ภรรยาดีสามีขยัน เบื่อแล้วตบตีกัน มิสู้ขยันสร้างเนื้อสร้างตัว [นิยายแปล] - บทที่ 9 กระต่ายตุ๋นหัวไชเท้า
- Home
- ภรรยาดีสามีขยัน เบื่อแล้วตบตีกัน มิสู้ขยันสร้างเนื้อสร้างตัว [นิยายแปล]
- บทที่ 9 กระต่ายตุ๋นหัวไชเท้า
ทั้งสองใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามในการล่าสัตว์ แต่กลับใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วยามในการขุดหย่วนจื้อ
พอเก็บหย่วนจื้อเสร็จ ดวงอาทิตย์ก็ลอยคล้อยไปทางตะวันตกแล้ว
ไม่พูดพร่ำ ทั้งสองก็รีบเก็บของแล้วลงเขากลับบ้าน
ระหว่างทางที่เดินผ่านลำธารสายหนึ่ง กู้ฉางสุ่ยก็เอื้อมมือจับปลาหลี่ตัวยาวพอๆ กับตะเกียบมาได้สี่ตัว
ตกเย็น สองสามีภรรยาก็หอบหย่วนจื้อหนึ่งมัดใหญ่ กระต่ายหนึ่งตัว และปลาหลี่สี่ตัวกลับถึงบ้านตระกูลกู้
ทันทีที่เปิดประตู เจียงซื่อก็เดินออกมาเพราะได้ยินเสียง พอเห็นเข้าก็เลิกคิ้วขึ้นสูง
“ผู้ใดใช้ให้เจ้าหอบหญ้าป่ากลับมามัดโตขนาดนี้ รีบเอาไปทิ้งเลย! น้องชายเจ้ากำลังแต่งกลอนเขียนอักษรอยู่ในห้อง เดี๋ยวแมลงอะไรในนั้นออกมากัดน้องชายเจ้า ใครจะรับผิดชอบ”
“ท่านแม่ ไม่ใช่หญ้าป่าเจ้าค่ะ พืชชนิดนี้เรียกว่าหย่วนจื้อ เป็นสมุนไพรประเภทหนึ่ง” เถียนฮวนรีบตอบเสียงเบา “ท่านแม่ของข้า…สุขภาพไม่ค่อยดี หลายปีมานี้ต้องกินยาที่ปรุงจากหย่วนจื้อตลอด เมื่อก่อนพวกเราต้องซื้อ แต่ข้าเห็นว่าบนเขามี จึงเก็บส่งให้ท่านแม่ แบบนี้จะได้ไม่เปลืองเงิน ทั้งยังใช้เป็นของฝากสำหรับกลับไปเยี่ยมบ้านได้ด้วย”
เจียงซื่อเชิดปากขึ้นทันที “แต่งออกไปแล้วก็เหมือนน้ำที่สาดออกจากอ่างน้ำ เจ้าก็เป็นคนของบ้านตระกูลกู้แล้ว จะมัวห่วงหาบ้านแม่เจ้าเพื่อสิ่งใด”
แม้จะยอมอ่อนข้อให้ในบางเรื่อง แต่กับเรื่องที่เป็นเส้นแบ่งชัดเจน เถียนฮวนก็ยังยืนยันหนักแน่น
“ท่านก็รู้ดี ท่านแม่ข้าไม่เหลือใครแล้ว เหลือแต่ข้าเพียงคนเดียว พวกเราอยู่ด้วยกันมาแต่ไหนแต่ไร สนิทกันยิ่งนัก ต่อให้แต่งออกมาแล้ว ข้าก็ไม่มีวันทอดทิ้งนาง นี่เป็นสิ่งที่ข้าต้องแจ้งให้ท่านทราบ”
เจียงซื่อสีหน้าเปลี่ยนไป
“พูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร หรือเจ้าจะให้บ้านเราจ่ายเงินเลี้ยงแม่เจ้า? ข้าขอบอกไว้เลยนะ บ้านเราน่ะไม่มีเงินมาดูแลคนนอกหรอก!”
รู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าอีกฝ่ายต้องพูดแบบนี้ เถียนฮวนก็กล่าวว่า “เรื่องนั้นท่านไม่ต้องกังวล ข้าจะหาวิธีด้วยตัวเอง”
“เจ้ามีปัญญาหรือ หาเงินเป็นไหม ถ้าหาไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องใช้เงินจากบ้านเราอยู่ดี!” เจียงซื่อตวาด
ยังไม่ทันพูดจบ ก็ได้ยินเสียงกระแอมกระไอด้วยความไม่พอใจดังออกมาจากห้องกู้ฉางเจี๋ย
เจียงซื่อรีบเปลี่ยนน้ำเสียง ลดระดับเสียงลงทันที “เอาเถอะๆ ตอนนี้ข้าไม่อยากมานั่งเถียงอะไรกับเจ้าอีก ข้าถามหน่อย เจ้าใช้กระต่ายทำอาหารเป็นหรือไม่ ถ้าทำได้ก็ไปทำอาหารให้ข้าหน่อย น้องชายสามีเจ้าเขียนหนังสือแต่งกลอนมาตั้งนาน คงเหนื่อยแย่ เดี๋ยวข้าจะให้เขากินอะไรดีๆ หน่อย”
“เจ้าค่ะ” เถียนฮวนพยักหน้า รับกระต่ายกับปลาหลี่มาจากกู้ฉางสุ่ย แล้วเดินเข้าครัวไปทันที
นางชำแหละกระต่าย ถอนขน รีดเลือด แล่เป็นชิ้นขนาดพอเหมาะ จากนั้นใช้เกลือหยาบหมักไว้สักครู่ แล้วจึงตุ๋นกับหัวไชเท้า
ส่วนปลาหลี่นั้นเอาเครื่องในออกให้เรียบร้อย ตั้งน้ำมันช่ายจื่อให้ร้อนแล้วทอดให้เหลืองทั้งสองด้าน เติมน้ำเปล่าแล้วเคี่ยวบนเตาไฟอ่อนๆ จนได้น้ำแกงขาวขุ่น
ก่อนยกลง นางโรยเกลือและต้นหอมเล็กน้อย กลิ่นหอมก็อบอวลทั่วครัว
เมื่อทำอาหารสองจานหลักเสร็จแล้ว เถียนฮวนก็หั่นผักกาดขาวมาผัดอีกจาน ทำเป็นหมูนึ่งข้าวคั่ว
เนื้อสามผักหนึ่ง รวมเป็นสามกับข้าวหนึ่งน้ำแกง สีสันของอาหารแดงเขียวสวยงาม เมื่อจัดใส่จานก็ยิ่งดูน่ารับประทาน
เมื่อยกกับข้าวทั้งสี่ขึ้นโต๊ะ สองพี่น้องกู้ฮวาจือกับกู้ฮวาเย่ว์ก็ไปเรียกกู้ฉางเจี๋ยกับสหายออกมากินข้าว
กลุ่มปัญญาชนในชุดยาวทยอยเดินออกมา พอเห็นอาหารทั้งสี่บนโต๊ะ พวกเขาก็พากันทำหน้าตกใจ
“โห พี่ฉางเจี๋ย วันนี้ท่านแม่เจ้าฝีมือดีขึ้นเยอะเลยนะ! อาหารพวกนี้ดูหน้าตาดีกว่าคราวก่อนที่เรามากินตั้งเยอะ!”
“กลิ่นก็ดีกว่าเดิมยิ่งนัก! แค่ไม่รู้ว่ารสชาติจะเป็นอย่างไร”
เมื่อได้ยินคำชมเหล่านี้ กู้ฉางเจี๋ยก็อดรู้สึกปลาบปลื้มไม่ได้
“อาหารพวกนี้ไม่ใช่แม่ข้าทำหรอกนะ เป็นพี่สะใภ้ใหญ่ข้าทำ”
“พี่สะใภ้ใหญ่เจ้า? พี่ใหญ่เจ้ามีภรรยาตั้งแต่เมื่อไหร่ ข้าไม่เห็นรู้เรื่องเลย! ไม่ได้จัดงานแต่งเสียด้วยซ้ำ!”
“เพิ่งแต่งเมื่อวานนี้ พี่ใหญ่ข้าก็อย่างที่พวกเจ้ารู้กัน ไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของพ่อแม่ข้า จะให้จัดงานเอิกเกริกไปทำไม แค่รับตัวเข้าบ้านมาก็พอแล้ว” กู้ฉางเจี๋ยตอบเรื่อยเปื่อย จากนั้นก็โบกมือเรียกบรรดาสหาย “ไม่ต้องพูดมากแล้ว มากินข้าวกันเถอะ!”
“ดีเลย!” เหล่าปัญญาชนที่มาด้วยกันก็ไม่ได้สนใจเรื่องกู้ฉางสุ่ยนัก พวกเขาสนใจอาหารบนโต๊ะมากกว่า
พอกู้ฉางเจี๋ยเอ่ยชวน ทุกคนก็รีบหาที่นั่งทันที
กู้ฮวาจือกับกู้ฮวาเย่ว์ก็รีบช่วยกันตักข้าว ส่งถ้วย ดูแลแขกอย่างขะมักเขม้น
พอคำแรกเข้าปาก เสียงชมก็เริ่มดังขึ้นทันที
“อร่อยมาก! เนื้อกระต่ายไม่มีกลิ่นสาบเลย แถมรสชาติเข้มข้นจริงๆ อร่อยมาก!”
“น้ำแกงปลาหลี่หอมมาก กลิ่นคาวไม่มีเลยแม้แต่น้อย รสชาติดีมาก ข้าดื่มได้สองถ้วยแน่ๆ!”
“แม้แต่ผัดผักธรรมดาก็ยังกรอบอร่อย หมูนึ่งข้าวคั่วก็แทบจะละลายในปาก ข้าวถ้วยนี้ข้ากินได้อีกถ้วย!”
พวกเขานั่งกินไปพลาง กล่าวชมอาหารไปพลาง คำพูดสรรเสริญหลั่งไหลไม่ขาดสาย
บางคนถึงกับเริ่มแต่งกลอน กล่าวคำเปรียบเปรยอย่างงดงาม สมกับเป็นปัญญาชนในยุคโบราณ
กู้ฮวาจือกับกู้ฮวาเย่ว์ที่ช่วยรินน้ำชาอยู่ข้างๆ ก็พลอยรู้สึกภูมิใจขึ้นมาทันตาเห็น
ขณะที่ลานหน้าบ้านกำลังวุ่นวาย เถียนฮวนซึ่งเป็นคนทำอาหาร กลับเก็บตัวอยู่ในห้องตั้งแต่จัดการปรุงอาหารเสร็จ นางเอาเวลาไปตั้งอกตั้งใจจัดการกับหย่วนจื้อ
ส่วนเรื่องที่พ่อแม่สามีปล่อยให้บุตรสาวซึ่งยังไม่ออกเรือนไปนั่งคุยกับบุรุษแปลกหน้ากลางลานบ้าน นางก็ไม่อยากพูดถึงอีกแล้ว
หญิงสาวเริ่มจากกำจัดเศษหญ้าออกจากหย่วนจื้อทีละต้น จากนั้นค่อยๆ เอาแกนด้านในออก เหลือไว้แต่เปลือกด้านนอก
ฟังดูเหมือนง่าย แต่ทำจริงกลับต้องใช้แรงและเวลา หากกู้ฉางสุ่ยไม่มาช่วยอีกแรง นางคงไม่มีทางจัดการกับหย่วนจื้อทั้งหมดภายในหนึ่งชั่วยามได้แน่
“หมดวันแล้ว เอาแค่นี้ก่อน ท่านเอาไปแขวนตากไว้สักคืน พรุ่งนี้เราค่อยเอาไปที่บ้านตระกูลถัง แล้วจัดการที่เหลือให้เรียบร้อยอีกที” เถียนฮวนปัดเศษหญ้าออกจากตัวแล้วหันมาบอก
กู้ฉางสุ่ยพยักหน้า เก็บหย่วนจื้อใส่ตะกร้าให้เรียบร้อยก่อนนำไปแขวนไว้ใต้ชายคา
เวลานั้นเอง กู้ฉางเจี๋ยกับสหายก็พากันลุกจากโต๊ะ หลังกินอิ่มกันถ้วนหน้า
แขกที่มาเยือนอิ่มหนำสำราญกันถ้วนหน้า ต่างก็พุงกางเดินกลับไป
กู้ฉางเจี๋ยหาวแล้วหาวอีก ก่อนจะกลับเข้าไปนอน อาหารที่เหลืออยู่ก็ถูกเจียงซื่อ กู้อัน และบุตรสาวทั้งสองช่วยกันกวาดเรียบไม่เหลือ
พอเถียนฮวนกับกู้ฉางสุ่ยมาหาอะไรกิน ก็พบว่าในถ้วยในจานสะอาดหมดจด ไม่มีอะไรเหลือเลยแม้แต่น้อย
“ถึงข้าจะไม่ชอบหน้าท่านสักเท่าไหร่ แต่กับข้าวที่ท่านทำก็ใช้ได้เลยนะ ทำเอาข้ากินข้าวเพิ่มไปอีกถ้วย เย็นนี้สงสัยต้องออกไปเดินย่อยสักหน่อยแล้ว” กู้ฮวาจือพูดพลางแคะฟันพลาง
เจียงซื่อที่วันนี้ไม่ได้ทำกับข้าวเอง แต่ก็ได้กินข้าวดีๆ ถึงสองมื้อ ตอนนี้อารมณ์ดีเลยพูดกับเถียนฮวนว่า
“ไปดูในครัวหน่อย เหลืออะไรอยู่ก็ทำอะไรกินกันเองก็แล้วกัน อย่างไรเสีย ข้าก็ไม่ยอมให้พวกเจ้าท้องว่างหรอกนะ!”
น้ำเสียงที่ทำราวกับกำลังโปรยทาน ทำเอาเถียนฮวนถึงกับพูดไม่ออก
นางไม่พูดอะไรอีก ตรงดิ่งเข้าไปในครัวทันที
มองไปรอบๆ เห็นว่าแทบไม่มีวัตถุดิบเหลือเลย แต่ยังโชคดีที่เจอไข่ไก่อยู่สองฟอง
นางจึงตักแป้งออกมาสองถ้วย นวดแป้งแล้วรีดเส้นต้มเป็นบะหมี่ไข่สองชาม
ชามใหญ่หนึ่งชามนางยื่นให้กู้ฉางสุ่ย ส่วนตัวเองก็ถือชามเล็กไว้
“กินเถอะ!” นางดันชามใหญ่ไปตรงหน้าเขา
กู้ฉางสุ่ยมองบะหมี่เต็มชาม กับไข่กวนสีเหลืองทองที่วางอยู่ด้านบนแล้วขมวดคิ้ว
“ท่านแม่รู้เข้าคงด่าเจ้าแน่”
“งั้นก็ปล่อยให้ด่าไปเถอะ ถึงจะด่า พวกเราก็ไม่ได้คายออกมาให้นางกินซะหน่อย” เถียนฮวนสะบัดเสียงเย็นชา
กู้ฉางสุ่ยแววตาเป็นประกาย
“ก็จริง”
เขาพยักหน้า แล้วก็หยิบตะเกียบลงมือกินทันที