มรดกมารสวรรค์ - บทที่20 ฟื้นฟู
ผ่านมาหลายวัน ลั่วเหอนั้นได้ลืมตาขึ้นจากการบำเพ็ญ ร่างกายของลั่วเหอตอนนี้ราวกับโครงกระดูก ดูผอมแห้งไร้เรี่ยวแรง จะขยับตัวก็แทบทำไม่ได้ ถึงอย่างไรลั่วเหอก็ยังอยู่ในขอบเขตของมนุษย์ เขานั้นยังต้องได้รับสารอาหารจำนวนหนึ่ง หลายวันมานี้ส่วนหนึ่งที่ทำให้ลั่วเหอยังมีชีวิตก็เพราะมุกวิญญาณอสูรระดับสูงที่ช่วยต่อชีวิตลั่วเหอในแต่ละวัน ลั่วเหอพยายามลุกขึ้น แต่ก็ไม่สามารถทำได้
ลั่วเหอจึงใช้พลังลมปราณที่เอ่อล้นในการควบคุมหยดน้ำให้เข้าปากของตน เพื่อให้ร่างกายสามารถอยู่ต่อไปได้ ลั่วเหอนั้นมีแต่คิดถึงเรื่องของเขาที่ผ่านมาหลายเดือน เขานั่งบำเพ็ญ เมื่อลืมตาก็เหมือนอยู่ในสถานที่หนึ่งที่ย้อนภาพความทรงจำที่ผ่านมา ลั่วเหอมองไปถึงจุดเริ่มต้นของการบำเพ็ญ เขาฝืนตนเองมาตลอด แม้แต่ตอนนี้ก็เช่นกัน เพียงมีความหวังเล็ก ๆ ว่าก่อนหมดอายุไขหรือหิวโหยจนตาย
เขานั้นจะสามารถเลื่อนระดับไปยังขอบเขตของเซียน ก็คือระดับเปลี่ยนลมหายใจ
จักรพรรดิมารสวรรค์ตอนนี้แปรเปลี่ยนจากร่างผีเสื้อดำ กลายเป็นอีกาแล้ว เมื่อจักรพรรดิมารสวรรค์รับรู้ว่าลั่วเหอลืมตาขึ้นมา จึงกล่าวออกมา
“ศิษย์ข้า เจ้าเคยคิดหรือไม่ หากเจ้าแก้แค้นสำเร็จ เจ้าจะทำสิ่งใดต่อ?”
ลั่วเหอนั้นไม่ตอบสิ่งใด หากนึกย้อนไป การที่เขาใช้ชีวิตอยู่มาถึงตอนนี้ ไม่ใช่มีแต่เรื่องแก้แค้นอีกต่อไป ไม่รู้ว่าเมื่อใด ลั่วเหออยากเป็นเซียน แต่ปลายสุดของเส้นทางไม่ใช่หยุดที่การแก้แค้น ไม่ได้หยุดที่ปกป้องใครสักคนอีกแล้ว ลั่วเหอนั้นต้องการเป็นเซียนอมตะ ลั่วเหอยิ้มออกมาและคิดในใจ
“อาจจะเป็นตอนนั้นที่ข้าหลงใหลในพลังของเซียน”
พลังที่เพียงเหยียบย่ำพื้นพิภพ ก็สามารถปลดปล่อยพลังที่ทลายความเป็นไปได้ทุกอย่าง ราวกับไม่มีกฎเกณฑ์ใดสามารถบังคับและควบคุมได้ ลั่วเหอกำลังนึกถึงร่างแท้จริงของจักรพรรดิมารสวรรค์ ที่ปรากฏในนิมิตครั้งที่อยู่ตรงหน้าของโรงศพผนึกสวรรค์ ลั่วเหอหลงใหลพลังในตอนนั้นอย่างมาก
จักรพรรดิมารสวรรค์ยิ้มออกมา เขามองไปที่ลั่วเหอและกล่าวออกมา
“ศิษย์ข้า ข้ามอบโอกาสในการบำเพ็ญให้เจ้าได้ แต่มอบความแข็งแกร่งให้เจ้าไม่ได้ทุกอย่าง แม้จะกล่าวว่าบังสวรรค์ ชะตาสวรรค์มิอาจลิขิต แต่ไม่จริงเลย ร่างกายเจ้าถูกลิขิตไม่ให้ผ่านระดับสยบฟ้าขั้นปลาย สุดท้ายเจ้าก็จะหมดอายุไขตายลงไป”
ลั่วเหอยิ้มและกล่าวถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ท่านอาจารย์ ท่านเองก็ทำอยู่ไม่ใช่หรือ? ท่านก็ฝืนลิขิตสวรรค์ของท่านเอง ท่านไม่อาจบรรลุตัดวิญญาณ ท่านจึงมาเป็นเช่นนี้ ท่านจึงมอบภารกิจที่ดูเป็นไปไม่ได้ให้ข้า ท่านเองก็รู้ ข้าบรรลุมากสุดก็เพียงสยบฟ้าขั้นกลาง แต่ท่านก็ต้องการให้ข้านำร่างของนักพรตระดับตัดวิญญาณมาให้”
จักรพรรดิมารสวรรค์หัวเราะเหมือนคนบ้า เขานั้นรู้ตนเองดี เขาเฝ้ามองเผ่ามารสวรรค์ของตนที่ยอมแพ้ต่อการเลื่อนระดับตัดวิญญาณ มีเพียงจักรพรรดิมารสวรรค์คนเดียวที่ยังมีความหวัง เขาเองก็ไม่รู้ว่าเมื่อใดที่เผ่าของเขาเริ่มหายไปทีละคน จนตอนนี้เหลือเพียงจักรพรรดิมารสวรรค์
“ฮ่า ๆ… เจ้าพูดถูก ข้าฝืนชะตาของตนเองมาตลอดหมื่นปีมานี้ ข้าหาทุกหนทาง แต่คำตอบใช่ว่าไม่พบ เพียงแต่ว่าโลกเรากว้างใหญ่ หลากหลายพิภพ ข้าเชื่อว่าไม่ใช่ข้าหาไม่เจอ แต่ข้าหาไม่หมด!”
ลั่วเหอยิ้มออกมา กลางหน้าผากปรากฏตรามารสวรรค์ขึ้นมา ลั่วเหอไม่ตอบสิ่งใด แต่รับรู้ถึงความพยายามของจักรพรรดิมารสวรรค์ได้ ความพยายามนั้นเอง ยิ่งทำให้เขามั่นใจว่าเขาเองก็สามารถฝืนลิขิตสวรรค์ได้
สามเดือนต่อมา
ปราณบริสุทธิ์ออกมาจากต้นไม้ ใบหญ้า แม้แต่แม่น้ำ มันนั้นมีมากมาย ต่างพุ่งไปที่เดียวกัน ถ้ำแห่งหนึ่งที่ผ่านตัวจักรพรรดิมารสวรรค์ ผ่านซากราชันย์อสรพิษหยกขาว ไปที่ร่างกายของลั่วเหอ ตรามารสวรรค์ปรากฏที่หน้าผากของลั่วเหอ มันส่องแสงสีแดง ทันใดนั้นรอบด้านของลั่วเหอปรากฏวิชากลืนดารา
พลังบริสุทธิ์มากมายกลายเป็นมุกวิญญาณ ลั่วเหออ้าปาก มุกวิญญาณพวกนั้นต่างเข้าไปในปากของลั่วเหอ เขากลืนลงไป คลื่นพลังปราณปรากฏออกมาจากร่างกาย ลั่วเหอลอยขึ้น เขาลืมตาขึ้น พลังปราณรุนแรงประทุขึ้นไปทั่วถ้ำ ทะลุออกมาจากถ้ำจนเกิดเสียงระเบิดดังไปไกล เหล่านกที่เกาะบนต้นไม้ต่างบินหนี
(ลั่วเหอ บรรลุระดับเปลี่ยนลมหายใจขั้นเริ่มต้น!)
ลั่วเหอหายใจเข้าและหายใจออก ร่างของเขาลอยลงพื้น ในมือซ้ายมีคำภีร์เซียนที่จักรพรรดิมารสวรรค์เขียนไว้ให้ ซึ่งเปิดถึงหน้าสุดท้าย ลั่วเหอได้ใช้วิชาไฟเผาคำภีร์เซียนนั้นจนสลายไปหมด
ลั่วเหอก้าวออกมาจากถ้ำ ดวงตาของเขาสามารถมองไกลมากกว่าห้าสิบลี้ แสงกระทบใบหน้าของลั่วเหอ เขานั้นยังมีใบหน้าที่งดงามอยู่เช่นเคย
สัตว์อสูรระดับกลางตัวหนึ่ง ลักษณะเหมือนหมีสีน้ำตาล แต่ที่กำปั้นของมันเหมือนหินก้อนใหญ่ ลั่วเหอใช้ดัชนีสองนิ้ว พลังปราณของลั่วเหอยกร่างสัตว์อสูรระดับกลางตนนั้นขึ้น มันตะเกียกตะกายเพื่อจะหนีออกมา ลั่วเหอมองมันด้วยสายตาเรียบเฉย ทวนเหล็กในถ้ำลอยมาที่มือลั่วเหอ
“ไม่ชินเลย เหตุใดอ่อนแอเช่นนี้… ไป!”
ลั่วเหอพูดเสร็จ ทวนเหล็กในมือลอยขึ้น พุ่งทะลุร่างของสัตว์อสูรระดับกลางจนตาย มุกวิญญาณอสูรระดับกลางลอยขึ้นเหนือร่างของสัตว์อสูรระดับกลาง พลังและวิญญาณของมันถูกดูดไปรวมที่มุกวิญญาณระดับกลาง เมื่อดูดกลืนจนหมด มุกวิญญาณอสูรระดับกลางก็ลอยมาที่มือซ้ายของลั่วเหอ จากนั้นลั่วเหออ้าปากและกลืนมันลงไป
“ไม่รู้สึกอะไรแม้แต่น้อย มุกวิญญาณอสูรระดับกลางไม่มีประโยชน์ต่อข้าอีกแล้ว!”
ลั่วเหอกระโดดลงไปข้างล่าง ก็พบกับสัตว์อสูรมากมาย แต่เพียงลั่วเหอมองและปลดปล่อยระดับการบ่มเพาะ คลื่นพลังปราณแข็งแกร่งสร้างคลื่นกระแทก ซัดร่างพวกมันจนรีบวิ่งหนีไปอย่างไว
จักรพรรดิมารสวรรค์ปรากฏออกมาในร่างของมนุษย์ ที่มีใบหน้าเหมือนลั่วเหอ
“ศิษย์ข้า ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยระดับการบ่มเพาะให้ใครรับรู้เป็นอันขาด มันอาจนำภัยมาสู่ตัวเจ้าเอง ตอนนี้รีบออกจากจุดนี้ก่อน เจ้าทำเสียงดังเกินไป”
ลั่วเหอคำนับจักรพรรดิมารสวรรค์
“ศิษย์เข้าใจแล้วขอรับ”
ลั่วเหอวิ่งออกจากจุดนั้น เขานึกถึงโจวเมิ่น คนสุดท้ายที่เขาต้องการจัดการก่อนจะจากหมู่บ้านเย่เผิงไป และอีกอย่างคือมีดบินของโจวเมิ่น ลั่วเหอต้องการมันอย่างมาก เพื่อใช้เป็นอาวุธในการเดินทาง เพราะอาวุธของโจวเมิ่นนั้นเป็นอาวุธของผู้บำเพ็ญ
ลั่วเหอหน้าเคร่งเครียดและคิดในใจ
“โจวเมิ่น… แกรอข้าได้เลย!”
สามเดือนมานี้ ลั่วเหอได้ศึกษาวิชาค่ายกลและคำภีร์เซียนที่จักรพรรดิมารสวรรค์เขียนไว้ ล้วนเป็นวิชาพื้นฐานของเซียนระดับล่าง อย่างเขาที่สามารถฝึกและพอเข้าใจได้ และหนึ่งอย่างที่ลั่วเหอสนใจอย่างมากก็คือ ระดับของอาวุธที่มีด้วยกันสิบระดับ ซึ่งมีดบินปราณสีฟ้าขาวของโจวเมิ่นนั้นก็คืออาวุธระดับสอง
ผ่านไปไม่นาน ชายสวมผ้าคลุมหนังสัตว์ได้วิ่งมาถึงหน้าถ้ำ พวกเขามองรอบ ๆ ก็พบกับสัตว์อสูรระดับกลางที่ตายลง และรอยฟันจากคลื่นปราณที่ลั่วเหอปลดปล่อยออกมา พวกเขาจึงเข้าไปในถ้ำที่ลั่วเหอเคยใช้เป็นที่ปิดตนฝึกฝน
คนที่นำหน้าขาสั่นและล้มลง อีกสองคนเดินมาดูก็ตกใจเช่นกัน
เพราะตรงหน้าของพวกเขาทั้งสามคน คือซากของราชันย์อสรพิษหยกขาว ที่หายไปพร้อมกับลั่วเหอสามเดือนก่อน
หนึ่งในกลุ่มนั้นยิ้มออกมาและหันหลังเดินกลับพร้อมกับอีกสองคน หนึ่งในนั้นกล่าวขึ้น
“ไปเถอะ ท่านหัวหน้าต้องดีใจมากแน่ ฮ่า ๆ”