มรดกมารสวรรค์ - บทที่15 การต่อสู้โจวซิน2
ปราณสีเลือดได้หายไป ฝุ่นนั้นกระจายไปทั่ว ลั่วเหอเดินถอยหลังไปหลายก้าว และหมุนทวนไปไว้ด้านหลัง เมื่อฝุ่นจางหายไป โจวซินนั้นก็หายไป เหลือเพียงต้นไม้ที่แตกหักและยุบลง ลั่วเหอนั้นหันตัวมองไปรอบๆ เม็ดสีเทาสามเม็ดได้กลิ้งมาใกล้ๆ กับลั่วเหอ เขานั้นจึงใช้ทวนทุบเม็ดสีเทานั้นจนระเบิดออก
ลั่วเหอนั้นรีบกระโดดถอยหลัง และใช้มือปิดจมูกไว้ ลั่วเหอที่ลอยตัวอยู่ก็หันซ้ายหันขวา แต่กลับพบเพียงควันสีเทารอบตัว ที่แท้เม็ดสีเทาก็คือระเบิดควัน เมื่อลั่วเหอตรวจสอบแล้วว่าไม่ใช่ควันพิษ ทำให้ลั่วเหอนั้นแกว่งทวนไปรอบๆ ทำให้กลุ่มควันกระจายตัวไป
เสียงฝีเท้าวิ่งไม่หยุด!
“ลั่วเหอ! ฝีมือเจ้าไม่ธรรมดาจริงๆ แต่ก็เท่านั้น!”
หินก้อนหนึ่งถูกปาด้วยความเร็วเข้ามาที่ลั่วเหอ แต่ก็ถูกทวนของลั่วเหอฟาดลงพื้นจนแตกกระจายเป็นผุยผง
“ฮ่าๆ ข้าอยู่นี่”
ดาบปราณรุนแรงของโจวซินพุ่งผ่านหน้าลั่วเหอไป ลมด้านหลังของลั่วเหอนั้นแปลกไป ทำให้ลั่วเหอหมุนตัวแกว่งทวนโจมตีโจวซินที่พุ่งฝ่ามือปราณมาจากด้านหลัง แต่โจวซินหมุนตัวและกระแทกฝ่ามือกดทวนของลั่วเหอ ทำให้ทวนชี้ลงพื้นดิน และใช้อีกมือโจมตีลั่วเหอ ทำให้เขานั้นโดนฝ่ามือโจวซินกระแทกเต็มอก
ลั่วเหอถอยไปไกล เขานั้นกระอักเลือดออกมา ลั่วเหอปลดปล่อยพลังปราณระดับจอมยุทธ์ขั้นเริ่มต้นออกมา ลั่วเหอกำทวนแน่นและหลับตาลง เสียงใบไม้ขยับ เสียงหิมะที่กระทบกับใบไม้ เสียงลม ลมที่พัดผ่านต้นไม้ พัดผ่านใบไม้ ล้วนอยู่ในการสัมผัสของลั่วเหอ
แม้จะมีควันที่ทำให้ลั่วเหอไม่สามารถมองเห็นได้ แต่การตรวจจับของลั่วเหอนั้นเก่งกาจ เพราะสองเดือนมานี้ สัตว์อสูรไม่ธรรมดาบางตัวสามารถเก็บกลิ่นอายของตนเองได้เพียงชั่วครู่ แต่ก็มากพอที่จะสังหารนักล่าสัตว์อสูร ลั่วเหอจึงได้ฝึกการตรวจจับเป็นพิเศษ ระเบิดควันเพียงเล็กน้อยของโจวซินจึงไม่สามารถทำอะไรต่อการรับรู้ของลั่วเหอได้แม้แต่น้อย
โจวซินนั้นระบำดาบเลือดคลั่งออกมา คลื่นดาบปราณนั้นรุนแรงโจมตีทิศทางลั่วเหอ แต่เขานั้นก็สามารถทำลายได้ทั้งหมด และพุ่งโจมตีโจวซิน เมื่อใกล้ตัวโจวซิน ลั่วเหอนั้นลืมตาขึ้นและใช้วิชาทวนอสรพิษแดงพุ่งโจมตีกระแทกร่างของโจวซิน แต่คลื่นปราณดาบเลือดคลั่งปรากฏกระจายอาณาเขตทำลายอสรพิษแดง
“แค่นี้เองหรือ? ลั่วเหอ!” โจวซินเรียกชื่อลั่วเหออย่างเยาะเย้ย
เขานั้นกำดาบฟันลั่วเหอไม่ยั้ง แต่ลั่วเหอจึงหมุนทวนเพื่อป้องกัน แต่ครั้งนี้ทวนได้กระเด็นออกไป เพราะปราณจากดาบของโจวซิน ทำให้ลั่วเหอนั้นไม่มีทางเลือก ต้องใช้วิชาตราประทับดาวมาร ในมือซ้ายปรากฏตราประทับดาวมารขนาดเล็กขึ้น มันค่อยๆ ขยายใหญ่
ลั่วเหอยกมือซ้ายขึ้นชูขึ้นฟ้า ตราประทับดาวมารขนาดใหญ่ที่พอจะคลุมกระท่อมหลังหนึ่งได้ปรากฏขึ้น แพร่กระจายคลื่นพลังปราณสีม่วงของตราประทับดาวมารไปทั่ว ทำให้ต้นไม้นั้นถูกเงาของตราประทับดาวมารบดบังแสงอันน้อยนิดจากท้องฟ้า
“ตราประทับดาวมาร!”
ตราประทับดาวมารนั้นพุ่งทับร่างโจวซิน เขานั้นระเบิดพลังปราณระดับจอมยุทธ์ขั้นกลางออกมา เลือดของโจวซินถูกอักษรเลือดที่ดาบของเขาดูดกลืน คลื่นปราณดาบสีเลือดขนาดยักษ์ปรากฏร่างเป็นส่วนปลายดาบต้านตราประทับดาวมาร ขาของโจวซินทรุดลง โจวซินกระอักเลือดออกมา
“นี่มันวิชาอะไรกัน? แค่กๆ”
“ตายซะ!”
ปราณดาบเกิดรอยร้าว พร้อมกับเกิดรอยร้าวที่ดาบของโจวซิน เพียงไม่กี่ลมหายใจ ดาบของโจวซินได้หักลง ตราประทับดาวมารรุนแรงกว่าที่คิด ปราณสีม่วงที่หลุดรอดออกมาจากการทับร่างโจวซินกระจายไปทั่วทิศ กระแทกต้นไม้จนล้มลง ลั่วเหอนั้นยิ้มออกมาและเช็ดเลือดที่ปากของตนเอง และเดินจากไปด้วยท่วงท่าที่ไร้เรี่ยวแรง เดินไปเซไปมา
“นึกไม่ถึงตราประทับดาวมารจะแข็งแกร่งเช่นนี้ หากใช้อีกรอบ เส้นลมปราณคงขาดสะบั้น ท่านอาจารย์พูดถูก แม้แต่ตอนนี้ความแข็งแกร่งของข้าคงใช้ได้เพียงครั้งเดียวต่อวัน”
ลั่วเหอกระอักเลือดออกมา เขานั้นใช้มือปิดปาก ทำให้เลือดของเขาเต็มมือของเขาเอง ลั่วเหอมองเลือดของตนเองและยิ้มออกมา เขานั้นมองร่างกายตนเองมีแต่รอยฟกช้ำและบาดแผลจากปราณดาบของโจวซินที่ฟันร่างกายของเขา ลั่วเหอใช้ทวนเป็นไม้เท้าช่วยพยุงร่าง เขานั้นเดินไปได้ไม่นานก็ล้มลง หิมะนั้นก็ตกเรื่อยๆ
เพียงไม่นานลั่วเหอก็ไม่อาจทนความเจ็บปวดของบาดแผล เขานั้นได้สลบลงกลางหิมะ ชายผู้หนึ่งสวมใส่อาภรณ์ขาวของสำนักเวียนสวรรค์ ด้านหลังแบกหีบกระบี่ เขานั้นเหยียบกระบี่บิน ชายผู้นี้ก็คือจิ้งเผิง เขานั้นได้ขี่กระบี่บินมาหยุดใกล้ๆ ร่างของลั่วเหอ จิ้งเผิงนั้นได้ตามพลังอนุภาพของลั่วเหอมา เขานั้นคิดว่าเป็นสัตว์อสูรระดับสูง แต่เมื่อมาถึงก็พบเพียงลั่วเหอ
จิ้งเผิงจิ้มไปที่หน้าของลั่วเหอ เขานั้นพยายามเรียกลั่วเหอ
“นี่เจ้าตายหรือยัง? นี่ๆ”
ลั่วเหอลืมตาแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงดูเหนื่อยล้า เหมือนลมหายใจรวยริน
“หากท่าน...ยังจิ้ม…แก้มของข้า…ต่อไป…ข้าก็…อาจจะตายจริงๆ”
จิ้งเผิงได้แบกร่างของลั่วเหอและขี่กระบี่บินไปที่ถ้ำใกล้ๆ กับที่จิ้งเผิงนั้นเจอลั่วเหอ จิ้งเผิงนั้นได้ถ่ายลมปราณช่วยลั่วเหอ ส่วนลั่วเหอที่พอมีสติก็เริ่มเดินลมปราณขจัดความเย็นออกจากร่างกาย และเริ่มปรับลมปราณให้เดินตามปกติ เพราะหลังจากที่ลั่วเหอต่อสู้กับโจวซิน ปราณดาบของโจวซินโจมตีทั้งภายนอกและภายในลั่วเหอไม่น้อย
ลั่วเหอลืมตาขึ้นและได้คำนับจิ้งเผิง
“ขอบคุณท่านเซียนที่ช่วยเหลือ!”
จิ้งเผิงส่ายมือ เขานั้นใช้ดัชนีสองนิ้วสะบัดออกไปทางกิ่งไม้ใกล้ๆ ก็เกิดไฟลุกขึ้น ทำให้ลั่วเหอสนใจไม่น้อย เพราะในคัมภีร์เซียนที่ท่านอาจารย์ของลั่วเหอทิ้งไว้ให้ ก็มีบันทึกวิชาเปลวไฟนี้ไว้
“ไม่เป็นไรๆ แต่เจ้าช่างโชคดีเสียจริง รอดมาได้ เจ้าถูกสิ่งใดโจมตีงั้นรึ?”
ลั่วเหอนั้นก้มหน้าชั่วครู่ เขานั้นก็นึกถึงราชันย์อสรพิษหยกขาว จึงกล่าวออกมา
“เรียนท่านเซียน ข้านั้นออกมาสำรวจการเคลื่อนไหวของสัตว์อสูรระดับสูง นึกไม่ถึงจะถูกสัตว์อสูรพบเข้าจนได้รับบาดเจ็บ”
จิ้งเผิงนั้นฟังสิ่งที่ลั่วเหอกล่าว เขานั้นก็นึกย้อนไปถึงคลื่นพลังที่น่ากลัว เขานั้นคิดว่าเป็นพลังของสัตว์อสูรระดับสูงตัวนั้น แต่แท้จริงแล้วมันคือพลังของวิชาตราประทับดาวมาร จิ้งเผิงนั้นพยักหน้าเข้าใจลั่วเหอและกล่าวถามเรื่องสำคัญ
“ในเมื่อเจ้าหนีรอดจากมัน เจ้าคงรู้ว่ามันคือสัตว์อสูรอะไรใช่หรือไม่?”
ลั่วเหอส่ายหัว “เรียนท่านเซียน ข้าเองก็ไม่ทราบ แต่สัตว์อสูรตัวนั้นเป็นอสรพิษที่ร่างกายขาวดั่งหยก มันสามารถสร้างน้ำแข็งในการโจมตีได้”
“ข้าเข้าใจแล้ว ดูแลแผลของเจ้าด้วย”
ลั่วเหอคำนับจิ้งเผิง เขานั้นเรียกกระบี่ออกจากหีบกระบี่และได้ขี่กระบี่จากไป ลั่วเหอนั้นมองจิ้งเผิง จักรพรรดิมารสวรรค์ได้ปรากฏตัวออกมาในร่างของชายหนุ่ม ใบหน้างดงาม แต่ผมนั้นกลับขาวหงอก ระหว่างคิ้วมีตรามารสวรรค์ปรากฏอยู่ จักรพรรดิมารสวรรค์ในร่างมนุษย์เขานั้นสวมใส่อาภรณ์ขาวเปิดอก และใส่ผ้าคลุมดำยาวที่ลวดลายเป็นสีทองงดงาม
ลั่วเหอที่เห็นครั้งแรกก็ตกใจและรีบกระโดดหนีออกมา และทำท่าจับทวน แต่ว่าทวนเหล็กของเขานั้นจิ้งเผิงไม่ได้หยิบมาด้วย เมื่อมองใบหน้าดีๆ ก็พบว่าใบหน้านั้นเหมือนกับลั่วเหออยู่ไม่ผิดเพี้ยน ยิ่งน้ำเสียงที่ชายคนนั้นเปร่งออกมาก็ทำให้ลั่วเหอจำได้ทันที
“ศิษย์ข้าไม่เบาเลย ไม่ต้องให้ข้าแต่งเรื่องให้แล้ว”
ลั่วเหอนั้นคำนับจักรพรรดิมารสวรรค์
“คำนับท่านอาจารย์ ตอนนี้ข้าไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว ข้าแข็งแกร่งขึ้นมากแล้ว แต่วิชาที่ท่านมอบให้ข้าก็ยังใช้ไม่ได้อย่างสมบูรณ์”
จักรพรรดิมารสวรรค์ยิ้มออกมา เขานั้นส่ายหัวและจับไหล่ลั่วเหอ
“ไม่เป็นไร แต่เจ้าคงเห็นอนุภาพของมันเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น หากสมบูรณ์ เนตรอสุราปรากฏที่ตราประทับดาวมาร แม้แต่ระดับกลั่นลมปราณขั้นปลายก็ใช่จะรับไหว”