่อพ่อแม่ จะอย่างไรก็ต้องเป็นคุณหนูตระกูลร่ำรวยในตำบลเท่านั้น ห้ามให้เขาต้องลำบากเด็ดขาด!”
พูดถึงอนาคตของลูกๆ เจียงซื่อก็ทำหน้าราวฝันหวาน
“นั่นน่ะสิ ว่าที่น้องสะใภ้ของข้าไม่มีทางเป็นเหมือนนังสารเลวนั่น คนพรรค์นั้นไม่ใช่คนดี ต้องเอาชนะสามีแน่ๆ!” กู้ฮวาจือก็โพล่งออกมาอีกคน
เสียงของนางค่อนข้างดัง อย่างน้อยคนที่อยู่ในห้องอย่างเถียนฮวนก็ได้ยินทุกคำชัดเจน
เพียงแต่หลังจากเห็นธาตุแท้ของคนในบ้านหลังนี้ตั้งแต่เมื่อคืน ไม่ว่าสามแม่ลูกจะพูดจาหยาบคายแค่ไหน เถียนฮวนก็ยังคงสีหน้าเรียบเฉย
นางแค่นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น มือทั้งสองกำปิ่นเงินไว้แน่น ดวงตาล้ำลึกคู่นั้นก็ทอดมองไปยังที่ใดที่หนึ่ง
กู้ฉางสุ่ยเดินเข้ามาเห็นท่าทีของเถียนฮวนเป็นเช่นนี้โดยบังเอิญ
หัวใจเขากระตุกวูบ รีบพูดเสียงเบา
“ข้าขอโทษ”