มรดกมารสวรรค์ - บทที่16 เรียนวิชาค่ายกล
ผ่านมาสี่วัน โจวเมิ่นและเยี่ยนอวี้เจินต่างส่งคนของตนเองตามหาลั่วเหอและโจวซิน เป้าหมายของทั้งคู่นั้นไม่เหมือนกัน คำสั่งของเยี่ยนอวี้เจิน เมื่อพบทั้งสองให้รีบเข้าช่วยเหลือและนำกลับมาทันที แต่คำสั่งของโจวเมิ่นนั้น เมื่อพบทั้งสอง หากลั่วเหอมีชีวิตอยู่ให้ฆ่าลั่วเหอ และช่วยเหลือโจวซิน
คนของโจวเมิ่นได้มาคำนับโจวเมิ่น
“พวกเราหาทั่วป่าทุกเขตแล้ว ไม่พบตัวนายน้อยเลยขอรับ!”
โจวเมิ่นสีหน้าปรากฏความไม่พอใจ เขาชูมือไปที่คนของตน ชายคนนั้นพุ่งเข้าหามือโจวเมิ่น จากนั้นโจวเมิ่นก็บีบคอจนชายคนนั้นเกือบหมดลมหายใจ และโยนออกจากมือ
“หาต่อไป หา! ถ้ารอบนี้หาไม่เจอ พวกแกต้องตาย เข้าใจหรือไม่?”
“เข้าใจขอรับ!”
ลั่วเหอนั้นยังอยู่ในถ้ำที่เดิม เขานั้นกำลังรักษาแผลของตนเอง และลมปราณจำนวนมากที่สูญเสียไป ยิ่งระดับสูงขึ้น มุกวิญญาณระดับกลางก็เริ่มไม่มีผลในการช่วยเหลือการบ่มเพาะของลั่วเหอ หลายวันมานี้ลั่วเหอนั้นศึกษาเคล็ดวิชาในคัมภีร์เซียน จึงสามารถเสกเปลวไฟออกมาได้เหมือนจิ้งเผิง
จักรพรรดิมารสวรรค์นั้นก็สั่งสอนลั่วเหอในการวางวิชาค่ายกลกับดัก เพื่อที่จะจัดการสัตว์อสูร เพราะจักรพรรดิมารสวรรค์ไม่สามารถสัมผัสอะไรได้นอกจากสัมผัสลั่วเหอ เขานั้นจึงสอนการวางค่ายกลและเขียนอักษรเวทในการสร้างค่ายกล
จักรพรรดิมารสวรรค์ได้เขียนอักษรเวทขึ้นมาจากความว่างเปล่า จักรพรรดิมารสวรรค์เขียนมา 14 ตัว ล่องลอยวนรอบตัวของลั่วเหอ และให้ลั่วเหอลองเขียนดู แต่ลั่วเหอไม่สามารถทำได้ จึงทำให้จักรพรรดิมารสวรรค์ส่ายหัวและชี้ไปที่ก้อนหินขนาดเล็กที่อยู่ในถ้ำ
“หยิบก้อนหินนั้นขึ้นมา ใช้สองนิ้วของเจ้าเป็นพู่กัน เขียนอักษรเวทสองตัวนี้”
“ขอรับท่านอาจารย์”
จักรพรรดิมารสวรรค์ได้ดึงอักษรเวทมา 2 ตัว ลั่วเหอใช้ดัชนีสองนิ้วรวบรวมพลังปราณของตน จนปรากฏออกมาที่ปลายนิ้ว และเขียนอักษรเวทสองตัว ซึ่งมันสำเร็จ อักษรสองตัวนั้นปรากฏที่หิน และมันได้ส่องแสงสีทองขึ้น และหยุดส่องแสง แสดงถึงการเขียนถูกต้อง ค่ายกลสามารถทำงานได้
“สำเร็จแล้วขอรับท่านอาจารย์”
“ดีมาก ทีนี้ก็เขียนแบบเดิมอีกสามก้อน เมื่อสำเร็จ ก็วางหินทั้ง 4 เป็น 4 มุม”
ลั่วเหอนั้นหยิบหินมาเพิ่ม และเริ่มใช้ดัชนีสองนิ้วเขียนอักษรเวทเหมือนเช่นเคย อักษรเวทที่ประทับลงหินก็ส่องแสงสีทองและดับลง ลั่วเหอได้ทำตามที่จักรพรรดิมารสวรรค์กล่าว วางหินอักษรเวทสี่มุม ลั่วเหอหันไปหาจักรพรรดิมารสวรรค์ เขานั้นได้ใช้พลังวิญญาณควบคุมหินลอยขึ้น และโยนไปกลางค่ายกล
หินทั้งสี่อักษรเวทส่องแสงสีทอง และทั้งหินก็ส่องแสงสีทอง จากนั้นแสงสีทองรอบหินทั้งสี่นั้นเชื่อมต่อกัน หินที่อยู่ตรงกลางถูกแสงสีทองแต่ละหินผูกมัดตรึงเอาไว้ ลั่วเหอดวงตาเบิกกว้าง จากนั้นแสงสีทองและอักษรเวทได้สลายหายไป ทำให้ลั่วเหอตกใจและพยายามเช็ดๆ ที่หินเพื่อหาอักษรที่ตนเองเขียน
“ยิ่งเจ้าใช้พลังปราณมากแค่ไหนในการเขียนค่ายกล ก็ยิ่งอยู่ได้นานขึ้น แต่เจ้าใช้ลมปราณน้อยนิด จึงอยู่ได้ไม่นาน”
“อักษรเวทที่เจ้าเขียนนั้นคือค่ายกลระดับ 2 วิชาค่ายกลแบ่งได้ 11 ระดับ เจ้าเขียนค่ายกลระดับ 2 ได้ในครั้งแรก ถือว่าเก่งแล้ว แต่ไม่นับว่ามีพรสวรรค์”
ลั่วเหอนั้นทำหน้าที่ค่อนข้างแปลกใจและสับสน
“ท่านอาจารย์ หากเป็นเช่นนี้ ค่ายกลนี้ต้องกินลมปราณมหาศาล และข้าจะสามารถเอาชนะสัตว์อสูรระดับสูงได้อย่างไร?”
จักรพรรดิมารสวรรค์ได้เขียนอักษรเวทมาร้อยตัวภายในไม่กี่ลมหายใจของลั่วเหอ และได้สะบัดมือ อักษรเวทนับร้อยตัวได้เข้าไปที่ตรามารสวรรค์ที่ปรากฏส่องแสงกลางหน้าผากของลั่วเหอ จักรพรรดิมารสวรรค์นั้นกล่าวออกมา
“ข้าจะถ่ายพลังวิญญาณครึ่งหนึ่งในการให้ค่ายกลนี้เกิดผลลัพธ์ที่นานขึ้นและดีขึ้น ตอนนี้ข้าได้เขียนอักษรเวทหนึ่งร้อยตัวสำหรับสร้างค่ายกลให้เจ้าแล้ว นี่เอานี่ไป”
จักรพรรดิมารสวรรค์ได้หยิบคัมภีร์ค่ายกลต่างๆ ตั้งแต่ระดับ 1–4 และโยนคัมภีร์นั้นให้กับลั่วเหอ เขานั้นรับไว้ และจักรพรรดิมารสวรรค์ได้ลอยออกไปที่หน้าถ้ำ และใช้พลังวิญญาณยกหินใต้พื้นขึ้นมาก้อนขนาดใหญ่
ลั่วเหอนั้นรู้ทันทีว่าตนเองต้องทำสิ่งใด ลั่วเหอได้ใช้ดัชนีสองนิ้วของตนเขียนอักษรเวท 2 ตัว บนหินที่จักรพรรดิมารสวรรค์ยกขึ้นมาจากพื้นดิน ลั่วเหอเขียนอักษรขนาดใหญ่ทั้งสี่หิน และจักรพรรดิมารสวรรค์ได้อ้าแขน รวบรวมพลังบอลวิญญาณสีม่วงทั้งมือซ้ายและมือขวา จากนั้นนำบอลวิญญาณสีม่วงผสานกัน และแยกออกเป็นสี่ก้อนไปถ่ายพลังให้อักษรเวทที่หินทั้งสี่ก้อน
อักษรเวทที่ลั่วเหอเขียนส่องแสงสีทอง และตามด้วยส่องแสงสีม่วง และได้ดับลง จักรพรรดิมารสวรรค์ได้กลายเป็นร่างอีกาเหมือนเดิม เขานั้นตกลงจากฟ้า ทำให้ลั่วเหอกระโดดไปรับจักรพรรดิมารสวรรค์ในร่างอีกา เขานั้นกระโดดไปยืนบนหัวลั่วเหอ
“กินพลังวิญญาณสองเดือนของข้าไปแล้ว ศิษย์ข้าจำไว้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เจ้าต้องล่อสัตว์อสูรระดับสูงมาที่นี่ ค่ายกลนี้ให้ได้!”
“ข้าเข้าใจแล้วท่านอาจารย์ ท่านจะหลับอีกงั้นหรือ?”
อีกาที่อยู่บนหัวลั่วเหอพยักหน้าลงหนึ่งครั้ง
“ใช่ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง! ข้าจะปรากฏตัวช่วยเจ้าแน่นอน อย่าเปิดเผยตัวตน ไม่งั้นโจวเมิ่นจะต้องจัดการเจ้าเป็นอันดับแรก ซ่อนตัวตนไว้ก่อน!”
ลั่วเหอคำนับจักรพรรดิมารสวรรค์ในร่างอีกา
“ศิษย์จะไม่ทำท่านอาจารย์ผิดหวัง”
อีกาสยายปีกและปล่อยตัวลงไปด้านหลังลั่วเหอ และได้สลายไป ลั่วเหอยิ้มและคิดในใจ
“มุกวิญญาณอสูรระดับสูง ข้าต้องได้มาให้ได้!”
ลั่วเหอนั้นได้วิ่งไปที่จุดที่ตนเองนั้นได้พบเจอกับจิ้งเผิงครั้งแรก ลั่วเหอนั้นได้ใช้มือกวาดหิมะรอบๆ จนพบทวนเหล็กของตน และหยิบขึ้นมา เสียงฝีเท้านั้นดังขึ้น พวกมันทั้งสี่คนคือคนของโจวเมิ่นที่ออกมาตามหาโจวซิน ลั่วเหอรีบไปซ่อนหลังต้นไม้ พวกมันนั้นเห็นร่องรอยของมนุษย์กำลังขุดหาอะไรสักอย่างตรงจุดนี้
หนึ่งในสี่คนนั้นเปิดผ้าคลุมขนสัตว์คลุมหัวออก ปรากฏใบหน้าของชายผู้นั้น ตรงคอนั้นมีรอยแดงจากการถูกบีบคอ ชายคนนั้นใบหน้าปรากฏรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ
“ฮ่าๆ พบร่องรอยแล้ว!” ชายคนนั้นชี้ไปที่คนของตนสองคน “เจ้าสองคนตามหาคนละแวกนี้ซะ” และก็ได้ชี้ไปที่อีกคน “ส่วนเจ้า! ไปแจ้งเรื่องนี้ให้กับท่านหัวหน้า” ทั้งสามคำนับชายผู้นี้และกล่าวพร้อมกัน
“ขอรับ!”
ลั่วเหอที่ซ่อนอยู่ก็คิดในใจ
“คนพวกนี้ดูจากลมปราณรอบตัว คงอยู่ระดับกำเนิดขั้นปลายเท่านั้น พอดีเลย ข้าต้องการเปลี่ยนเสื้อผ้าของข้า”
ลั่วเหอพุ่งทวนออกไปสังหารชายผู้นั้น เขานั้นใช้ดาบของตนต้านทวนของลั่วเหอ แต่ลั่วเหอนั้นปลดปล่อยพลังปราณระดับจอมยุทธ์ขั้นเริ่มต้น และใช้ทวนตีดาบลอยขึ้นฟ้า จากนั้นใช้ทวนฟันชายผู้นั้นจนกระเด็นกระแทกต้นไม้จนกระอักเลือดออกมาเต็มหิมะ และกล่าวออกมาก่อนตาย
“นี่…เจ้า!”
ลั่วเหอได้เปลี่ยนเสื้อ จากนั้นก็ใช้วิชาเซียนเสกไฟออกจากมือ จากนั้นก็เผาร่างของชายผู้นั้นจนดับสลายไม่เหลือกระดูก ลั่วเหอมองมือของตนเองที่ใช้วิชาเปลวไฟจากคัมภีร์เซียนที่ท่านอาจารย์ทิ้งไว้ให้
“นึกไม่ถึง แม้แต่กระดูกก็เผาจนไม่เหลือ”
เสียงฝีเท้าสองคนของพวกคนของโจวเมิ่นได้วิ่งมาที่จุดที่ลั่วเหอ เขานั้นจึงใช้ผ้าคลุมคลุมหัว จากนั้นลั่วเหอก็รีบวิ่งหนีออกจากจุดนั้นทันที….