มรดกมารสวรรค์ - บทที่14 การต่อสู้โจวซิน1
ท้องฟ้ามืดครึ้มแม้จะเป็นตอนกลางวัน แสงสว่างมาพร้อมเสียงฟ้าร้องทั่วฟ้า พื้นดินทั่วกันล้วนถูกทับถมด้วยหิมะขาว ต้นไม้นั้นรองรับกับหิมะที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ชายหนุ่มคนหนึ่งแบกกิ่งไม้จำนวนมาก เดินแหวกหิมะที่กองสูง หิมะหนาวเหน็บกัดเซาะผิวเนื้อจนแดงก่ำ ชายหนุ่มคนนั้นไม่นานก็ล้มลงด้วยความหนาว แม่น้ำสายน้ำต่างๆ ถูกลมหนาวแช่แข็งจนหมด
เยี่ยนอวี้เจินกระโดดลงมาจากบนฟ้า จับร่างของชายหนุ่มขึ้นมาด้านหลังของตน เหล่ากลุ่มล่าสัตว์อสูรที่มีระดับมากกว่าระดับกำเนิดขั้นปลายต่างมาช่วยชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน เยี่ยนอวี้เจินเมื่อหายใจออกมาก็ปรากฏไอขาวที่เย็นจัด เขานั้นมองขึ้นบนฟ้า กลุ่มเมฆม้วนตัวรวมกันอย่างน่าประหลาดใจราวกับมันนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเอง
“สามวันแล้ว ลั่วเหอเจ้าปลอดภัยดีหรือไม่?”
เมื่อสามวันก่อน
แต่ละหมู่บ้านได้ประชุมเกี่ยวกับพายุฤดูหนาวที่รุนแรงเกินการควบคุม พวกเขานั้นได้แบ่งกลุ่มเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกนั้นคือกลุ่มที่จะรอช่วยชีวิตชาวบ้านที่เดินออกไปหาทรัพยากรและปกป้องพวกเขา กลุ่มที่สองนั้นคือกลุ่มพิเศษสำหรับคนที่มีระดับจอมยุทธ์ขั้นเริ่มต้นขึ้นไป เป็นการตรวจสอบการเคลื่อนไหวสัตว์อสูรระดับสูง
แม้มีชาวบ้านในแต่ละหมู่บ้านมากมายไม่พอใจที่ผู้นำหมู่บ้านของพวกเขา แต่ละคนต่างยังมีความคิดในการเลือกไปสังหารสัตว์อสูรตัวนั้นเพื่อเอาค่าตอบแทนจากโจวเมิ่น แต่สุดท้ายเสียงของผู้นำหมู่บ้านนับเป็นคำขาด กลุ่มแรกนั้นผู้นำก็คือเยี่ยนอวี้เจิน ส่วนกลุ่มสองนั้นผู้นำคือโจวเมิ่น เยี่ยนอวี้เจินนั้นเดินมาหาลั่วเหอ เพราะเขานั้นไม่ค่อยไว้ใจโจวเมิ่น
“ลั่วเหอ ระวังตัวด้วย พวกมันอาจใช้โอกาสนี้ในการจัดการเจ้า!”
“ท่านไม่ต้องห่วง ข้าจะระวัง”
การสำรวจนั้นเป็นไปได้ดี โจวเมิ่น โจวซิน และลั่วเหอนั้นระวังตัวเป็นพิเศษ เพราะว่ามีเพียงกลุ่มของโจวเมิ่นและลั่วเหอที่พอรู้ว่า ในเมื่อหิมะนั้นตกไปทั่วทิศ ราชันย์อสรพิษหยกขาวก็ไม่จำเป็นต้องขยายอาณาเขตของมัน เพราะทุกที่คืออาณาเขตของมัน แต่ว่ายังมีข้อดี เพราะการตรวจจับของมันต่ำลงเมื่อเทียบกับเมื่อก่อนที่ตรวจจับสิ่งใดได้ก็สังหารในทันที
ทุกคนล้อมเป็นวงกลม โดยที่โจวเมิ่นยืนอยู่ตรงกลาง
“ข้าจะจับรายชื่อที่จะคู่กันเพื่อสำรวจได้ไวยิ่งขึ้น คู่แรก โจวซินและลั่วเหอ”
การจับคู่ของโจวเมิ่นนั้นแน่นอนว่ามีการคุยกันเบื้องหลังแล้ว เพื่อไม่ให้เป็นการทำให้โจวเมิ่นเสียเปรียบ เขานั้นได้ตกลงผู้นำหมู่บ้านในการที่จะแบ่งแยกเป็นสองกลุ่ม เพื่อที่จะ…แยกเยี่ยนอวี้เจินและลั่วเหอออกจากกัน เนื่องจากในกลุ่มของเยี่ยนอวี้เจินมีสายของโจวเมิ่นอยู่ การที่ลั่วเหอประกาศว่าตนได้เลื่อนระดับแล้ว เรื่องนี้นั้นทำให้โจวซินไม่สบายใจ เพราะสองเดือนก่อน ลั่วเหอในสายตาโจวซินไม่นับว่ามีความสามารถในการที่จะทัดเทียมเขาได้ แต่ตอนนี้นั้นแตกต่าง ลั่วเหอเข้าสู่ระดับจอมยุทธ์ขั้นเริ่มต้นแล้ว
“พวกเจ้าสองคนไปสำรวจที่ฝั่งเหนือ ดูการเคลื่อนไหวของสัตว์อสูรให้ดี”
ลั่วเหอที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เขานั้นได้คำนับโจวเมิ่นพร้อมกับโจวซิน
“ขอรับ!”
โจวเมิ่นนั้นแอบยิ้มออกมา ลั่วเหอนั้นคิ้วขมวดและได้เดินตามโจวซินไปโดยไม่ได้กล่าวอะไรออกมา แต่ลั่วเหอคิดในใจ
“เหตุใดต้องเวลานี้ หากฆ่าโจวซินในตอนนี้จริงๆ คนที่สามารถรับมือสัตว์อสูรระดับสูงได้ก็มีน้อยลง ข้าต้องหนีจริงๆ หรือ?”
ทั้งคู่นั้นเดินมาสักพัก หิมะขาวนั้นก็ตกอย่างต่อเนื่อง บริเวณที่ลั่วเหอและโจวซินเดินไปในพื้นที่ว่างเปล่าดูไม่มีสิ่งใดที่ผิดปกติ คลื่นพลังสัตว์อสูรก็ไม่มีแม้แต่น้อย แต่โจวซินเขานั้นก็ยังคงที่จะเลือกเดินต่อไป ลั่วเหอนั้นก็เริ่มกำทวนเหล็กของตนเองแน่น เพราะยิ่งเดินก็ยิ่งห่างไกลจากกลุ่มหลัก ไกลจนใครก็ตามไม่สามารถตะโกนขอความช่วยเหลือได้ หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
ลั่วเหอนั้นชี้ทวนไปที่โจวซิน
“พอเถอะ ไกลมากแล้ว”
เมื่อโจวซินหันมา ใบหน้านั้นช่างน่ากลัว เขานั้นปรากฏสีหน้าที่ยิ้มแย้ม แต่ลั่วเหอก็ยังมองด้วยสายตาที่ไร้ความกลัวเหมือนเช่นเคย
“หึๆ ใช่ๆ ไกลมากแล้ว ไกลพอที่จะฆ่าใครสักคน เจ้าว่าใช่หรือไม่?”
ลั่วเหอไม่ได้ตอบสิ่งใด แต่เขานั้นตั้งกระบวนท่าทวนพร้อมต่อสู้ มุกวิญญาณระดับกลางสามเม็ดปรากฏให้พลังลั่วเหออยู่ด้านหลังเพียงหนึ่งเม็ด
“ก็ใช่ แต่คนที่ตายย่อมไม่ใช่ข้า”
สีหน้าที่มั่นใจของลั่วเหอเหมือนกับตอนนั้น สีหน้าที่ไร้ความกลัว คำพูดที่ดูเย่อหยิ่ง ไร้กังวล และไม่เห็นโจวซินในสายตา มันเป็นอะไรที่ทำให้โจวซินนั้นอยากฆ่าลั่วเหอมาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ครั้งที่เยี่ยนอวี้เจินมาช่วยลั่วเหอได้ทัน สองเดือนมานี้ คนที่โจวซินอยากเจอมากที่สุดก็คือลั่วเหอ เขานั้นหยิบดาบออกมาและปลดปล่อยพลังปราณคลุมตัวระดับจอมยุทธ์ขั้นกลาง
ลั่วเหอนั้นเพ่งมองไปที่โจวซินและคิดในใจ
“นึกไม่ถึง โจวซินจะเข้าสู่ระดับจอมยุทธ์ขั้นกลางภายในสองเดือน!”
โจวซินใช้นิ้วถูดาบของตนและพุ่งเข้าโจมตีลั่วเหอด้วยรอยยิ้ม ลั่วเหอหมุนทวนป้องกัน ส่วนโจวซินก็ใช้ดาบฟันอย่างต่อเนื่อง คลื่นลมปราณรุนแรงมากพอที่จะทำให้หิมะนั้นแหวกออก
“ทำเหมือนครั้งก่อนสิเจ้า ปัดป้องข้าได้ง่ายๆ เลยไม่ใช่หรือ?”
ลั่วเหอนั้นหมุนทวนและพุ่งตัวถอยหลัง ส่วนโจวซินก็พุ่งตัวไปด้านหน้า ใช้ดาบฟันกดดันลั่วเหออย่างต่อเนื่อง ขาของลั่วเหอนั้นติดกับต้นไม้ด้านหลัง ลั่วเหอจึงเลิกหมุนทวนและงัดทวนขึ้นเพื่อให้โจวซินเสียจังหวะ และใช้ฝ่ามือเล็งไปที่อกของโจวซิน แต่โจวซินก็สามารถควงดาบอย่างรวดเร็วมารับการโจมตี ลั่วเหอนั้นนึกถึงวิชาปัดป้องของตระกูลซู ที่โจวซินกำลังพยายามให้ลั่วเหอใช้มัน ลั่วเหอนั้นคิ้วขมวดและคิดในใจ
“ไม่ได้! ปราณดาบของโจวซินแข็งแกร่งกว่าเดิมหลายเท่า หากใช้วิชาปัดป้องของตระกูลซู คนที่จะเสียเปรียบคือเราเอง อีกทั้งเจ้านี่ยังไม่ใช้วิชายุทธ์แม้แต่น้อย”
โจวซินนั้นหัวเราะออกมาพร้อมแกว่งดาบ คลื่นปราณดาบรุนแรงจนทำให้ลั่วเหอต้องแกว่งทวนทำลายคลื่นดาบที่แสนทรงพลัง!
“มาเถอะ ได้เวลาจบแล้ว!”
ลั่วเหอใช้ดัชนีสองนิ้วควบคุมมุกวิญญาณอสูรระดับกลางอีกสองเม็ดให้พลังแก่ลั่วเหอ ทำให้เขานั้นกระทืบพื้นออกมา ลมปราณที่แข็งแกร่งปรากฏ หิมะนั้นกระจาย ทำให้โจวซินใช้ดาบมากันหิมะ ลั่วเหอปลดปล่อยลมปราณคลุมตัวระดับจอมยุทธ์ขั้นต่ำ!
โจวซินยิ้มมุมปาก เขานั้นพุ่งดาบโจมตีลั่วเหอ แต่ลั่วเหอเอนตัวไปด้านหลังเพื่อหลบดาบของโจวซิน และแกว่งทวนจนทำให้โจวซินได้รับบาดเจ็บ ทำให้โจวซินไม่พอใจอย่างมาก เขานั้นใช้นิ้วปาดเลือดที่ท้องของตนเอง และใช้เลือดที่ท้องของเขาวาดอักษรด้วยเลือดลงดาบ อักษรเลือดส่องแสงขึ้นดาบของโจวซิน และร่างกายของโจวซินเกิดปราณสีแดงเลือดปกคลุมตัว
“ดาบเลือดคลั่ง คมดาบสองซ่อน!”
ดาบปราณสีแดงโจมตีใส่ลั่วเหอ วิชาดาบนี้ฟันไปแล้วสร้างคลื่นดาบโจมตีสองครั้งในการโจมตีครั้งเดียว ลั่วเหอกระโดดถอยหลัง หมุนตัวยืดแขนข้างที่จับทวน ใช้วิชาอสรพิษแดงทันทีนั้นทวนของลั่วเหอปรากฏอสรพิษแดงขนาดเล็กเลื้อยรอบทวน ลั่วเหอชี้ทวนไปที่โจวซิน อสรพิษแดงพุ่งออกไปและขยายใหญ่ขึ้น อสรพิษแดงขนาดใหญ่โจมตีโจวซิน เขานั้นใช้ดาบมากันจนกระเด็นไปไกล….