มรดกมารสวรรค์ - บทที่31 อาจารย์ทั้งสอง
หน้าประตูสำนักศึกษาชี้ฟ้า ลั่วเหอและคนอื่น ๆ ต่างรออาจารย์ในสำนักศึกษาชี้ฟ้ามารับเข้าไปดูแล สำนักศึกษาชี้ฟ้าแม้จะไม่ใหญ่โตเท่าสำนักชื่อดังในทวีปเซวียนเทียน แต่เรื่องทรัพยากรการบำเพ็ญไม่น้อยหน้าสำนักชื่อดังแม้แต่น้อย ระหว่างรอ หลินเทียนชัดเจนอย่างมากว่ามองไป๋อวิ๋นไม่ละสายตา
ลั่วเหอที่ยืนกอดอกอยู่ข้าง ๆ ก็พยายามสะกิดหลินเทียนหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ จนไป๋อวิ๋นหันกลับมาหาทั้งคู่ หลินเทียนทำตัวไม่ถูก เขานั้นพยายามมองซ้ายมองขวาหลบหน้าของไป๋อวิ๋น นางนั้นมองหลินเทียนเพียงชั่วครู่ ก่อนจะมายืนตรงหน้าของลั่วเหอ นางนั้นมองด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย
ทำให้ลั่วเหอมึนงง ไม่เข้าใจการกระทำของไป๋อวิ๋น เมื่อครู่นางนั้นยังยืนคิดเรื่องอะไรบางอย่าง แต่นางกลับเดินมายืนหยุดตรงหน้าของลั่วเหอ
“ข้าขอยืนด้วยได้หรือไม่? ข้าชื่อไป๋อวิ๋น แล้วเจ้าล่ะ?”
หลินเทียนที่ได้ยินเช่นนั้นก็มาแทรกกลาง และกล่าวแนะนำตนเองออกมาด้วยรอยยิ้มที่กว้างอย่างมาก สีหน้าของลั่วเหอตอนนี้นั้นแสดงให้เห็นว่าเขาหนักใจอย่างมากกับหลินเทียน
“ฮ่า ๆ ข้าชื่อหลินเทียน คนผู้นี้ชื่อลั่วเหอ เห็นหน้าตาแบบนี้ เขาน่ะอายุเพียงสิบหกปีเท่านั้น นับว่าเป็นน้องรักของข้าเอง”
ไป๋อวิ๋นยิ้มเจื่อนและคำนับลั่วเหอกับหลินเทียน ลั่วเหอจึงคำนับกลับ หลินเทียนก็รีบคำนับทันที หลินเทียนดูมีความสุขอย่างมากที่ได้คุยกับไป๋อวิ๋น ก่อนที่หลินเทียนจะกล่าวอะไรเพิ่ม นักพรตชายหนึ่งคนและนักพรตหญิงหนึ่งคนได้ขี่กระบี่ลงมาที่พวกเขายืนอยู่
นักพรตชายคนแรกหน้าตาราวสามสิบปี ไม่ไว้หนวด ดวงตากว้างโต ผิวขาว ผมดำยาว กลางหน้าผากมีตรากระบี่สีฟ้าวาดอยู่ตรงกลาง สวมใส่อาภรณ์ฟ้าขาว กระบี่ที่นักพรตชายยืนอยู่เป็นกระบี่เงินที่มีปราณสีฟ้าอยู่รอบกระบี่ ข้างเอวมีถุงมิติสีขาวอยู่ ลั่วเหอเพ่งมองและคิดในใจ
“กลิ่นอายพลังปราณระดับก่อกำเนิดขั้นเริ่มต้น!”
นักพรตหญิงสาวงาม หน้าตางดงาม ผมดำยาว ดวงตากลมโตสีฟ้า ผิวขาวผ่องใส สวมใส่อาภรณ์ฟ้าขาว กำลังยืนอยู่บนกระบี่สีขาวที่ทำมาจากหยก มีปราณสีฟ้าอยู่รอบกระบี่ ด้านหลังของนักพรตหญิงมีกระบี่หยกขาวอยู่อีกสามกระบี่ลอยอยู่ด้านหลัง นางนั้นลงพื้นพร้อมกับนักพรตชายอีกคน คลื่นพลังปราณกดดันไปรอบ ๆ
“พวกเจ้าสามคนงั้นหรือ?”
ทั้งสามคนได้คำนับนักพรตหญิงและนักพรตชายพร้อมกัน
“ข้านามว่าลั่วเหอขอรับ”
“ข้านามว่าหลินเทียนขอรับ”
“ข้านามว่าไป๋อวิ๋นเจ้าค่ะ”
นักพรตทั้งสองพยักหน้าเข้าใจ และเริ่มแนะนำตนเอง โดยนักพรตชายแนะนำตัวเป็นคนแรก
“ข้านามว่าเหยียนเฉา หรือเรียกอาจารย์เหยียนก็ได้ ระดับก่อกำเนิดขั้นเริ่มต้น”
ทั้งสามคนคำนับอาจารย์เหยียนเฉาพร้อมกัน และกล่าวพร้อมกัน
“คำนับท่านอาจารย์เหยียน”
ทั้งสามหันไปทางนักพรตหญิง นางนั้นได้ผสานกระบี่หยกขาวทั้งสี่กลายเป็นหนึ่งกระบี่ และหันมาหาทั้งสาม
“ข้านามว่าซูเหวิน หรือเรียกข้าว่าอาจารย์ซูก็ได้ ข้าระดับก่อกำเนิดขั้นปลาย”
ทั้งสามคนคำนับอาจารย์ซูเหวินด้วยความเคารพอย่างมาก ทุกคนนั้นยังตกใจกับระดับการบำเพ็ญของอาจารย์ซูเหวินเล็กน้อย เพราะด้วยใบหน้าอ่อนเยาว์ราวยี่สิบสามปี
“คำนับท่านอาจารย์ซู”
อาจารย์ซูได้หยิบยันต์บินในถุงมิติของอาจารย์เหยียนออกมาสองใบ ทำให้สีหน้าของอาจารย์เหยียนไม่พอใจ และกล่าวถามอาจารย์ซูด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
“นี่เจ้าไม่เอาถุงมิติมาอีกแล้วหรือ?”
อาจารย์เหยียนชี้หน้าอาจารย์ซู แต่นางนั้นไม่ได้สนใจอะไร เพียงพลิกมองยันต์บินของอาจารย์เหยียนเพียงเท่านั้น นางเก็บยันต์บินเข้าถุงมิติของอาจารย์เหยียน และกล่าวออกมา
“ข้ามีศิษย์พี่อย่างท่าน ข้าไม่จำเป็นต้องพกถุงมิติหรอก ศิษย์พี่ ยันต์บินสองใบไม่พอ ช่วยข้าควบคุมวิชากระบี่บินยักษ์เถิด”
อาจารย์เหยียนจับหัวและถอนหายใจออกมา ส่วนอาจารย์ซูก็ใช้ดัชนีสองนิ้วควบคุมกระบี่หยกขาวหมุนอย่างรวดเร็ว และแยกกระบี่ออกมาเป็นสิบกระบี่ ก่อนจะผสานกันกลายเป็นกระบี่ยักษ์
“เฮ่อ!…เอาเถอะ พวกเจ้ารีบขึ้นไปเร็ว”
“ขอรับ”
ลั่วเหอ หลินเทียน และไป๋อวิ๋นตกใจอย่างมาก เพราะพวกเขาไม่เคยเห็นวิชากระบี่ที่น่าทึ่งแบบนี้มาก่อน อาจารย์เหยียนและอาจารย์ซูจับมือกัน ส่วนอีกมือก็ตั้งดัชนีสองนิ้วควบคุมกระบี่ยักษ์ให้ลอยขึ้น กระบี่ยักษ์ลอยขึ้น มีพลังปราณสีฟ้าวนรอบกระบี่
กระบี่ลอยขึ้นและบินผ่านประตูแรกของสำนักศึกษาชี้ฟ้า ผ่านสระน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งอดีตเคยเป็นที่อยู่ของสัตว์อสูรพิทักษ์สำนัก มังกรฟ้าระดับมหาโลหิต ซึ่งไปด้านหน้าได้ไม่นานก็พบหินขนาดใหญ่เท่าขุนเขา สลักชื่อ “สำนักศึกษาชี้ฟ้า” เอาไว้ โดยเป็นอักษรขนาดใหญ่ และมีตัวอักษรขนาดเล็กอยู่มากมาย อาจารย์เหยียนกล่าวขึ้น
“นั่นคือหินจารึก ตัวอักษรเล็กพวกนั้นสลักชื่อศิษย์สำนักศึกษาชี้ฟ้าทั้งหมดไว้”
ไป๋อวิ๋นได้ชี้ไปที่ชื่อที่สลักติดกัน ชื่อนั้นสลักเป็นอักษรสีทอง ซึ่งเป็นชื่อของเหยียนเฉาและซูเหวิน ไป๋อวิ๋นกล่าวขึ้นมา
“สลักชื่อสีทองของท่านอาจารย์ทั้งสองมีความหมายอย่างไรกัน?”
อาจารย์เหยียนยิ้มและกล่าวออกมา
“สำนักของเรามีการจัดอันดับความสามารถเฉพาะทางในแต่ละตำหนัก ข้าและอาจารย์ซูของพวกเจ้าเป็นอันดับหนึ่งของตำหนักตนเอง ข้าอยู่ตำหนักหลอมกระบี่ ส่วนอาจารย์ซูอยู่ตำหนักคำภีร์เซียน”
หลินเทียนกล่าวออกมาด้วยความตื่นเต้น
“แสดงว่าพวกท่านแข็งแกร่งมาก”
อาจารย์ซูหัวเราะออกมา ส่วนอาจารย์เหยียนหันไปมองด้วยความไม่พอใจ
“ไม่!…ความแข็งแกร่งไม่นับ ยกเว้นหนึ่งตำหนักคือตำหนักคำภีร์เซียนที่จัดอันดับด้วยความแข็งแกร่ง สำนักเราแบ่งได้ห้าตำหนัก ได้แก่ ตำหนักคำภีร์เซียน ตำหนักหลอมกระบี่ ตำหนักปรุงโอสถ ตำหนักค่ายกล และตำหนักยันต์เซียน ซึ่งใช้ความสามารถเฉพาะทางมากกว่าความแข็งแกร่งทางกายและวิชาเซียน”
อาจารย์ซูได้กล่าวขึ้นมา
“ใกล้ถึงแล้ว พวกเจ้ารีบเลือกวิชาเซียนที่ต้องการ พวกข้ายังมีงานต้องทำ”
หมอกนั้นหนาอย่างมาก ทำให้ทั้งสองต้องควบคุมกระบี่ยักษ์บินช้าลง เมื่อทะลุหมอกเข้าไปก็เป็นเส้นทางเดินทางของเหล่านักพรตในสำนักศึกษาชี้ฟ้า นักพรตมากมายขี่กระบี่และไม้ไผ่บินไปทางของตนเอง
นักพรตมากมายที่ไม่เร่งรีบในการเดินทาง ต่างหยุดคำนับอาจารย์เหยียนและอาจารย์ซูกันหมด อาจารย์ซูโบกมือให้นักพรตหลีกทาง นักพรตมากมายต่างหลีกทางและมองศิษย์ใหม่อย่างลั่วเหอ หลินเทียน และไป๋อวิ๋น ส่วนมากจะสนใจลั่วเหอ เพราะใบหน้างดงามราวเทพเซียนในเรื่องเล่า
เพียงไม่นานก็ได้มาถึงศาลาไม้ขนาดใหญ่ที่มีป้ายเขียนไว้ว่า “ศาลาหมื่นคำภีร์” ทั้งหมดได้เดินลงมาจากกระบี่ อาจารย์ซูได้ควบคุมกระบี่หยกขาวให้ย่อขนาดลงเท่าเดิม ลั่วเหอรู้สึกว่าตนเองนั้นได้เปิดโลกอย่างมาก เขานั้นยังตกใจกับเหล่านักพรตมากมายอยู่
ทั้งหมดได้เดินตามหลังของอาจารย์เหยียน คนเฝ้าศาลาหมื่นคำภีร์สองคนสวมใส่อาภรณ์ฟ้าขาว ข้างกายมีกระบี่เงินบินวนรอบ ๆ พวกเขาทั้งสองได้คำนับอาจารย์เหยียนและอาจารย์ซู
“คำนับศิษย์พี่เหยียนเฉาและศิษย์พี่ซูเหวิน”
อาจารย์เหยียนยิ้ม พร้อมหันมาหาอาจารย์ซูและชี้คนเฝ้าประตูทั้งสอง
“นี่เจ้าดูสิ นี่แหละที่เขาเรียกว่าเคารพศิษย์พี่ของตน”
อาจารย์ซูยิ้มและเดินไปหาทั้งสามคน ทำให้อาจารย์เหยียนมองด้วยหางตาและทำหน้าตาไม่พอใจ
“พวกเจ้ามีเวลาเลือกทั้งวัน จำไว้ สามารถหยิบไปได้เพียงหนึ่งคำภีร์เท่านั้น”
ทั้งสามคนคำนับอาจารย์ซู
“ขอรับท่านอาจารย์”
“เจ้าค่ะท่านอาจารย์”